พอเพียง...เส้นทางแห่งชีวิต

วารสารครอบครัวพอเพียง

คอลัมน์ : Cover Story

โดย : ศุภกร ม่วงแพรศรี

บทสัมภาษณ์  : ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย     องคมนตรี

                         ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจพอเพียง

 

 

อาก๊กกวง  ลูกอยากเรียนอะไร

ผมอยากเรียนหมอครับ

บ้านเราจน ถ้าลูกอยากเรียนหมอเพื่อไปช่วยคนจน แม่จะพยายามส่ง แม่มีแรงส่งให้ได้ แต่ถ้าลูกอยากเรียนหมอเพื่อไปหาเงิน อย่าเรียนเลย ให้คนอื่นเขาเรียนไปเถอะ

....อันนี้แหละเป็นสิ่งที่อยู่ในใจผมมาตลอด แม่ผมจนแต่ส่งผมเรียนเพื่อให้ผมช่วยคนจน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับผม

 

 

     “ชีวิตพอเพียง  จากคอกหมูสู่องคมนตรี   เป็นเรื่องเล่าหรือตำนานชีวิตอันอุดม ของเด็กจนๆ คนหนึ่งที่เกิดในคอกหมูผู้ใฝ่ฝัน ใฝ่ดี มีวิริยะ อุตสาหะ มีความกตัญญูในหัวใจ มีสุจริตเป็นวิสัย มีปัญญา และสัมมาวาจาเป็นเครื่องมือ พาชีวิตไปบนเส้นทางแห่งการเรียนรู้และรับใช้เพื่อนมนุษย์ผ่านการเป็นนักศึกษาแพทย์เหรียญทองได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิ อานันทมหิดล ไปศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกา เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคหัวใจ เป็นครูแพทย์ เป็นคณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ เป็นอธิการบดี เป็นปลัดทบวงมหาวิทยาลัย เป็นองคมนตรี แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการมีหัวใจของความเป็นมนุษย์ของคนที่ชื่อ เกษม วัฒนชัย และการมีครอบครัวที่อบอุ่น

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจพอเพียง ผู้อุทิศเวลาในการถ่ายทอด สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่กลุ่มต่างๆ มากที่สุดท่านหนึ่ง ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และการน้อมนำไปปฏิบัติด้วยตนเอง ช่วยให้การถ่ายทอดและยกตัวอย่างประกอบให้เห็นตัวอย่างได้ชัดเจน ผู้ที่มีโอกาสรับฟังการการบรรยายของท่านมักกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เศรษฐกิจพอเพียงปฏิบัติได้ไม่ยากอย่างที่คิด

ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี กล่าวถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หมายถึงหลักคิด และปฏิบัติได้ตั้งแต่ระดับบุคคล องค์กรขนาดใหญ่ มีความเป็นหลักสากลโลก ซึ่งได้ทรงศึกษาและคิดค้นมานานหลายปี ในเบื้องต้นนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง โดยออกแบบให้ใช้กับชาวนาที่ยากจนที่สุด แต่หากเข้าใจถึงหลักการของเศรษฐกิจแบบพอเพียงแล้ว แม้แต่ในทางธุรกิจก็ใช้ได้เพื่อป้องกันการขาดทุนได้ด้วย ทั้งนี้ เบื้องต้นก่อนจะนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ต้องมีการปรับพื้นฐานจิตใจให้มีคุณธรรมเสียก่อน

คำว่า ความพอเพียงท่านพระราชทานว่า ประกอบด้วย ๓ องค์ประกอบ หนึ่ง พอประมาณ ทั้งปริมาณและคุณภาพไม่สุดโต่ง ไม่ขี้เหนียว ไม่ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย สอง  ต้องมีเหตุมีผลในการบริโภค  หากใช้เหตุผลไตร่ตรองก็จะคิดได้ว่าควรหรือไม่ และสาม  มีภูมิคุ้มกันในตัวพอที่จะรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรือมีสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเพื่อป้องกันวิกฤต

ส่วน เงื่อนไขสำคัญ ที่จะนำปรัชญานี้ไปใช้แล้วประสบความสำเร็จมี ๓ ข้อคือ หนึ่งคุณธรรมต้องปรับพื้นฐานจิตใจของคนในชาติให้มีคุณธรรมและมีความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎีนักวิชาการ และผู้ประกอบการธุรกิจ ซึ่งพ่อแม่และครูต้องทำตัวเป็นต้นแบบ สองด้านวิชาการหรือความรู้ในการวางแผนและการลงมือทำงาน ต้องใช้หลักวิชาที่เหมาะสม รู้จริง มีความรอบคอบ และไม่ใช้อารมณ์หรืออคติ  สาม ต้องใช้ความอดทน สติ และปัญญาในการดำเนินชีวิตหากเป็นคนขี้เกียจก็บอกว่า นำหลักปรัชญาฯไปใช้แล้วไม่สำเร็จ บางคนเข้าใจผิดว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นี้ไม่ให้รวย ที่จริงแล้วปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงรวยได้แต่ต้องไม่โกง

นอกจากนั้น ความพอเพียงยังตรงกับคำศาสนาว่า สันโดษ คือ การใช้ชีวิตอย่างสมถะคือ เรียบง่ายไม่ไปสร้างเงื่อนไขชีวิตที่จุกจิก ขาดเหตุผลและนำไปสู่ความฟุ้งเฟ้อ โดยสันโดษ แปลว่า
ความพอ  คือพอใจกับผลของการกระทำที่เราทำเต็มที่แล้ว ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ความเพียรพยายามโดยใช้อิทธิบาทสี่ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา นั่นคือ มีความสุขในความพอ พอในสิ่งที่มีพอในสิ่งที่ได้ และพอในสิ่งที่เป็น หมายความว่า เมื่อเราทำงานเต็มที่และดีที่สุดแล้ว ผลออกมาอย่างไรก็ขอให้มีความสุขและพอใจกับผลนั้น ส่วนครั้งต่อไปต้องทำให้ดีขึ้น โดยต้องพิจารณาว่า
ครั้งที่ผ่านมามีจุดบกพร่องและจุดอ่อนตรงไหนที่เรามองไม่เห็น หรือสุดวิสัยที่จะแก้ได้จากนั้นนำไปแก้ไขและทำให้ดีขึ้น

ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย  กล่าวว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานสิ่งที่ดีและมีค่ามากมายให้แก่คนไทยทุกหมู่เหล่า ทุกพื้นที่ทุกสถานการณ์  ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดที่พสกนิกรทุกคนควรทำเพื่อสนองพระเดชพระคุณพระองค์ท่านคือไปศึกษาพระบรมราโชวาทหรือคำสอนของพระองค์ท่านให้เข้าใจและน้อมใส่เกล้าใส่กระหม่อมรับไปประพฤติปฏิบัติจะเป็นวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด เปรียบเสมือนกับพ่อแม่เลี้ยง และอบรมสั่งสอนลูก  ลูกจะแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ โดยนำคำสอนของพ่อแม่ไปคิด ใคร่ครวญและปฏิบัตินับเป็นการตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ที่ดีที่สุด

   อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจต่อสภาพการณ์ปัจจุบันก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเช่นกัน ประเทศไทยเองได้มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมมาโดยตลอด ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตย ก่อนจะนำไปสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ที่มีระบบทุนนิยมเสรีข้ามชาติ ความรู้และเทคโนโลยีขยายตัวสู่การครอบงำทางวัฒนธรรม ล้วนแต่มีผลกระทบต่อประเทศไทย เปลี่ยนจากสังคมปรองดองและสมานฉันท์ สู่สังคมฟ้องร้อง กล่าวโทษ และสังคมแตกแยก ตัวอย่างเช่น การกระทำที่นำไปสู่การฟ้องร้องของผู้ใหญ่คู่หนึ่งที่ฟ้องเรียกค่าเสียหายเพียง ๑ บาท และอีกฝ่ายหนึ่งเรียกค่าเสียหาย  ๑,๐๐๐ ล้านบาท ก็ไม่มีเหตุผลที่จะทำให้รุ่นเด็กสามารถเข้าใจได้

       ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ตลอดเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงงานเพื่อปวงชนชาวไทยยาวนาน ๖๐ ปี มีพระราชดำรัสเนื่องในวาระต่างๆ เป็นข้อเตือนใจ ดังเช่น พ.ศ.๒๕๔๑  ทรงรับสั่งเรื่องการประหยัดที่จะอยู่รับยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งเป็นทางสายกลางระหว่างความตระหนี่ และฟุ่มเฟือย โดยให้คำนึงถึงผลที่จะได้รับจากการอดออม และในขณะที่ ศ.นพ.เกษม ยังอยู่ในวัยเด็ก ก็ได้รับการอบรมเรื่องการประหยัดจากมารดาเช่นเดียวกัน โดยยึดหลักว่าหากประหยัดได้ ๑ บาท เปรียบเสมือนสามารถหาเงินได้ ๑ บาท และสมควรที่จะนำเรื่องการอดออมปลูกฝังให้กับเยาวชนรุ่นใหม่สืบไป