แนวคิดในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนทำงาน คือ ปรับสภาพแวดล้อมของที่ทำงานให้มีความสะอาด ปลอดภัย ร่มรื่น สบายตา และสะดวกสบาย

1.  ท่านมีแนวคิดในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนทำงานหรือไม่ อย่างไร (อธิบาย)

แนวคิดในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนทำงาน

-  ปรับสภาพแวดล้อมของที่ทำงานให้มีความสะอาด ปลอดภัย ร่มรื่น สบายตา และสะดวกสบาย

เนื่องจากคนเราต้องใช้ชีวิตระหว่างวันอยู่ในที่ทำงาน  ซึ่งบางครั้ง บางคน อาจใช้เวลาอยู่ในที่ทำงานมากกว่าอยู่ที่บ้าน  ดังนั้น หากที่ทำงานมีสุขลักษณะดีก็จะทำให้สุขภาพร่างกายของคนทำงานแข็งแรง  จิตใจสบาย ทำให้ลดการเจ็บไข้ไม่สบาย  ซึ่งจะเป็นการลดภาระการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับพนักงาน และผลงานที่ออกมาก็จะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูง  มีผลทำให้หน่วยงานสามารถลดต้นทุนในการผลิตหรือการปฏิบัติงาน  ดังนั้น การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนทำงานจึงก่อให้เกิดประโยชน์แก่หน่วยงานอย่างมากมาย  เพียงแต่หน่วยงานนั้นๆ  มีนโยบายในการดูแลและใส่ใจในสวัสดิภาพและสวัสดิการของคนทำงาน เช่น การจัดสวัสดิการด้านการบริการเครื่องดื่ม ชา กาแฟ อาหารว่าง  การจัดทำมุมสบาย  มุมสงบ มีหนังสือบำรุงสมองให้อ่าน คืออ่านแล้วทำให้เกิดพลังใจ พลังชีวิต ได้แง่คิดที่จะทำให้เกิดความมุ่งมั่นในการทำงานต่อไป

ในกรณีลักษณะของสถานที่ทำงานเป็นโรงงานหรือมีจุดทำงานที่มีความเสี่ยงต่ออันตราย ก็ควรคำนึงถึงความปลอดภัยของคนทำงาน โดยมีการจัดหา/เตรียมอุปกรณ์ป้องกันสารพิษหรืออันตรายอันเกิดจากการทำงาน ให้พร้อมใช้งาน  โดยใช้หลัก Safety First  และหากเป็นลักษณะงานที่มีความเสี่ยงก็ควรมีระบบทำประกันสุขภาพหรือประกันชีวิตให้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับคนทำงาน ซึ่งธรรมชาติของคนเรานั้น  หากทำงานแล้วมีความรู้สึกปลอดภัยมั่นคง ก็จะทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับหน่วยงานนั้นๆ  ทำให้ผลผลิต/ผลการปฏิบัติงานออกมาดีเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงาน

สิ่งที่จะขาดเสียมิได้ในสถานที่ทำงาน คือ การจัดภูมิทัศน์บริเวณรอบสถานที่ทำงานหรือภายในห้องทำงานให้มีความสดชื่นเขียวชอุ่มของต้นไม้  ดอกไม้ ซึ่งจะเป็นอาหารตา อาหารใจให้กับผู้ทำงาน  ทำให้ได้ความรื่นรมย์จากการเห็นของสวยของงาม  ทำให้โยงไปถึงเรื่องของการใช้สมองข้างขวา  ด้านการจินตนาการ การดูของสวยงาม การฟังดนตรี  ส่วนสมองข้างซ้ายนั้นใช้ในการคิด  ดังนั้น เมื่อคนเราได้ใช้สมองทั้งข้างซ้ายและข้างขวาในระดับเสมอกัน  ก็จะทำให้คนไม่เครียดและมีความฉลาดมากขึ้น มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ดีขึ้น  สรุปได้ว่า เมื่อคนเรามีสุขภาพดี  จิตใจดี  สมองดี  จะส่งผลทำให้สภาวะแวดล้อมในที่ทำงานดี มีความเป็นกัลยาณมิตร ผลงานที่ออกมาดี ผลประโยชน์ทั้งหลายก็เกิดกับองค์กรและหน่วยงาน

 

2.  นโยบายหรือ แนวทางอะไรบ้างในองค์กรของท่าน ที่ท่านดำเนินการไปแล้วในการส่งเสริมให้เกิดองค์กรสุขภาวะ  (อธิบายพร้อมยกตัวอย่าง)

                แนวทางในการส่งเสริมให้เกิดองค์กรสุขภาวะที่ได้ดำเนินการไปแล้ว คือ การจัดสถานที่ทำงานให้ โล่ง โปร่งสบาย สะอาดตา สบายใจ และสะดวกต่อการปฏิบัติงาน  มีไม้ประดับพองาม มีการทำความสะอาด และเช็ดฝุ่นตามโต๊ะทำงานทุกวัน

                สำหรับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  ท่านเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา)  ได้ให้นโยบายการประชาสัมพันธ์และรณรงค์เกี่ยวกับการลดปริมาณขยะภายในองค์กรของ สพฐ. และสถานศึกษา โดยเฉพาะปัญหาใหญ่ คือ ปัญหาขยะ โดยหน่วยงานของ สพฐ. ต้องเป็นแบบอย่างหรือต้นแบบก่อน จึงขยายผลสู่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)  สถานศึกษา ครู และนักเรียน สามารถปฏิบัติตามได้  ซึ่งในขณะนี้ กลุ่มวิจัยและส่งเสริมคุณธรรมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในสถานศึกษา สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา  สพฐ. กำลังดำเนินงานตามนโยบาย ดังกล่าว  โดยได้รับการอนุมัติโครงการแล้ว กิจกรรมที่วางแผนเพื่อดำเนินการได้แก่  การจัดประชุมทำแผนและตัวชี้วัดโครงการรณรงค์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต้นแบบในองค์กร (ลด-แยกขยะ-ลดโลกร้อน)  การประสานงานกับหน่วยงานกรุงเทพมหานคร  เพื่อขอความอนุเคราะห์ถังแยกขยะ  ประสานกับกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมและกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เพื่อขอเอกสารเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเอกสารการแยกขยะ  อันตรายและโทษของขยะ  การจัดทำโปสเตอร์และสติ๊กเกอร์รณรงค์โครงการ  การนำความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมขึ้นเว็บไซต์ สพฐ.  การจัดหาวิทยากรมาให้ความรู้กับบุคลากรใน สพฐ. และบุคคลที่สนใจ  การศึกษาดูงานสำนักงานน่าอยู่รักษาสิ่งแวดล้อม  และจัดประกวดสำนักใน สพฐ. ที่มีการลดปริมาณขยะและคัดแยกขยะ รวมถึงการลดใช้พลังงาน  การประเมินและติดตามผล  ซึ่งผลจากการทำตัวเป็นต้นแบบของ สพฐ. จะมีการขยายผลสู่ สพท. และสถานศึกษาต่อไป

 

3.  ท่านคิดว่าองค์ประกอบหรือปัจจัยใดเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดองค์กรสุขภาวะ

(ความเป็นผู้นำ (Leadership)  นโยบาย (Policy)  แกนนำ  (Core Group) สภาวะแวดล้อม (Environment)

                องค์ประกอบหรือปัจจัยที่เป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดองค์กรสุขภาวะ ได้แก่

1.   นโยบาย  (Policy)

                นโยบาย  นับเป็นองค์ประกอบหรือปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อองค์กรสุขภาวะ นั่นคือ นโยบายของหน่วยงานหรือองค์กรต้องชัดเจน ไม่ปรับเปลี่ยนบ่อย และทำให้ต่อเนื่อง  ต้องเป็นนโยบายที่ทุกคนต้องรู้ที่มา รู้เบื้องหลัง  จะทำให้เกิดความซาบซึ้งและเข้าใจลึกซึ้ง  เข้าถึงนโยบายได้ง่ายขึ้น ทำให้ผู้ปฏิบัติงานมีความมั่นใจในการทำงาน  และสามารถปฏิบัติตามนโยบายได้อย่างถูกต้อง  ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรหรือหน่วยงาน  ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งในส่งเสริมให้เกิดองค์กรสุขภาวะ

                อีกประการหนึ่ง คือ หากหน่วยงานมีนโยบายในการจัดสวัสดิการด้านการบริการให้ความสะดวกสบายในที่ทำงานในช่วงเวลาพัก  การดูแลด้านสุขอนามัย  ด้านการตรวจสุขภาพ  และการดูแลด้านสภาวะแวดล้อมให้สะอาดถูกสุขลักษณะ  นับว่าเป็นการส่งเสริมให้เกิดองค์กรสุขภาวะเช่นกัน

 

2.  สภาวะแวดล้อม (Environment) 

                สภาวะแวดล้อมที่เป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดองค์กรสุขภาวะนั้น ไม่เพียงแต่สภาวะแวดล้อมที่เป็นวัตถุ อันได้แก่สภาพภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อมในที่ทำงานเท่านั้น  แต่รวมถึงเพื่อนร่วมงาน  หัวหน้างาน  ซึ่งอาจมีส่วนทำให้สภาวะแวดล้อมในที่ทำงานเสียไป หากเพื่อนร่วมงานมีการแบ่งก๊ก แบ่งเหล่า แบ่งพรรค แบ่งพวก มีความกินแหนงแคลงใจกัน  อิจฉาริษยากัน  ก็จะก่อให้เกิดผลเสียด้านสุขภาพจิตและส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย  ตลอดจนถึงการปฏิบัติงาน  ส่วนหัวหน้างาน หากเป็นบุคคลที่คอยเพ่งโทษกับลูกน้อง/ ผู้ร่วมงาน เมื่องานมีความผิดพลาด  ก็จะทำให้ผู้ปฏิบัติงานขาดสุขภาวะทางใจที่ดี     ดังนั้น การส่งเสริมองค์กรสุขภาวะด้านสภาวะแวดล้อมที่เป็นผลกระทบมาจากเพื่อนร่วมงาน  จึงควรมีความเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน  โดยยึดหลักสังคหวัตถุ 4  นั่นคือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตา  โดยอาจกล่าวด้วยคำพูดธรรมดา คือ  โอบอ้อมอารี วจีไพเราะ สงเคราะห์ประชาชน วางตนพอดี   สำหรับหัวหน้างาน คือ เมื่อมีสิ่งใดผิดพลาดก็ควรรับผิดชอบก่อน ไม่กล่าวโทษลูกน้องหรือผู้ร่วมงาน   ซึ่งคุณธรรมที่คนเป็นหัวหน้างานและคนทุกคนควรมี คือ พรหมวิหาร 4  อันได้แก่  เมตตา  กรุณา  มุทิตา  และอุเบกขา

                เหนือสิ่งอื่นใด องค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ตนเอง  หากคนทุกคนมีอิทธิบาท 4  เป็นคุณธรรมประจำใจ อันได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา  จะเป็นองค์ประกอบหรือปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดองค์กรสุขภาวะ  เนื่องจาก เมื่อคนแต่ละคนมีคุณธรรมประจำใจของตนเองแล้ว  ก็จะรู้ว่าควรมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างอย่างไร  ทำให้ไม่ทำสิ่งที่กระทบต่อคนอื่นในทางไม่ดี  เกิดความเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน มีความเข้าใจกัน ช่วยเหลือกัน รู้จักหน้าที่ของตน และเมื่อทุกคนมีจิตใจที่ดี ก็จะสะท้อนถึงสภาวะแวดล้อม  ทำให้เกิดสภาวะแวดล้อมที่ดี ส่งผลให้ทุกคนมีสุขภาพกาย สุขภาพใจดี   สภาวะแวดล้อมจึงนับ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้เกิดองค์กรสุขภาวะ

                                                                                

 เอกสารประกอบ

อิทธิบาท 4

คำว่า อิทธิบาท แปลว่า บาทฐานแห่งความสำเร็จ หมายถึง สิ่งซึ่งมีคุณธรรม เครื่องให้ลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ผู้หวังความสำเร็จในสิ่งใด ต้องทำตนให้สมบูรณ์ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท ซึ่งจำแนกไว้เป็น 4 อย่าง คือ
   1. ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
   2. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น
   3. จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น
   4. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น
 

ธรรม 4  อย่างนี้ ย่อมเนื่องกัน แต่ละอย่างๆ มีหน้าที่เฉพาะของตน
ฉันทะ คือ ความพอใจในฐานะเป็นสิ่งที่ตนถือว่าดีที่สุด ที่มนุษย์เราควรจะได้ ข้อนี้เป็นกำลังใจอันแรก ที่ทำให้เกิดคุณธรรมข้อต่อไปทุกข้อ
วิริยะ คือ ความพากเพียร หมายถึง การกระทำที่ติดต่อ ไม่ขาดตอน เป็นระยะยาว จนประสบความสำเร็จ คำนี้มีความหมายของความกล้าหาญเจืออยู่ด้วยส่วนหนึ่ง
จิตตะ คือ ความไม่ทอดทิ้งสิ่งนั้นไปจากความรู้สึกของตัว ทำสิ่งซึ่งเป็นวัตถุประสงค์นั้นให้เด่นชัดอยู่ในใจเสมอ คำนี้ ความหมายของคำว่า สมาธิ อยู่ด้วยอย่างเต็มที่
วิมังสา คือ ความสอดส่องในเหตุและผลแห่งความสำเร็จ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ  ให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดเวลา คำนี้รวมความหมายของคำว่าปัญญาไว้อย่างเต็มที่

สังคหวัตถุ 4

               สังคหวัตถุ 4 หมายถึง หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของผู้อื่น ผูกไมตรี เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล หรือเป็นหลักการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่
1. ทาน คือ การให้ การเสียสละ หรือการเอื้อเฟื้อแบ่งปันของๆตนเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่เป็นคนเห็นแก่ได้ฝ่ายเดียว คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้ไม่เป็นคนละโมบ ไม่เห็นแก่ตัว เราควรคำนึงอยู่เสมอว่า ทรัพย์สิ่งของที่เราหามาได้ มิใช่สิ่งจีรังยั่งยืน เมื่อเราสิ้นชีวิตไปแล้วก็ไม่สามารถจะนำติดตัวเอาไปได้

2. ปิยวาจา คือ การพูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน พูดด้วยความจริงใจ ไม่พูดหยาบคายก้าวร้าว พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์เหมาะสำหรับกาลเทศะ พระพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญกับการพูดเป็นอย่างยิ่ง เพราะการพูดเป็นบันไดขั้นแรกที่จะสร้างมนุษย์สัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้น วิธีการที่จะพูดให้เป็นปิยวาจานั้น จะต้องพูดโดยยึดถือหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
                         เว้นจากการพูดเท็จ
                         เว้นจากการพูดส่อเสียด
                         เว้นจากการพูดคำหยาบ
                         เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ

3. อัตถจริยา คือ การสงเคราะห์ทุกชนิดหรือการประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
4. สมานัตตา คือ การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ หรือมีความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้เราเป็นคนมีจิตใจหนักแน่นไม่โลเล รวมทั้งยังเป็นการสร้างความนิยม และไว้วางใจให้แก่ผู้อื่นอีกด้วย

พรหมวิหาร 4

ความหมายของพรหมวิหาร 4
                พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมของพรหมหรือของท่านผู้เป็นใหญ่ พรหมวิหารเป็นหลักธรรมสำหรับทุกคน เป็นหลักธรรมประจำใจที่จะช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์ หลักธรรมนี้ได้แก่
   1.  เมตตา   คือ ความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข
   2.  กรุณา     คือ ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
   3.  มุทิตา     คือ ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
   4.  อุเบกขา   คือ การรู้จักวางเฉย

  คำอธิบายพรหมวิหาร 4
   1. เมตตา : ความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข ความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ความสุขเกิดขึ้นได้ทั้งกายและใจ เช่น ความสุขเกิดการมีทรัพย์ ความสุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์เพื่อการบริโภค ความสุขเกิดจากการไม่เป็นหนี้ และความสุขเกิดจากการทำงานที่ปราศจากโทษ เป็นต้น
  2. กรุณา : ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ความทุกข์ คือ สิ่งที่เข้ามาเบียดเบียนให้เกิดความไม่สบายกายไม่สบายใจ และเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายประการด้วยกัน พระพุทธองค์ทรงสรุปไว้ว่าความทุกข์มี 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
  - ทุกข์โดยสภาวะ หรือเกิดจากเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของร่างกาย เช่น การเกิด การเจ็บไข้ ความแก่และความตายสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เกิดมาในโลกจะต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งรวมเรียกว่า กายิกทุกข์
  - ทุกข์จรหรือทุกข์ทางใจ อันเป็นความทุกข์ที่เกิดจากสาเหตุที่อยู่นอกตัวเรา เช่น เมื่อปรารถนาแล้วไม่สมหวังก็เป็นทุกข์ การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ รวมเรียกว่า เจตสิกทุกข์
  3. มุทิตา : ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี คำว่า "ดี" ในที่นี้ หมายถึง การมีความสุขหรือมีความเจริญก้าวหน้า ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีจึงหมายถึง ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้น ไม่มีจิตใจริษยา ความริษยา คือ ความไม่สบายใจ ความโกรธ ความฟุ้งซ่านซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีกว่าตน เช่น เห็นเพื่อนแต่งตัวเรียบร้อยแล้วครูชมเชยก็เกิดความริษยาจึงแกล้งเอาเศษชอล์ก โคลน หรือหมึกไปป้ายตามเสื้อกางเกงของเพื่อนนักเรียนคนนั้นให้สกปรกเลอะเทอะ เราต้องหมั่นฝึกหัดตนให้เป็นคนที่มีมุทิตา เพราะจะสร้างไมตรีและผูกมิตรกับผู้อื่นได้ง่ายและลึกซึ้ง
   4. อุเบกขา : การรู้จักวางเฉย หมายถึง การวางใจเป็นกลางเพราะพิจารณาเห็นว่า ใครทำดีย่อมได้ดี ใครทำชั่วย่อมได้ชั่ว ตามกฎแห่งกรรม คือ ใครทำสิ่งใดไว้สิ่งนั้นย่อมตอบสนองคืนบุคคลผู้กระทำ เมื่อเราเห็นใครได้รับผลกรรมในทางที่เป็นโทษเราก็ไม่ควรดีใจหรือคิดซ้ำเติมเขาในเรื่องที่เกิดขึ้น เราควรมีความปรารถนาดี คือพยายามช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ในลักษณะที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

ที่มา  :   www.learntripitaka.com/scruple/sank4.html

 

 

 คุณคุณอัมพร  หุตะสิทธิ์              คุณณัฐชยา  เม็นไธสง