ช่วงนี้งานติดๆ กันหลายวัน (นับเป็นสัปดาห์ก็ได้ครับ) แต่ก็ยังสามารถใช้เวลาดังกล่าวให้กับครอบครัวได้ด้วยครับ สามวันก่อนโน่นนั่งประชุมกับตัวแทนโรงเรียนทำคู่มือการประกันที่เทพาบีช กลับมาจากนั่นก็มานั่งประชุมวิชาการนำเสนอผลงานวิชาการ ตั้งแต่เมื่อวานแล้วก็มาเสร็จในวันนี้ครับ แต่วันนี้ภาคเช้าก็กระโดดไปงานแต่งงานญาติจากสตูลครับมาแต่งงานกับคนยะลา เลยเก็บไว้หลายเรื่องครับ อยากเอามาเก็บไว้ในบันทึกครับ แต่ดูท่าว่าจะยาว เลยขอหยิบมาเล่าสรุปๆ แล้วกันครับ
วันพฤหัสเย็น ยกทีมวิจัยไปพบกับทีมตัวแทนโรงเรียนที่เทพา ที่ต้องไปกันตอนเย็นเนื่องจากตลอดวันก็ต้องสอนก่อน ดังนั้นเมื่อเสร็จจากอาหารเย็นก็เลยเริ่มงานกันเลยครับ คืนแรกเลิกประชุมตอนห้าทุ่มครับ งานนี้มันหยดจริงๆ ครับ สามชั่วโมงของการประชุม ปรากฏว่า เดินได้ช้ามากครับ ปัญหามาจากส่วนใหญ่คิดไม่ออก ดังนั้นก็ต้องใช้เวลาในการคุยๆๆ กัน หลายนาทีกว่าจะออกมาได้สักประเด็นครับ วันต่อมาก็เริ่มการประชุมตั้งแต่เช้าครับ ภาคดึกก็ประชุมต่ออีก เสร็จเอาสี่ทุ่มกว่า แล้วก็มาวันที่สาม เลิกงานตอนบ่ายสองครับ ต้องเลิกการประชุมปฏิบัติการไว้เพียงเท่าที่ได้ครับ เพราะเกรงใจอาจารย์ที่มาร่วมประชุมจากนราธิวาส หากเลิกช้ากว่านี้จะกลับนราลำบาก
ปัญหาเลยเกิดครับ งานไม่เสร็จอย่างที่ต้องการ งานนี้ต้องปรับแผนกันอีกยกใหญ่ครับ เนื่องจากโรงเรียนจะเปิดเทอมแล้ว เครื่องมือประกันชุดสมบูรณ์ยังไม่เสร็จ โรงเรียนเอาต้องรีบเอาไปใช้ เพื่อรับการประกัน จนบางโรงบอกว่า ไม่เป็นไร เอาที่มีไปใช้ก่อนแล้วกัน ขอบคุณครับ
กลับมาถึงบ้าน ผมก็มีอาการเกร็งลำใส้ครับ ไม่แน่ใจว่าเป็นอาการบิดหรือเปล่า เท่าที่ถามไม่มีใครคนอื่นเป็นเลย มีผมคนเดียว กว่าจะอาการดีพอจะลุกมาทำงานได้ก็ห้าทุ่ม เปิดเครื่องนั่งทำงาน ทำไปได้นิดหนึ่งก็ง่วงครับ เลยเปิดโปรแกรม skype ทิ้งไว้ เผื่อมีคนมาคุยตอนเที่ยงคืนแก้ง่วง และแล้วก็มีคนส่งสัญญาณมาคุยจริงด้วยครับ เพื่อนที่ไปดูงานอยู่ที่อเมริกาครับ ระหว่างคุยเพื่อนก็เอากล้องเว็บแคมถ่ายภาพบรรยากาศนอกห้องให้ดูครับ เลยเก็บภาพมาใส่ไว้หน่อย

ภาพนี้คือตอนเที่ยงวันเสาร์ที่มิสซูรีย์ โคลัมเบียครับ
คุยกันนานไปนิดหนึ่งครับ จนทำให้เพาเวอร์พอยท์ของผมที่จะนำเสนอในวันอาทิตย์ไม่เสร็จครับ (บวกกับอาการเกร็งๆ ที่ท้องน้อยครับ) เลยเข้านอน เช้ามาก็เข้าร่วมการประชุม ผมถูกเลื่อนคิวนำเสนอมาเป็นตอนเช้าครับ (นั่นแหละครับที่ผมต้องรีบทำเมื่อคืน) ไปถึงห้องประชุม ผมก็ก้มหน้าก้มตาเตรียมการนำเสนอครับ พื้นหลังของงานนำเสนอเลยเป็นพื้นสีขาวครับ ใส่โลโก้ของมหาวิทยาลัยไว้มุมขวา แล้วก็ทำวงกลมเล็กๆ จัดให้เห็นเป็นองค์ประกอบ เพื่อว่าจะได้ไม่จืดมากนัก เสร็จครับ ทันเวลาพอดิบพอดีกลับที่เจ้าหน้าที่มาขอไฟล์งาน
ผมได้ข้อแนะนำจาก ผศ.จีรพันธ์ เดมะครับ ซึ่งประเด็นที่ท่านแนะนำก็เป็นประเด็นที่ผมคิดไว้แล้วว่าโดนแน่ อันนี้ก็เพราะว่า มันเป็นความผิดพลาดตั้งแต่ทำงานวิจัยชิ้นนี้แล้วครับ ผมออกแบบการวิจัยอย่างไม่รอบคอบ แล้วก็ไม่ได้ทบทวนก่อนเริ่มวิจัย มาเจอข้อบกพร่องหนักๆ เข้าก็ตอนเขียนรายงานสรุปแล้วครับ อ่านไปประเมินตนเองไป ก็รู้ว่ามันมีช่องโหว่งไม่น้อยทีเดียว ด้วยรอยตำหนิที่เจอนี้แหละครับ ทำให้งานชิ้นนี้ผมไม่ได้นำมาเขียนบทความวิชาการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ แต่คิดว่าสำหรับงาน proceeding เอามาแก้ขัดไปก่อนน่าจะไม่เห็นไร ฮิฮิ (ก็ไม่มันทันเอางานชิ้นโบว์แดงมาเขียนนิครับ)

(ถ่ายภาพจากบนเวทีครับ)
ช่วงบ่ายไฮไลท์ อยู่ที่การบรรยายของอธิการบดีครับ ผมฟังท่านให้นิยามเกี่ยวกับ "สังคมมาดานีย์" แล้ว ชัดเจนมากครับ แต่ขออนุญาตไม่เล่าก่อนแล้วกัน เก็บไว้เขียนแยกบันทึกต่างหากแล้วกันครับ ฮิฮิ
สำหรับเหตุการณ์วันนี้ เช้าไปงานแต่งงานครับ อยู่ที่ถนนสิโรรส ซอย 12 งานนี้เจ้าบ่าวเป็นญาติกันครับ ที่สำคัญคือ พ่อของเขาต้องเรียกว่าซี้ปึ๊กกับพ่อผม ฮิฮิ งานนี้พ่อเลยมาเอง มาตั้งแต่เมื่อวานครับ โทรมานัดกับผมว่าจะมานอนที่บ้านครับ แต่ปรากฏเอาเข้าจริง พี่สาวแซงหน้าไปรับพ่อเสียก่อน พ่อเลยไปนอนบ้านพี่สาว ฮิฮิ งานนี้คนที่โวยวายสุดๆ ก็ อิลฮามครับ จะให้ผมไปรับปู่จากบ้านป้าเลยครับ ไม่ยอมครับ บอกว่าปู่สัญญาว่าจะมานอนที่บ้านอิลฮาม แล้วทำไมไม่มา ฮา
ผมไปถึงบ้านงานแต่ง ก็ได้เจอะเจอกับท่านอีหมามมัสยิดกลางยะลาครับ ท่านมาเป็นคนนิกะห์ให้ครับ ปรากฏพอท่านเจอผม ท่านก็โชว์หนังสือรับรองการผ่านการอบรมการใช้ชีวิตคู่ของฝ่ายชาย ซึ่งออกโดยสำนักงานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดสตูลให้ผมดูไกลๆ แล้วบอกว่า "เห็นมัย ที่สตูล หนังสือรับรองก็ใช้อักษรยาวีเหมือนกัน เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจมาก" แล้วท่านก็คุยเรื่องอักษรยาวีให้ผมฟังในหลายประเด็นครับ ฮือ นี่คือความจริงเกี่ยวกับระบบเขียนภาษามลายูถิ่นที่คนในพื้นที่ต้องการ หากนักวิจัยบางคนที่ทำเรื่องนี้ในอีกแบบหนึ่งจะรับฟังบ้างคงดีครับ ไม่ใช่อ้างอิงกับคำพูดใครคนใดคนหนึ่ง แล้วบอกว่า รับได้กับอักษรไทย
งานแต่งครั้งนี้ คำกล่าวเสนอและรับการแต่งงานเป็นภาษาไทยครับ เนื่องจากอีหมามถามเจ้าบ่าวว่า เข้าใจภาษามลายูมัย เจ้าบ่าวก็ส่ายหน้า ถามว่า งั้นภาษาอาหรับเลยแล้วกัน เข้าใจความหมายมัย? เจ้าบ่าวก็บอกว่า ไม่เข้าใจครับ อีหมามเลยสรุปว่า งั้นก็ต้องใช้ภาษาที่เข้าใจ ภาษาไทยก็ได้ แล้วท่านก็กล่าวเสนอการแต่งงานด้วยภาษาไทยครับ เจ้าบ่าวก็รับการแต่งงานด้วยภาษาไทย
ผมแปลกใจนิดหน่อยครับว่า อีหม่ามกล่าวด้วยภาษาไทยอย่างเชี่ยวชาญทีเดียวครับ ฮิฮิ แล้วก็ได้คำตอบว่า เดือนสองเดือนมานี้ มีคนสตูลมาแต่งกับคนยะลาเยอะมาก ยี่สิบกว่ารายเข้าไปแล้ว (อือ อย่างนี้สตูลเสียดุลย์ยะลาหรือเปล่าเนี๊ยะ)
(อีหมามมัสยิดกลางยะลากำลังจับมือเจ้าบ่าว เพื่อการกล่าวเสนอการแต่งงาน)
ช่วงบ่าย ผมก็กลับมาเข้าร่วมการประชุมวิชาการอีกครั้งหนึ่งครับ คิดๆ แล้วเสียดายที่ช่วงเช้าไม่ได้ฟังเต็มๆ มีประเด็นที่ผมสนใจอยู่สองสามเรื่องครับ ส่วนช่วงบ่ายที่ได้เข้าฟัง ผมรู้สึกว่า งานของอาจารย์ที่นำเสนอยังไม่โดนใจผมเลยครับ งานชิ้นหนึ่งนำเสนอผลได้องค์ความรู้ใหม่ครับ ดูเหมือน อ.สุกรี คณบดีจะเห็นด้วย บังเอิญก่อนท่านขึ้นไปให้ข้อเสนอแนะ ได้คุยกับผมก่อน ผมเลยเรียนไปว่า อาจารย์ท่านออกแบบวิจัยผิด อธิบายผลไม่ตรง (ว่าไปนั่น) แล้วผมก็ตั้งข้อสังเกตให้ท่านไปประเด็นหนึ่ง เชื่อไม่เชื่อไม่รู้ แต่ผมว่า การอธิบายผลแบบนั่นน่าจะไม่ถูก ผมอธิบายได้ไม่มากหรอกครับ แต่ถ้าถามนักวิชาการได้สถิติการวิจัย ผมว่า บอกได้ชัดกว่าผมเยอะ
หลายผู้ทรงคุณวุฒิมองเหมือนกันครับว่า งานประชุมวิชาการไม่ควรรับบทความวิชาการ ควรให้นำเสนอบทความจากการวิจัยเพียงอย่างเดียว ซึ่งอันนี้ผมเห็นด้วยครับ ยอมรับครับว่า เมื่อสามปีก่อนความคิดนี้อาจจะทำไม่ได้ เนื่องจากปริมาณงานวิจัยของอาจารย์ในคณะมีน้อยมาก ต่อสองปีต่อมา ปริมาณงานมันมากจนน่าพอใจ และถ้าผู้จัด (ซึ่งตอนนี้ไม่ใช่ผมแล้ว) เห็นจุดนี้ก็น่าจะปรับนโยบายได้แล้ว แต่ผมไม่เห็นด้วยกับผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่งที่เสนอว่า บทความวิจัยก็จะต้องรับเฉพาะงานที่เสร็จแล้วเท่านั้น เพราะผมคิดว่า บางทีในระหว่างการวิจัย อาจจมีข้อค้นพบที่น่าสนใจ และควรนำมาเขียนเป็นบทความ เพื่อการรับฟังความเห็นจากนักวิชาการท่านอื่นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้ทำวิจัยเสร็จทุกอย่างก่อน
ออ. ขออนุญาตให้เหตุผลว่า ทำไมครั้งต่อๆ ไปไม่ควรรับบทความวิชาการ ที่ไม่ใช่บทความวิจัย ประการที่หนึ่งคือ อาจารย์ที่ไม่ได้ทำวิจัย แต่เขียนบทความ ส่วนใหญ่ ความคิดความเห็นที่เขียนออกมาไม่แหลมคมเท่าไรครับ ผมเองเคยเขียนบทความวิชาการเรื่องหนึ่งที่ไม่ได้ตั้งบนการวิจัยมาก่อน แล้วก็ไปนำเสนอในเวทีที่คิดว่าใหญ่ใช้ได้ ปรากฏ กลับมาอ่านเองตอนนี้ยังรู้สึกตลกกับความคิดตัวเองในตอนนั้นเลยครับ ประการต่อมาคือ จะได้เป็นการกระตุ้นให้เกิดบทความวิจัยที่มีคุณภาพมากขึ้นด้วยครับ ซึ่งพอเอาบทความสองอย่างนี้มานำเสนอในงานเดียวกันทำให้คุณค่าของบทความวิจัยถูกทำให้กร่อยไปนิดหนึ่งครับ
หากให้ประเมินงานประชุมวิชาการครั้งนี้ ก็ต้องยกนิ้วให้ครับ จัดการได้เรียบร้อยดีทุกอย่าง ยกเว้นก็ตรงที่ไม่ได้ทำให้ฝันของผม (ในฐานะคนริเริ่ม) เป็นจริงเท่านั้นเอง ออ.ที่แย่หน่อยก็คือ โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ แหม่. ท่านไม่ลงทุนเลยจริงๆ
สวัสดีค่ะ
พี่แวะมาเรียนรู้ค่ะ
ทำให้นึกถึงวัยเด็กพี่เคยวิ่งเล่นกับเพื่อนหลังวัดพระธาตุ
และแอบดูพิธีแต่งงาน ดูขลังมากเลยนะคะ
เลยได้ข้อคิดงานวิจัยกลับมาเป็นการบ้าน ขอบคุณค่ะ
ยังอ่านไม่ละเอียด เดี๋ยวพรุ่งนี้มาอ่านใหม่ ค่ะ
ขอให้มีความสุขนะค่ะ
ขอบคุณครับพี่ krutoi
แฮะ ได้งานวิจัยอะไร จากการอ่าน เล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ
ขอบคุณครับ berger0123
ขอให้มีความสุขมากๆ ยิ่งขึ้นไปอีกครับ
พยายามติดตามความเคลื่อนไหวงานนี้ แม้อาจช่วยได้เท่าที่ทำได้แต่ผมก็รับรู้ถึงความพยายามของผู้จัด แต่เหมือนอย่างที่ อ.ว่าครับผมเองเข้าร่วมมาทุกครั้ง ครั้งนี้ติดภารกิจที่ กทม. รับรู้ได้เลยครับว่า เราต้องคุยกันให้มากขึ้น ทำความเข้าใจให้มากขึ้น (ทัศนคติของผม) สงสารคนทำงานอย่างเจ้าหน้าที่โดยตรงครับ บางครั้งผมเองก็คิดว่า "ทำไมเราถึงต้องคิดกันแบบนี้เสมอ ไม่เปลี่ยนความคิดกันบ้าง เมื่อไหร่การพัฒนา มันจะเกิด" อินชาอัลลอฮฺรอบหน้าหากมีโอกาสคงได้นำเสนอบทความวิจัยกับเขาบ้างครับ อิอิ
เรื่องสิ่งที่ควรมีใน เวทีสัมมนาทางวิชาการ หรือ conference นั้น เท่าที่อ่านความคิดเห็นของอาจารย์ จะบอกว่า "เห็นด้วยอย่างยิ่ง" เพราะมันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว แต่ดูที่อาจารย์เขียนเล่ามา เหมือนบางท่านในงานยังสับสน ควรมีหรือไม่มีอะไรบ้างในงาน conference
ถ้าแบ่งจากกลุ่มผู้นำเสนอผลงานแล้วเน๊ยะ พวกเราๆนี่ ก็คงนำเสนองานที่เกิดจากงานวิจัย ไม่เสร็จไม่เป็นปัญหา หากใครไม่เข้าใจตรงจุดนี้ คงต้องไปทำความเข้าใจในเรื่องของ อะไรบ้างที่มีสิทธิ์นำเสนอในงาน conference ใหม่ ให้มากๆ ส่วนคนที่เราเชิญ พวกบิกๆ ใหญ่ๆ พวกนี้แหละที่มีสิทธิ์นำเสนองาน "บทความวิชาการ" ที่มันงอกเงยมาจากงานวิจัยหลายๆเรื่องของเขาเอง (และนี่แหละ จะเป็นการนำเสนอบทความวิชาการที่มันจะมีชีวิตชีวา) ซึ่งหากเป็น conference ใหญ่ๆ ท่านๆเหล่านี้ก็พวก invited speakers ทั้งหลายแหล่ ที่จะได้ช่วงของ plenary section ของงานนั้นๆ
ฯลฯ
เคยพูดสัมมนาที่คณะฯ เรื่อง งานที่ออกมาจากคนที่มีหน้าที่เป็น อาจารย์ ว่ามีผลงานวิชาการในรุปแบบใดได้บ้าง จำแนกได้อย่างไรบ้าง และผลงานแต่ละอย่าง เราจะนำเสนอออกสู่โลกภายนอกอย่างไร แนวทางไหน ไม่เว้นแม้แต่ผลงานที่งอกมาจากภาระหน้าที่หลัก ที่เรียกว่า งานสอน ด้วย แต่ก็.. เฮอๆ (ถอนหายในสองที)
ขอบคุณครับอาจารย์เสียงเล็กๆ และ ดร. SK
ต้องยอมรับว่า ปีแรกที่ทำการประชุมขึ้น ผมยอมรับบทความวิชาการครับ เนื่องจากต้องการให้อาจารย์พัฒนางานของตัวเองขึ้น และปีนั้นงานวิจัยของอาจารย์น้อยมาก หากทำโครงการมาแล้ว อาจารย์ไม่สามารถนำเสนอได้เลย ก็ถือว่าขาดทุน
แต่ปีนี้บริบทนั้นหายไปแล้ว อาจารย์ส่วนใหญ่มีผลงานวิจัยกันแล้วครับ ดังนั้นเงื่อนไขการรับบทความก็ได้เวลาเปลี่ยนแล้วเช่นกัน
- ขอบคุณต่อความคิดเห็นและข้อเสนอแนะดีๆน่ะครับ
- ผมมั่นใจว่าการเสนอแนะของอจารย์นั้นจะเป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการนี้ต่อไป
- แต่อดน้อยใจไม่ได้ครับเมื่อเทียบกับความพยายามของผู้จัดต่อจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการที่เป็นอาจารย์ คณะศิลปศาสตร์ฯ มอย.เข้าร่วมครับ มันไม่ถึงครึ่งของจำนวนอาจารย์ของคณะฯเสียด้วยซ้ำ ครับ ดีหน่อยที่เกณฑ์ผู้เข้าร่วมมาจากภายนอกมาร่วมด้วย และปัญหานี้ไม่รู้จะแก้ยังไงครับ ช่วยเสนอทางออกด้วยน่ะครับ