หากนึกย้อนถึงใจผู้ปฏิบัติ “ผู้ปฏิบัตินั้นเหนื่อยนะ...”
เหนื่อยมากกว่าการฟัง การอ่านเยอะ แต่ทว่าความรู้และประสบการณ์นั้นเทียบเท่ากับไม่ได้
การปฏิบัติในทุกย่างก้าว มีความรู้
การปฏิบัติในทุก ๆ ลมหายใจนั้น มีปัญญา

ต้องสร้างกำลังใจให้ดีเมื่อปฏิบัติ...
หัวหน้าต้องเสริมสร้างกำลังใจให้ลูกน้อง “อาหาร การกินนั้นสำคัญ...ให้เขากินดี เขาก็มี "น้ำใจ..."
พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสบอกเทคนิคในการให้กำลังใจลูกน้องไว้ว่า “ต้องให้อาหารที่มีรสชาดแปลก”
วัน ๆ หนึ่งที่เราต้องคุมงานอยู่ในที่นี่ ทั้งงานก่อสร้าง งานขุดต้นไม้ ในทุก ๆ วันช่วงเช้าเราก็ต้องเอา “นม” ไปแจกคนงานหนึ่งกล่อง ต้องแจกกับมือทีละคน ทีละกล่อง
ตอนกลางวันก็ให้ข้าวคนละสองกล่อง ตอนบ่ายก็แจกนมอีกคนละหนึ่งกล่อง
บริษัทที่เข้ามาทำงานให้กับวัด ตอนนี้ต้องกุมขมับ เพราะลูกน้องแย่งกันแต่จะมาทำงานที่วัด...!

แต่ถ้าว่าไป... ถ้ามองให้ดีทุก ๆ คนก็เป็นนักปฏิบัติกันอยู่แล้วนะ
ทุก ๆ คนก็ทำงานของตัวเองอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง แต่เราไม่มองว่านั่นเป็นการปฏิบัติ
คนส่วนใหญ่มอง CoPs แยกออกจากชีวิต แยกออกจากชีวิตประจำวัน การมองแบบนี้เลยรู้สึกว่า “มีภาระเพิ่ม” และต้องเหนื่อยเพิ่ม

 

หรือถ้าเห็นได้ชัดในการเขียนงานของ Gotoknow กว่า 4 ปีนั้น การเขียนของบล็อกเกอร์ยังแยกการเขียน ออกจากเรื่องงานประจำ
คือทำงานประจำเรื่องหนึ่ง แล้วไปเขียนงานอีกเรื่องหนึ่ง
ความรู้ฝังลึกในงาน (Tacit Knowledge) ที่มีคุณค่าก็เลยถูกมองข้าม ไม่ได้เขียน ไม่ได้สกัด แต่ไปเขียนในสิ่งที่ฟังมา อ่านมา สิ่งที่เขียนเลยไม่แน่น ดูกลวง ๆ

 

ต้องสร้างคุณค่าของงานประจำ...
ถ้าหากเราสร้างคุณค่าของงานที่เราทำประจำอยู่ให้เกิดเป็นจิตสำนึกว่า “งานประจำมีคุณค่าแก่การเขียน” เราจะได้ความรู้ฝังลึกออกมาอย่างมากมาย

ต้องส่งเสริมเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในงานประจำ...
อย่ามองว่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นในงานประจำนั้นไม่มีค่า เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่แหละ “มีค่า”
เกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้เอง ไม่สามารถหาอ่านได้ หรือฟังได้จากนักสือวิชาการเล่มไหน
คนเขียนก็สนุก คนอ่านก็สนุก...

ต้องหัดให้กำลังใจกัน ให้ดูแลความรู้สึกซึ่งกันและกัน
อันนี้ต้องยกความดีให้กับทีมงาน Usablelabs ที่ทำงานในด้านนี้ได้อย่างดียิ่ง
ความสดใส ไร้ทิฏฐิมานะของเด็ก ๆ ทีมงานนี้ดีมาก กล้าถาม กล้าตอบ กล้าแสดงความคิดเห็น กล้าบอกว่าตัวเองไม่รู้ การปฏิบัติตนเป็นผู้ฟังที่ดีนั้นสำคัญมาก...

การปฏิบัติตนเป็นผู้ฟังที่ดี...
การเป็นผู้ฟังที่ดี จะทำให้คนเขียนมีกำลังใจ เมื่อคนเขียนมีกำลังใจ เขาก็จะมีแรงที่จะเขียนงาน มีกำลังที่จะชักชวนเพื่อนเข้ามาเขียนงาน
ถ้าหากมีเวลา ทีมงานต้องลองวิเคราะห์ว่าผู้ที่เข้ามาเขียนแล้วในระยะหนึ่ง คือ เขียนแล้วหายไปนี้ เกิดจากการที่สมาชิกเก่า ทีมงาน หรือบล็อกเกอร์ต่าง ๆ มิได้ใส่ใจ ให้กำลังใจเขาหรือเปล่า...?

การหาสมาชิกใหม่เป็นสิ่งดี แต่การรักษาคนที่มาเป็นสมาชิกนั้นดียิ่งกว่า...
การหาคนใหม่ สมาชิกใหม่นั้นว่ายากแล้ว แต่ถ้าเขามาแล้วเราไม่สามารถดึงเขาให้อยู่ได้ เขาก็จะไป “ไปอย่างไม่มีวันหวนคืน...”

ต้องดูแลกันไว้ให้ดี ๆ...
ในธุรกิจนั้น เครื่องมือสื่อสารที่ทรงคุณค่ามากและราคาถูกคือ การสื่อสารกันแบบ “ปากต่อปาก (Word of mouth)
การสื่อสารแบบนี้ทรงพลังมาก เพราะคนที่คุยกัน พูดต่อ ๆ กันนั้นส่วนใหญ่มีอิทธิพลทางจิตใจต่อกันและกัน
ถ้าหากเขาพูดต่อกันดีแบบนี้ก็สบาย แต่ถ้าหากเขาเข้ามาแล้วไม่ประทับใจ อันนี้ล่ะก็ “ลำบากเลย...”

การสื่อสารประเภทนี้ นักการตลาดยังใช้และให้การยอมรับตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบัน
การสื่อสารโดยบุคคลแบบปากต่อปากนี้ มีพลังกว่าการโฆษณา (Advertising) การส่งเสริมการขาย (Sale Promotion) หรือการประชาสัมพันธ์ (Public Relation) ทั้ง ๆ ที่ไม่ต้องลงทุนด้วยเงินมากมาย เพียงแต่ลงแรก และ “ลงใจ”


เมื่อปฏิบัติต้องทำด้วยความดี ทำด้วยความเสียสละ...
การทำงานต่าง ๆ ต้องทำด้วยความดี ความเสียสละ
อย่างที่เรามาเป็น “กรรมกร” อยู่ทุกวันนี้ ต้องเหนื่อยตากแดด อาบเหงื่อต่างน้ำ ทำงานหนักทั้งวัน อาหารก็ได้ทานเพียงแค่วันละมื้อ จนมีใคร ๆ มักพูดกันเสมอว่า “พระนี้ต้องทำงานหนักเพียงเพื่อแลกกับเป๊บซี่กระป๋องเดียว...”
อันนี้ก็จริง แต่ก็ไม่มีใครบ่น เพราะเราสนุก
การที่เราทำได้นั้น ก็เพราะว่าเราคิดไว้เสมอว่า ที่เราทำอยู่นี้เป็นการทำความดี เป็นการทำความเสียสละ
จะให้ไปเผาศพ เป็น “สัปเหร่อ” ก็ทำได้
ตอนสร้างเมรุ ก็ต้องคุมงานจนถึงห้าทุ่ม เที่ยงคืน
เมรุเสร็จแล้วก็ต้องเปลี่ยนจากกรรมกรมาเป็น “สัปเหร่อ”

ทำหน้าที่ไหนก็สนุก พระองค์อื่นบางครั้งก็ต้องไปทำหน้าที่ช่างทาสี ทากันจนโยมแถว ๆ นั้นตกใจ เพราะโยมตื่นมาตอนตีสาม เห็นขาห้อยต่องแต่ง ๆ อยู่บนนั่งร้าน “นึกว่าผี” แต่ก็ไม่ใช่ เป็นขาพระกำลังนั่งทาสีฝ้าข้างบนศาลาอยู่

จิตใจที่คิดเสมอว่าทำความดีนี้สำคัญ ต้องสร้างชุมชนนักปฏิบัติ (CoPs) ให้เหนียวแน่นในความดี

ผู้นำต้องเป็นแบบอย่าง...
ต้องสร้างความศรัทธาให้กับทีมงานและสมาชิก ด้วยการเสียสละให้เป็นตัวอย่าง
ต้องทุ่มเทกำลังกายและกำลังใจในการเสียสละ จนสามารถทำให้ทีมงานและสมาชิกประจักษ์ในความดี ในการเสียสละนั้น

ต้องใช้เรื่องเล่าเร้าพลัง (Story telling) กันให้มาก...
เมื่อใครสักคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า ลูกน้อง ทีมงาน หรือสมาชิกท่านใด ความดี เสียสละ ต้องหยิบยกกันขึ้นมาเล่าเพื่อเร้าพลังสมาชิก
ต้องจุดไฟ ชาร์จแบตกันบ่อย ๆ
ต้องสร้างแบบอย่าง บุคคลตัวอย่างและส่งเสริมกันอย่างจริงจัง

ทฤษฎีมีแล้วต้องใช้ให้ได้ผล...
หลักการ ทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการความรู้ (Knowledge management : KM) มีมากและดีมาก ๆ ต้องนำมาใช้อย่างจริงจัง

เปลี่ยนจากการใช้ทฤษฎีเพียงแค่สร้างกิจกรรม เป็นการใช้ทฤษฎีให้ซึมให้เนียนเข้าไปในเนื้องาน
ต้องไม่แยกทฤษฎีออกจากงาน หรือให้ทฤษฎีเป็นเพียงแค่การทดลองในงานเพียงบางครั้ง บางคราว

ทฤษฎีของ KM ก็คล้ายคลึงกับธรรมะ...
คือ รู้เพียงหนึ่งแล้วค่อย ๆ ทำไป ทำไป ล้มลุกคลุกคลานไป เอานั่นมาต่อนี่ เอานี่มาต่อนั่น สุดท้ายทฤษฎีต่าง ๆ ก็บรรจบกันได้เอง

รู้เพียงหนึ่งแล้วทำไปเลย...
รู้ทฤษฎีสักหนึ่งอย่างแล้วทำไปโลด
ทำไปเรื่อย ๆ ไม่สำคัญที่จะต้องเรียกชื่อทฤษฎีให้ถูก ทำแล้วดี ทำแล้วมีประโยชน์ก็ทำไปโลดเลย ชื่อ ทฤษฎี หลักการ ค่อยกลับมาตรวจสอบ (Re-Check) ที่หลังก็ได้ว่าที่ทำไปแล้วนั่นเขาเรียกว่าทฤษฎีไหน จากนั้นจึงเพิ่มเติมว่า ที่ไปทำแล้วนั้นมีอะไรแตกต่างกับทฤษฎีบ้าง อันนี้จะสนุกกว่าท่องจำทฤษฎีให้ได้ก่อนแล้วนำไปปฏิบัติ

การรู้ทฤษฎีมากทำให้ไม่กล้าคิดนอกกรอบ...
คนรู้ทฤษฎีมาก จะทำนั่นก็กลัวผิด จะทำนี่ก็ไม่ใช่ ก็เลยไม่กล้า “แหยง ๆ” แหย่ขาลงไปข้าง อีกข้างก็ไม่กล้าลง
ยิ่งพอคนอื่นไม่สนับสนุน ค้าน หรือติง อันนี้ยิ่ง “ปอด” ไม่กล้ากันไปใหญ่

สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นแนวคิดจากการที่ได้อ่านวัตถุประสงค์ข้อที่ ๑ คือ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างชุมชนนักปฏิบัติ (CoPs) ใน GotoKnow.org อย่างต่อเนื่อง ของโครงการ GotoKnow ฟอรัม ครั้งที่หนึ่ง: ก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำทางความรู้ด้วยเครือข่ายชุมชนนักปฏิบัติ ซึ่งจัดโดย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)