ตัวเราเองยังคงติดยึดกับสถานะเดิมๆ ...และรู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนที่กำลังนั่งอยู่บนหลังเสือ และเสือตัวนั้นก็กำลังวิ่งด้วยความเร็ว จนยากที่จะกระโจนลงมาได้

ในโลกนี้มีอะไรจีรังยั่งยืนบ้าง
ขึ้นหลังเสือได้ ก็ต้องฉลาดพอที่จะลงจากหลังเสือ..

 

          นั่นคือส่วนหนึ่งของการสนทนาระหว่างผมกับเจ้าหน้าที่ในไม่กี่วันที่ผ่านมา 

          เราคุยกันนานมาก  นานเสียจนไม่รู้เลยว่า พระอาทิตย์ลับฟ้าไปตั้งแต่เมื่อไหร่  รู้สึกตัวอีกที  ละครหลังข่าวก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้นพอดี

          เรื่องหลักๆ ที่เราพูดคุยกันนั้น  เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงขององค์กร อันเกิดจากการที่ผมและผู้บริหารเข้ามามีส่วนต่อการกำกับดูแลภายใต้โครงสร้างใหม่

          เจ้าหน้าที่ได้บอกเล่าให้ผมฟังว่า  ตอนนี้เจ้าหน้าที่เกือบทั้งหมดเริ่มเข้าใจในแนวทางที่ผมกำลังปรับแต่ง  และเห็นด้วยกับแนวทางใหม่ๆ ที่ทุกคนเชื่อว่าเป็นเรื่องท้าทายและน่าจะเกิดประโยชน์ต่อนิสิตและเจ้าหน้าที่มากกว่าที่ผ่านมา

          อันที่จริง ต้องบอกตามตรงว่า  ผมเพิ่งปรับแต่งโครงสร้างใหม่ได้ไม่นาน  ผมใช้เวลาร่วมสามเดือนเต็มๆ กับการเรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไป 

หลายอย่างใช้วิธีโยนหินถามทาง
         ขณะที่หลายอย่างยังคงปล่อยให้เจ้าหน้าที่ดำเนินไปตามกรอบแนวทางเดิมๆ โดยไม่ให้รู้สึกว่า
ต้องผ่าตัดอย่างเร่งด่วน 

แต่เท่าที่ผมสัมผัสได้ หลายสิ่งหลายอย่างก็ถือว่าเข้าร่องเข้ารอยอยู่แล้ว  ขาดก็แต่เพียงกระบวนการมีส่วนร่วมของการเป็น ทีม เท่านั้นเอง

          ประเด็นที่น่าสนใจที่เจ้าหน้าที่เปิดเปลือยเล่าให้ผมฟังก็คือ ..มูลเหตุที่ทำให้งานบางอย่างยังลุ่มๆ ลอนๆ  ติดๆ ขัดๆ  หรือแม้แต่ส่ออาการ ถอยหลัง  ไปจากมาตรฐานเดิม

          ซึ่งสาเหตุหลักๆ ที่ถูกยกขึ้นมาให้ถกคิดมากที่สุดก็คือ  การติดยึด กับสถานะเดิมๆ ที่เคยมีบทบาทเกี่ยวกับการชี้เป็นชี้ตายในองค์กร ..

 

ครับ-ผมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดามากๆ  เพราะโดยปกติแล้ว  คนเราย่อมไม่ค่อยอยากเปลี่ยนแปลงอะไรเท่าไหร่นักหรอก  โดยเฉพาะในวิถีการงานนั้น หากจุดที่เป็นอยู่นั้นมีสถานะและสวัสดิการที่เอื้อต่อการดำเนินชีวิต คนเราก็ย่อมรู้สึกปฏิเสธต่อสถานะใหม่ที่แปรเปลี่ยนไปในทางที่ลดน้อยถอยลงไปจากเดิม

          เกี่ยวกับเรื่องนี้  ผมยังเล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้เหน้าที่ท่านนั้นฟังแบบไม่บิดเบือนต่อไปในทำนองว่า  ผมเองก็มักถูกสับเปลี่ยนไปสู่การงานต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง  โดยเฉพาะหากต้องมีงานใหม่ๆ เกิดขึ้น  ผมมักจะถูกมอบหมายให้ไปนำร่องสักระยะ 

พอทุกอย่างเริ่ม นิ่ง  ผมก็จะถูก ปลดแอก

          หรือบ่อยครั้ง ผมก็เลือกที่จะปลดแอกนั้นด้วยตัวเอง เพื่อขยับให้คนอื่นขยับเข้ามาแทนที่ ซึ่งนั่นก็หมายถึงการส่ง โอกาส ให้กับคนอื่นได้เติบโตขึ้นมาอยู่ในจุดที่เราเคยอยู่

          ซึ่งกรณีดังกล่าว  ในระยะแรกๆ ผมรู้สึกปฏิเสธกับกระบวนการเช่นนี้มาก  ผมไม่ชอบกับการถูกมอบหมายในทำนองนั้น  ส่วนหนึ่งเพราะรู้สึกว่าเราไม่ชอบ  เราอยากทำงานในจุดๆ เดิม  เรากำลังสนุกกับงาน  งานที่ทำยังมีอะไรให้สะสางและสานต่อค่อนข้างมาก

          รวมถึงการหวาดหวั่นต่องานใหม่ที่เราไม่อาจรู้เลยว่า มีอะไรรออยู่เบื้องหน้าบ้าง 

บนเส้นทางใหม่นั้น  ผมไม่รู้เลยว่าจะออกหัวออกก้อย  จึงได้แต่แสดงความรู้สึกว่า ไม่ชอบ

          โดยลึกๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า  ตัวเราเองยังคงติดยึดกับสถานะเดิมๆ ...และรู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนที่กำลังนั่งอยู่บนหลังเสือ  และเสือตัวนั้นก็กำลังวิ่งด้วยความเร็ว  จนยากที่จะกระโจนลงมาได้

          แต่สุดท้าย เวลาก็ช่วยให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี  ผมเริ่มเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงตัวเองที่เกิดจากการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ  ทุกอย่างเป็นต้นทุนที่ดีสำหรับชีวิตและการงาน

          และที่สำคัญก็คือ เราสามารถบังคับให้เสือวิ่งเร็ววิ่งช้า หรือแม้แต่หยุดนิ่งเพื่อให้เราลงมาเดินเล่นได้  ...

          ทุกอย่างมันอยู่ที่เรา...

          ทุกอย่างมันอยู่ที่ ใจใจของเราคือตัวกำหนดวิถีเหล่านั้น  ขอเพียงค้นพบและไม่ติดยึด  เราก็สามารถที่จะก้าวลงมาใช้ชีวิตในอีกสถานะหนึ่งอันเป็นสถานะใหม่ได้อย่างมีความสุข  โดยไม่รู้สึก สูญเสีย  หรือไม่รู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่าง ถูกแย่งไปจากชีวิต

          ด้วยเหตุดังกล่าวนั้น  ในประวัติการทำงานของผม  จึงมักปรากฏว่าเคยทำโน่นทำนี่มาอย่างหลากหลาย  จนดูราวกับไม่อยู่กับร่องกับรอย  ถูกโยกสับเปลี่ยนไปประหนึ่งว่าเป็นคนประเภทสังคม ไม่พึงใจ

          ทั้งที่จริงแล้ว ไม่ใช่เช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย  หรือแม้แต่ในความเป็นจริง  ส่วนหนึ่งผมก็พึงใจที่จะถอดวางหัวโขนนั้นๆ ด้วยตัวเอง

หรือเลือกที่จะลงจากหลังเสือนั้นด้วยตนเอง  โดยไม่จำเป็นต้องให้ใครมาสั่งการว่า ถึงเวลาแล้วนะ

 

อย่างไรก็ตาม  ตลอดการพูดคุยกันนั้น  ผมยังคงเน้นย้ำถึงประเด็นที่ว่า  คนเราต้องไม่ยึดติดกับตำแหน่ง  วันนี้เป็นหัวหน้า วันหน้าก็ย่อมเป็นลูกน้องได้      

          ซึ่งสถานะนั้น  อาจเป็นไปตามครรลองของมันเอง หรือเป็นไปตามวิถีการบริหารที่มีเงื่อนไขทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวพัน  แต่ไม่ว่าด้วยวิธีการใด  ผมก็ยังย้ำว่า เราต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ โดยไม่คิดว่าสิ่งนั้น หรือสถานะนั้นเป็นของเรา 

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เราต้องไม่พยายามเกี่ยวเกาะสถานะนั้นให้ยาวนานที่สุด โดยไม่ยอมลืมหูลืมตาวิเคราะห์ถึงสภาวะ หรือสถานการณ์ที่เป็นจริงของชีวิต ณ ห้วงนั้นๆ

... ทุกอย่างมีขึ้น มีลง 

...ในโลกใบนี้ไม่เคยมีอะไรจีรังยั่งยืน  สูงสุดย่อมคืนกลับสู่สามัญสักวันหนึ่งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

และท้ายที่สุด ผมได้หยิบประเด็นที่มีคนกล่าวไว้อย่างกว้างขวางมาแลกเปลี่ยนว่า คนจะดีหรือไม่ดี วัดกันตอนมีอำนาจ   โดยที่ผมยืนยันว่าเห็นพ้องกับวาทกรรมนั้น หากแต่ย้ำหนักเข้าไปว่า ...จะให้ดีต้องดูกันตอนที่ไม่มีอำนาจด้วย  เพราะหากในวันหนึ่งที่ไม่มีสถานะอันมีอำนาจแล้ว  หากยังเต็มไปด้วยคนรัก คนเอ็นดู  ก็ถือว่าเป็นคนดีที่ควรค่าต่อการน้อมเคารพ

          แต่หากในยามไม่มีอำนาจแล้ว แต่กลับต้องเดินดุ่มๆ ไปอย่างเดียวดาย ไม่มีเพื่อนพ้องน้องพี่มามะรุมมะตุ้ม -ก็ย่อมถือได้ว่าเป็นตัวชี้วัดความดีของคนได้เหมือนกัน

          ดังนั้น  ผมจึงสรุปเอาง่ายๆ ว่า สำหรับหลายๆ คนในองค์กรที่ถูกปรับแต่งบทบาทใหม่นั้น  ช่วงนี้จึงถือว่าคืนกลับสู่สามัญอีกครั้ง 

          หากยังทำใจต่อสถานะใหม่ที่ดูต่างไปจากเดิมไม่ได้  ก็คงยากยิ่งต่อการที่จะคืนกลับไปสู่สถานะเดิมนั้นอีกรอบ...

          และคงต้องตระหนักว่า  ในยามที่เป็นคนธรรมดาๆ ไม่มีตำแหน่งในทางบริหารเช่นนี้ ก็ยิ่งเป็นช่วงสำคัญที่จะพิสูจน์ความดีของตัวเอง...

          สำหรับผมแล้ว, ผมมา ที่นี่ เพียงชั่วคราวเท่านั้น

          แต่สำหรับทุกคนที่อยู่ที่นี่  ในไม่ช้าต้องมีสักคนขึ้นมาอยู่ ณ จุดที่ผมกำลังอยู่ในวันนี้อย่างแน่นอน 

ซึ่งผมให้สัญญาว่า  จะให้กำลังใจ และให้โอกาสกับทุกคนอย่างเท่าเทียม  รวมถึงการไม่เลือกที่รักมักที่ชังกับใครเป็นกรณีพิเศษ

ขอเพียงวันนี้ หรือวันข้างหน้าก็ตามเถอะ....
          หากใครก็ตามที่ก้าวไปสู่จุดนั้น  แล้วรู้สึกว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่บนหลังเสือ  ก็หวังแต่เพียงว่า  จะฉลาดพอที่จะลงจากหลังเสือบ้าง...

          เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน

          ทุกอย่างมีขึ้น มีลง...

          อย่ายึดติด...
         

เพราะที่สำคัญ  ชีวิตบนหลังเสือ ที่ว่า สนุกๆ นั้น  มันก็คนละเรื่องกันกับ ความสุข ของชีวิตเลยทีเดียวล่ะ