คลัง-แบงก์ชาติเผชิญโจทย์หินรับมือเศรษฐกิจฟุบ เงินเฟ้อพุ่ง
ค่าเงินบาทแข็ง “ทนง” แย้มหากนโยบายการเงินดูแล
ศก. ไร้ผล แบงก์ชาติสามารถขอใช้นโยบายการคลังช่วย
ด้าน ธปท. เตรียมแผนรับมือคลื่นเงินเฟ้อ
ลูกที่สองจากผลกระทบของราคาน้ำมัน
ขณะที่นักวิชาการฟันธงดอกเบี้ยเงินกู้แบงก์ถึงจุดอันตรายเกิน 8.50%
แน่ ส่วนค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ยังแข็งค่าแบบหยุดไม่อยู่ แตะระดับ 37.48
บาทต่อดอลลาร์ แข็งสุดรอบ 6 ปีแล้ว
ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2549
จะมีแนวโน้มขยายตัวได้ในระดับ 5%
ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(สศช.) รายงานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 25 เมษายน
ที่ผ่านมา ว่าภาคส่งออกไตรมาสแรกขยายตัว 18 %
และการท่องเที่ยวขยายตัว 25 %
แต่ผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งในปัจจุบันสูงเกินว่า
70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ประกอบกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยในไตรมาสแรก
(ม.ค.-มี.ค.49) ที่ยังสูงถึง 5.7%
และการแข็งค่าของเงินบาทต่อดอลลาร์ที่เคลื่อนไหวแข็งค่าที่สุดในรอบ 6
ปีแล้ว
ล้วนเป็นแรงกดดันต่อการขยายตัวอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย
และเป็นโจทย์ทางเศรษฐกิจซึ่งทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ในฐานะผู้ดูแลนโยบายการเงิน และกระทรวงการคลัง
ในฐานะผู้ดูแลนโยบายการคลังต้องร่วมแก้ไข
ทั้งนี้ ธปท. ได้ประกาศปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
(จีดีพี) ใหม่ จากประมาณการเดิมที่ 4.75-5.75%
โดยคาดว่าจีดีพีจะลงอยู่ที่ 4.50-5.50%
ซึ่งเป็นระดับเดียวกับประมาณการของสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(สภาพัฒน์ฯ) และเป็นที่คาดการณ์ว่า สภาพัฒน์ฯ
มีแนวโน้มที่จะปรับลดประมาณการจีดีพีในปีนี้ลงอีกเช่นกัน นอกจากนี้
ในวันที่ 27
เมษายนนี้คณะกรรมการทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนจะมีการหารือถึงภาพรวมของเศรษฐกิจไทยและความจำเป็นที่จะต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
รวมถึงแนวทางการรับมือต่อแนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่า
ดร. ทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”
ว่า ในวันที่ 27 เม.ย.นี้ จะรับฟังการสรุปจาก ธปท.
เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของ
ธปท. ในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ แต่หาก ธปท. เห็นว่า
มาตรการด้านการเงินไม่สามารถจะควบคุมดูแล
ภาวะเศรษฐกิจได้
ก็สามารถร้องขอให้ทางกระทรวงการคลังหาแนวทางในการใช้มาตรการทางด้านการคลัง
เข้ามาช่วยสนับสนุนได้ แต่อย่างไรก็ตาม
ขณะนี้ยังไม่มีแนวคิดที่จะนำมาตรการทางการคลังออกมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ
“เท่าที่พิจารณาดูแล้วนโยบายด้านการคลังที่จะนำมาใช้
ก็คงจะมีเพียงเรื่องภาษีเท่านั้น ส่วนนโยบายการเงิน
ก็เป็นเรื่องของ ธปท.
และการควบคุมดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคก็เป็นส่วนงานความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์
ขณะที่ภาคการลงทุนที่แท้จริงก็ถือเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานนั้น ๆ
จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เช่น เรื่องของราคาน้ำมัน
หรือการลงทุนของภาคเอกชน” ดร.ทนงกล่าว
นอกจากนี้ แหล่งข่าวระดับสูง กล่าวว่า ขณะนี้ ธปท.
ในฐานะผู้ดูแลเศรษฐกิจมหภาคเริ่มเห็นสัญญาณ
ที่ชัดแจนแล้วว่า
จะต้องเผชิญกับปัญหาแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นรอบหนึ่ง
เนื่องจากผลกระทบของราคาน้ำมันที่ปรับราคาสูงขึ้นในครั้งนี้
จากสมมติฐานเดิมที่ ธปท.
คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงในไตรมาสที่ 3
และไตรมาสที่ 4 ของปี 2549
หรือผลกระทบของราคาน้ำมันที่มีต่ออัตราเงินเฟ้อในรอบที่แล้วน่าจะหมดในเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคมนี้
แต่เมื่อเกิดคลื่นของเงินเฟ้อลูกที่ 2 ขึ้นใหม่
ทำให้แนวโน้มของการชะลอตัวของอัตราเงินเฟ้อยืดออกไปอีก
อย่างไรก็ตาม ในการการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท.
ยังต้องให้น้ำหนักต่อการดูแลอัตราเงินเฟ้อมากกว่าการให้น้ำหนักต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนและมีเสถียรภาพ
ดร.อำพน กิตติอำพน
เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(สภาพัฒน์ฯ) รายงานในที่ประชุม ครม. (25 เม.ย.) ว่า
ได้เสนอแนวทางการบริหารเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงเวลา
ที่เหลือ 8 เดือนหลังของปีนี้ (พ.ค.-ธ.ค.) ใน 3 แนวทาง คือ
การบริหารต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
และดูแลการปรับราคาสินค้าและบริการอย่างเป็นธรรม,
การบริหารจัดการเพื่อให้สามารถใช้กำลังการผลิตได้อย่างเต็มที่
และการบริหารการนำเข้าและส่งเสริมการส่งออก
เพื่อรักษาดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ให้ขาดดุลเกิน 2% ของ GDP
ส่วนมาตรการระยะสั้นที่ต้องเร่งดำเนินการในช่วงเวลาดังกล่าว คือ
มาตรการเรื่องพลังงาน มาตรการเพิ่มรายได้
และมาตรการลดภาระรายจ่ายของภาคประชาชนและธุรกิจ
ทั้งนี้ “ฐานเศรษฐกิจ”
ได้สำรวจความคิดเห็นของนักวิชาการต่อการแก้ปัญหาสถานการณ์เศรษฐกิจ
ในปัจจุบัน
ซึ่งส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่าควรจะใช้นโยบายการเงินและนโยบายการคลังควบคู่กัน
รศ.สุขุม อัตวาวุฒิชัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า
สถานการณ์ราคาน้ำมัน
ที่ยังผกผันและคาดว่าจะกระทบอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ในขณะที่ ธปท.
ให้เหตุผลของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงให้เป็นบวกนั้น
หากภาวะเงินเฟ้อยังเป็นปัญหามาจากราคาน้ำมัน
ผู้ดูแลนโยบายก็ต้องใช้เครื่องมือของนโยบายการคลังและนโยบายการเงินเพื่อให้สอดรับแนวโน้มของเศรษฐกิจที่มีอัตราการเติบโตแบบชะลอตัวลง
เช่นเดียวกับนโยบายการคลังที่ควรจะเป็นนโยบายแบบชะลอตัวด้วย คือ
การนำมาตรการด้านภาษีมาใช้
ซึ่งรัฐบาลชุดนี้แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงมาตรการด้านภาษีเลย เช่น
ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ครบกำหนด จะเพิ่มเป็น 10%
ก็ยังไม่เพิ่มขึ้น
ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า
สถานการณ์ในปัจจุบันไม่เป็นไปตามที่
รัฐบาลคาดการณ์ไว้ เพราะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงถึง 74
ดอลลาร์ต่อบาเรลแล้ว
อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อยังมี
ความไม่แน่นอนสูงมาก การรักษาเสถียรภาพจึงมีความสำคัญที่จะต้องใช้ทั้ง
2 นโยบายคือ นโยบายการเงิน
ซึ่ง ธปท.
เดินมาถูกทางแล้วจากการส่งสัญญาณดอกเบี้ยขาขึ้นและพยายามดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อให้ผู้ส่งออกสามารถแข่งขันได้
ส่วนนโยบายการคลังนั้นต้องเน้นการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ
คือ พยายามรักษา งบประมาณไม่ให้ขาดดุล
ดูแลการจัดเก็บและรายจ่ายที่เน้นสร้างผลิตภาพ
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด
(มหาชน) กล่าวว่า
ในเชิงวิชาการในภาวะที่ราคาสินค้าปรับราคาสูงขึ้นนั้น
ไม่แน่ใจว่าการที่ทางการจะใช้นโยบายการเงินด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวจะเพียงพอหรือไม่
ขณะที่ธนาคารพาณิชย์เองก็มีการแข่งขันกันปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น
และเศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังของปีนี้ก็ยังมีแนวโน้มการเติบโตชะลอตัว
แต่สถานการณ์ที่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ไปนานเข้าเท่าไร ยิ่งมีการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น
ซึ่งในที่สุดแล้วนโยบายเศรษฐกิจมหภาคคงต้องดูแลว่าจะใช้นโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวเพื่อดูแลต่อไปหรือไม่
นอกจากนี้
แนวโน้มของอัตราเงินเฟ้อที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบของราคาน้ำมันที่ปรับสูงชึ้น
และทำให้ ธปท.
ต้องใช้นโยบายการเงินเพื่อคุมอัตราเงินเฟ้อไม่ให้สูงจนเกินไป
จะมีผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตรา
ดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบธนาคารพาณิชย์ปรับตัวสูงขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
(อาร์/พี 14 วัน) โดยก่อนหน้านี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล
ผู้ว่าการ ธปท. เคยระบุว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับ 8.50%
เป็นระดับที่ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยพอรับไหว
แต่หากอัตราดอกเบี้ยปรับสูงกว่าระดับดังกล่าว หรือขึ้นไปถึงระดับ 2
หลัก จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
ล่าสุด แหล่งข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
กล่าวยอมรับว่าจากสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้
มีความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (เอ็มแอลอาร์)
จะเร่งตัวขึ้นสูงกว่าระดับ 8.50% ภายใต้สถานการณ์เงินเฟ้อ
ที่ยังไม่ปรับลดลงเพราะราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ ธปท.
อาจต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อย่างต่อเนื่อง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยเดียวที่มีผลต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์
โดยปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์คือส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
(Spread) หรือในกรณีที่มีความเสี่ยงในการปล่อยกู้เพิ่มขึ้นมาก
ๆ นอกจากนี้ ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์
ยังเป็นประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่กระทรวงการคลังและ ธปท.
จะหยิบยกขึ้นหารือกันในวันที่ 27 เม.ย.
ซึ่งความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ เมื่อวันที่ 25 เมษายน
2549 เปิดตลาดที่ระดับ 37.55-37.58 บาทต่อดอลลาร์ และปิดตลาดที่ระดับ
37.60-37.63 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งแข็งค่าขึ้นแล้วถึง 8 %
เมื่อเทียบกับต้นปี 2549
โดยระหว่างวันเงินบาทได้แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 37.48-51
บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการแข็งค่าที่สุดในรอบ 6 ปี นับจากเดือน
เม.ย. 2543
ขณะที่นักค้าเงินของธนาคาร
ไทยธนาคารชี้ว่าในขณะนี้
ธนาคารกลางของประทศในภูมิภาคเอเชียหลายแห่งเข้ามาดูแลค่าเงินเพราะหลายประเทศไม่อยากให้ค่าเงินแข็งค่าเกินไปจนกระทบกับการส่งออก
ส่วนในประเทศไทยนั้นยังไม่เห็นสัญญานว่ามีการเข้ามาดูแลค่าเงินแต่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงตามค่าเงินในภูมิภาค
ฐานเศรษฐกิจ 26 เมษายน 2549