นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการปรับลดงบประมาณปี"53 วงเงิน 2.5 แสนล้านบาท จากที่ตั้งไว้ 1.9 ล้านล้านบาทว่า จะไม่กระทบกับการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้ามากนัก แม้ว่าจะปรับลดงบในโครงการชุมชนพอเพียง หรือเอสเอ็มแอลเดิมวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท สำหรับ 8 หมื่นหมู่บ้าน เนื่องจากในปีงบประมาณ 52 ที่ตั้งวงเงินไว้ 2.1 หมื่นล้านบาทนั้น ล่าสุดมีการเบิกจ่ายไปเพียง 1 พันกว่าล้านบาทเท่านั้น ยังเหลืออีก 2 หมื่นล้านบาท จึงเห็นว่าในปี"53 เนื่องจากงบประมาณมีจำกัดจึงยังไม่จำเป็นต้องตั้งงบส่วนนี้เพิ่ม
"ที่ผ่านมายังไม่เคยตั้งงบให้เอสเอ็มแอลครบทุกหมู่บ้านกว่า 8 หมื่นหมู่บ้าน มีปีงบประมาณ 52 เท่านั้นที่ตั้งงบให้ครบทุกหมู่บ้าน แต่การเบิกจ่ายเงินยังทำได้ล่าช้า เพราะการใช้เงินมีขอบเขตจำกัดมากขึ้น ทำให้ชาวบ้านคิดไม่ออกว่าจะนำเงินไปใช้ทำอะไร ในส่วนนี้จึงขอให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ช่วยเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงให้หมู่บ้าน เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับชุมชนอยู่แล้ว หลังจากนี้คาดว่าใน 2-3 เดือนข้างหน้าจะเบิกจ่ายเงินออกไปได้มากกว่า 50%" นายกอร์ปศักดิ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม การปรับลดงบประมาณปี"53 จะไม่กระทบกับโครงการที่มีความจำเป็นต้องดำเนินการต่อเนื่อง อย่างโครงการเรียนฟรีที่ใช้งบปีละกว่า 7 หมื่นล้านบาท โครงการเบี้ยยังชีพที่ใช้เงินปีละกว่า 3 หมื่นล้านบาท และไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณที่ผิดต่อภาคเอกชน เพราะในส่วนของงบลงทุนไม่ได้ปรับลดลงแต่อย่างใด แต่การลงทุนจะมีรูปแบบที่หลากหลายขึ้นทั้งการใช้เงินกู้และการร่วมทุนกับภาคเอกชน
ด้านนายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองผู้จัดการ รักษาการแทนผู้จัดการธ.ก.ส. กล่าวว่า หลังได้รับมอบหมายจากนายกอร์ปศักดิ์ ทางธ.ก.ส.จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปร่วมให้ข้อมูลความรู้กับทุกชุมชนเพื่อร่วมเขียนโครงการขอใช้เงินกู้จากหมู่บ้าน เพราะก่อนหน้านี้ชาวบ้านไม่เข้าใจว่าโครงการใดจึงจะเข้าข่ายคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง โดยโครงการที่จะทำได้เร็ว เช่น โครงการธนาคารต้นไม้ ซึ่งธ.ก.ส.จะผลักดันให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว
ข่าวสด 24 เมษายน 2552