ปัดฝุ่นหนทางใจ
โดย : ปิติสุข พันสอน (หมออนามัยไทเลย)
ตามฝันวันเด็กหมออนามัย ธารน้ำใจ สู่สันม่วง
ต า ม ฝั น วั น เ ด็ ก ธารน้ำใจสู่สันม่วง ลมเอ๋ยลมหนาว... แผ่วผะผ่าวผิวหวั่นสั่นสะท้าน หมอกขาวขุ่นฝุ่นดินฟุ้งคลุ้งละลาน ดอกหญ้าบานรับน้ำฟ้าหยดมาเยือน หนาวอย่างนี้คือปีใหม่ใกล้มาถึง
จากวันนี้สู่วันใหม่ฤาไม่เหมือน
ยังเย็นเยือกเกลือกกลางใจมิได้เลือน
เพียงปีเคลื่อนเดือนคล้อยลอยผ่านวัน
เด็กเอ๋ยเด็กน้อย ผู้ยังคอยเคียงข้างสร้างสีฝัน เสื้อคร่ำคร่าท้าอาบลมห่มเหมันต์ ผ่านคืนวันด้วยอุ่นรักจากตักใคร
หนาวหรือเปล่าหนาวเนื้อที่แห้งผาก
มีของฝากอวยพรซึ้งถึงบ้างไหม
ขอเพียงรักเมตตาผ้าห่มใจ
แผ่อุ่นใจอาบหวังดีคลี่โอบคลุม...
ปีใหม่ก็ได้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว แล้ววันที่ผมเฝ้าฝันไว้ก็เวียนมาถึงอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เป็นวันที่นับว่ามีความผูกพันกับครั้งแรกเมื่อตอนครั้งที่เกิดขึ้นที่บ้านเกิดของผมเอง...
เครือข่ายหมออนามัยจากกระทรวงสาธารณสุขซึ่งมี คุณป้าน้อยเป็นผู้นำทีม มีพี่ป้อมแห่งวารสารหมออนามัย พี่แพ๊ท รองผู้อำนวยการวิทยาลัยนักบริหาร พี่เทือง พี่ปื๊ด พี่เพียร สถาบันพระบรมราชชนก พี่ตัวเล็ก แพทย์แผนไทย น้องชานักเขียนอิสระ และพี่ประสานเจ้าของรถที่ล้วนแล้วแต่มีใจที่เป็นหนึ่งเดียว อำเภอแม่แจ่มเป็นจุดหมายที่พวกเราจะไปแจกอุปกรณ์การเรียนและเครื่องนุ่งห่มในวันเด็กปีนี้...
ผมซื้อตั๊วรถโดยสารประจำทางจากเมืองเลย 2 ที่นั่ง โดยอีกที่หนึ่งเป็นของน้องชาที่นัดว่าจะมารอขึ้นรถที่อำเภอนครไทย สี่ทุ่มกว่าผมเดินทางออกจาก บขส. เมืองเลย ซึ่งรถที่มาจากจังหวัดอุดรธานีมาถึงที่เมืองเลยช้ากว่าปกติ ผมขึ้นไปในรถท่ามกลางผู้โดยสารที่แน่นทั้งคันรถ มีผู้โดยสารสองคนลุกให้ผมนั่ง“ขอบคุณครับ”ผมกล่าวคำขอบคุณอย่างไม่รีรอ“นั่งตรงนี้ไปก่อนนะครับถึงอำเภอนครไทยแล้วค่อยเปลี่ยน” ผมบอกกับผู้โดยสารคนหนึ่ง เขาไม่พูดอะไร พร้อมกับรีบนั่งลงข้าง ๆ ผม ในขณะที่ล้อรถได้เคลื่อนออกจาก บขส.ไปอย่างช้า ๆ ผมนั่งหลับตานึกไปเรื่อยเปื่อย ทั้งเรื่องงานวันเด็กที่จะต้องไปจัดกิจกรรม รวมถึงการไปยื่นเอกสารเรียนต่อ คือเค้าโครงการวิจัย และเอกสารแบบฟอร์มคำรับรองเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ผมเผลอหลับไปจนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น “สวัสดีครับพี่เป้ ตอนนี้ถึงไหนแล้ว” เสียงเจ้าชาพูดในสาย “ถึงอำเภอด่านซ้ายแล้ว เดี๋ยวได้เจอกัน รออยู่ตรงป้อมยาม ตรงข้ามกับเซเว่นฯนะ” ผมบอกย้ำเจ้าชาไป แล้วผมก็เผลอหลับไปอีกครั้ง ผมลืมตาตื่นขึ้นมาเมื่อรถวิ่งมาถึงอำเภอวังทอง “ไปอดหลับอดนอนมาจากไหนเนี่ยะ”“อ้าวชาหรือ?”ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับมีเจ้าชานั่งอยู่ข้าง ๆ แทนชายคนนั้นโดยที่ผมไม่รู้ว่าเขาขึ้นมานั่งตรงนี้ตั้งแต่ตอนไหน “แล้วเขาให้แกขึ้นมาได้ด้วยหรือ”
ผมถามแกมหยอก เจ้าชาหัวเราะในลำคอเสียงดังฮือ แล้วก็สิ้นเสียงการสนทนาจนกระทั่งรถวิ่งมาถึง บขส. พิษณุโลก เราทั้งสองลงไปเข้าห้องน้ำ แล้วนำคูปองอาหารไปแลกนมเปรี้ยวกันคนละกล่อง นั่งคุยกันพักใหญ่รถก็เคลื่อนล้อต่อ กระทั่งมีแสงสว่างส่องมาทางหน้าต่าง พร้อมเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น “สวัสดีครับ ป้าน้อย” “ตอนนี้เป้ถึงไหนแล้ว” “ชาถึงไหนแล้วเนี่ยะ...” ผมถามเจ้าชาต่อโดยที่ไม่ได้ทันสังเกตว่าเจ้าชาเขากำลังพูดโทรศัพท์อยู่เหมือนกัน ผมพยายามมองออกไปข้างนอก แล้วผมก็ได้รับคำตอบโดยที่ไม่ต้องรอเจ้าชา “ถึงลำพูนแล้วครับป้าน้อย” ผมหันมาสนทนาต่อกับป้าน้อย “แล้วป้าน้อยหละถึงไหนแล้วครับ” ผมถาม “ใกล้จะถึงนครสวรรค์แล้ว”การสนทนาก็ได้ดำเนินไปพักพร้อมกับล้อรถเคลื่อนออกจากบขส.ลำพูนผมดึงเบาะรถขึ้นมานั่งตัวตรง แล้วนั่งมองข้างทางในขณะที่รถวิ่งมุ่งหน้าไปยังเชียงใหม่...
พอรถจอดผู้โดยสารต่างทยอยลงจากรถ ผมลงจากรถเป็นคนสุดท้าย ณ บขส.เชียงใหม่ ผมมีความรู้สึกตื่นเต้นไม่เบาที่ได้มีโอกาสมาพบกับบรรยากาศที่นี่ในยามเช้า ๆ ผู้คนที่หลากหลาย ตลอดจนรถที่มากมายทำให้ผมมีความรู้สึกคึกคักไปกับมัน “ไปหาอะไรกันกันก่อนไหมพี่เป้” เจ้าชาเอ่ยปากชวนผมพรางเดินไปยังร้านอาหารที่อยู่ใกล้ๆกับตรงที่รถแดงจอดเรียงรายกันอยู่ แล้วเราก็ต่างสั่งอาหารมาทาน และในขณะที่รอ เจ้าชาขอชาร์ทแบตเตอร์รี่โทรศัพท์ เขาคิดค่าชาร์ท 20 บาท เจ้าชาไม่พอใจจะเดินออกจากร้าน “ขอโทษนะคะ ค่าไฟมันแพง” แม่ค้าอีกคนเห็นเจ้าชาแสดงกิริยาไม่พอใจ จึงเดินมาอธิบาย “ไม่เป็นไรครับ” เจ้าชาปัดความรำคาญพรางรีบตักข้าวใส่ปาก “รีบ ๆ กิน จะได้ไป”ผมบอกต่างคนต่างกินอาหารด้วยความจำใจ “อยากทานอาหารที่อร่อย และสะอาดต้องไปทานที่เมืองเลย” ผมพูดสำทับไปในทีเพื่อดูทีท่าของชา เขาไม่ได้โต้ตอบแต่อย่างใด พอเราทานอาหารเสร็จก็เดินมาที่ใต้ร่มไม้ใกล้ ๆ กับที่จอดรถ ผมเลือกที่จะโทรศัพท์หาเพื่อนที่ตอนสมัยที่เรียนหมออนามัย “สวัสดีคร๊าบ”เสียงรับสายดังขึ้น “ฮัลโหล”ผมทักทายเขาแบบฝรั่ง “ไกร นี่เป้เองนะ” “เออ ว่าไง อยู่ที่ไหน? ไกรถามผมด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร โดยที่ผมสัมผัสได้โดยไม่ต้องเสียเวลาปรับความรู้สึกเลย ซึ่งไกร หรือนายเกรียงไกร ยอดเรือน เป็นเพื่อนเรียนวสส.พล. รุ่น 40 ทุนสสจ.เชียงใหม่ในจำนวนเพื่อนอีก 5 คน ไกรเขาทำงานฝ่ายควบคุมโรคเอดส์ สสจ.เชียงใหม่ เป็นเพื่อนที่ตอนสมัยเรียนก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกันเท่าไหร่ อยู่คนละกลุ่มกัน แต่พอมาถึงวันนี้ดูเขาเป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่งทีเดียวที่คอยมารับที่บขส.แล้วพาไปส่งที่บัณฑิตวิทยาลัยเชียงใหม่ “ขอบคุณมากนะเพื่อน” ผมกล่าวขอบคุณ
หลังจากที่ก้าวลงจากรถตรงหน้ากาดต้นพะยอม ใกล้ ๆ มช. ซึ่งผมเราจะต้องไปขึ้นรถตู้กับคณะที่นี่
เราเดินเข้าไปยังศูนย์วัฒนธรรม ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับกาดต้นพะยอม เพื่อพักผ่อนภายในบรรยากาศเงียบสงบ มีศาลาล้อมรอบลานธรรม ใต้ต้นจามจุรีใหญ่ ที่แผ่กิ่งก้านสาขาใหญ่โตมีอายุราวพันๆ ปี มีคนประมาณ 3-4 คน กำลังรื้อเครื่องประดับที่ตกแต่งรถขบวนแห่ที่ประดับกระทงและรูปช้างในครั้งประเพณีลอยกระทงที่พึ่งผ่านมาไม่นานนี้เอง ผมล้างหน้าและแปรงฟันตรงบริเวณก๊อกน้ำ ใกล้ๆ กับลานธรรม เจ้าชานั่งอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ “อ่านหนังสืออะไรหรือ?” ผมถามชาเมื่อเขาวางหนังสือลงข้างกาย พร้อมกับเดินไปหยิบมาดู มันเป็นหนังสือวารสารที่มีภาพของเจ้าชารับเงินรางวัลชนะเลิศการประกวดหนังเรื่องสั้น ที่เขาถ่ายทำและกำกับเอง เมื่อผมได้ดูแล้วมีความรู้สึกปราบปลื้มใจกับน้องเขามาก ๆ ที่เขามีความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานอิสระได้เป็นอย่างดีและมีความสุข ผมเอนกายลงนอนพร้อมกับหนังสือเล่มใหญ่ในมือ อ่านเพลินจนกระทั่งเจ้าชาทำธุระส่วนตัวเสร็จ แล้วเราก็พากันเดินไปยังรอบ ๆ ศูนย์เพื่อหาร้านกาแฟทาน จนกระทั่งเดินมาถึงร้านบ้านดิน ซึ่งเป็นร้านกาแฟเล็ก ๆ แห่งหนึ่งใต้ต้นมะเดื่อ ที่กำลังออกดอกออกผลเต็มต้น บรรยากาศภายในร้านตกแต่งอย่างลงตัว โดยรอบปลูกพืชผักสวนครัวรั้วกินได้ ไว้อย่างดีทีเดียว
ผมสั่งโอวัลตินร้อน ส่วนจ้าชาสั่งกาแฟเอสเปรสโซ่ แล้วเราก็นั่งอยู่ที่ร้านจนเที่ยง กับบรรยากาศการสนทนาถึงเรื่องที่จะไปออกค่าย ซึ่งเราก็ไม่รู้พอ ๆ กัน ว่าแม่แจ่มไปทางไหน และโรงเรียนที่จะไปอยู่ไกลแค่ไหน และจะไปถึงตอนไหน?... เราพากันเดินกลับมายังตรงที่ไกรมาส่งอีกครั้งเพื่อที่จะไปซื้อเครื่องทำอาหารตามรายการที่ป้าน้อยได้โทรมาสั่งไว้ แล้วเราก็เดินเข้าไปในตลาดหรือที่คนเหนือเขาเรียกว่ากาดเพื่อเลือกซื้ออาหารตามรายการที่ได้รับคำสั่งมา ตลาดที่นี่สะอาดดีมาก การจัดวางของขายก็เป็นระเบียบ ผมสังเกตเห็นว่ามีคนต่างชาติมาจับจ่ายซื้อของกันด้วยเหมือนกัน
หลังจากที่จ่ายตลาดครบตามรายการแล้ว เราก็เดินข้ามถนนมานั่งรอรถอยู่ที่ริมถนนฝั่งศูนย์วัฒนธรรมอีกครั้ง และในระหว่างที่รอผมกับเจ้าชาถือโอกาสนั่งทานอาหารเที่ยงไปด้วยมันเป็นอาหารมื้อเที่ยงที่แปลกและชั่งมีบรรยากาศที่ตื่นเต้นไม่เบามื้อหนึ่งทีเดียว เพราะในขณะที่เราอร่อยอยู่กับข้าวเหนียวปลาทอดและไส้อั่ว มีรถแดงวิ่งมาจอดและมีผู้โดยสารมาเต็มคันรถ พอลงมาจากรถล้วนแล้วแต่เป็นคนพื้นที่ราบสูง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แล้วพวกเขาก็พากันมานั่งล้อมวงเพื่อทานอาหารเที่ยง ณ บริเวณใกล้ ๆ กับที่เราอยู่ ในขณะที่รถก็วิ่งผ่านไปมาบนถนนต่างมองมาที่กลุ่มพวกเรา “เขาคงคิดว่าเป็นพวกเดียวกันหมดเลยหน้อ” ผมพูดกับเจ้าชาอย่างกวน ๆ สักครู่ใหญ่ ก็มีรถตู้วิ่งมาพร้อมกับชะลอความเร็วลง ทะเบียน 1912 กทม. และมีโลโก้การบินไทย ผมกวักมือเรียก รถเปิดไฟเลี้ยวพร้อมกับจอดริมถนน เราทักทายพี่ ๆ เขาอย่างทั่วถึง ภายในรถยังมีกระเป๋าสิ่งของเต็มคันรถ ทั้งๆ ที่ป้าน้อยบอกว่า ของที่จะนำไปแจกเด็ก ๆ ที่ขอรับบริจาคได้ประมาณ 8 กล่องใหญ่ และได้ส่งไปก่อนแล้วโดยทางรถไฟ พวกเราต้องนั่งเบียดกันในรถตู้คันหรูแล้วล้อรถก็เคลื่อนออกไปอย่างช้า ๆ มุ่งหน้าเข้าไปในมช. “พี่ป้อมครับ มีธุระอะไรในม.หรือ” ผมเอ่ยถามพี่ป้อมที่นั่งข้างๆคนขับ “ไปหาที่ทานอาหารเที่ยง” พี่แพ๊ทตอบแทน รถวิ่งเข้าสู่รั้วมช.อีกครั้ง ผมมองออกไปภายนอกรถตู้อดที่จะนึกถึงบรรยากาศและความรู้สึกใหม่ๆ ไม่ได้หากว่าผมสอบเรียนโทได้ที่นี่ ผมจะเรียนตึกไหน? และตลอดเวลาที่เรียนผมจะมีโอกาสได้เรียนรู้ประสบการณ์อะไรบ้าง? ในรั้วมหาวิทยาลัยซึ่งผมเคยใฝ่ฝันไว้ในครั้งที่เรียนจบมัธยมใหม่ ๆ แต่ก็ไม่มีโอกาส บริเวณสนามหญ้าที่มองดูเหมือนพรหมสีเขียวขจี ริมสระน้ำตรงนี้ที่พวกพี่ ๆ ได้เลือกเป็นสถานที่สำหรับทานอาหารมื้อเที่ยง มันช่างเป็นบรรยากาศที่ตรงกันข้ามกับเมื่อสักครู่ที่ผมนั่งทานข้าวกับเจ้าชาริมถนน มันเป็นด้านสองด้านที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ที่เพียงชั่วเวลาประเดี๋ยว หากแต่เป็นการกระทำเดิม ๆ แต่ในต่างสถานะหรือสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน ความรู้สึกก็เปลี่ยนไปได้ ความสุข สดชื่นท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจี ใต้ร่มไม้ใหญ่ ริมสระน้ำ เชิงดอย ในรั้วมหาวิทยาลัย พี่ ๆ ต่างรับประทานอาหารและพูดคุยหยอกล้อกันอย่างมีความสุขพี่ปื๊ดเริ่มเก็บภาพโดยถ่ายวิดีโอ พี่แพ๊ทกล่าวรายงานบรรยากาศทำตัวเรียนแบบนักข่าวซีเอ็นเอ็น อย่างสนุกสนาน แล้วอาหารเที่ยงก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว มันเป็นสัจธรรมที่ความสุขมักผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่อะไรที่เป็นความทุกข์ มักอยู่กับเรายาวนานกว่าเสมอ
รถตู้คันหรูพาพวกเราวิ่งออกจากรั้วมช.ไปอย่างรวดเร็วมุ่งหน้าไปยังอำเภอแม่แจ่มจุดหมายปลายทางที่พวกเราต่างมุ่งหวังที่จะไปให้ถึงด้วยถนนหนทางอันคดเคียว เลี้ยวเลาะไปตามหุบเขาราวพันพันโค้ง ทำให้พี่แพ๊ทไม่เสียดายอาหารมื้อเที่ยงที่ทานเข้าไปแม้แต่น้อย... “เดี๋ยว ไปถึงแล้วจะให้ใบประกาศเป็นคนแรกเลย”พี่ประสานพูดเหน็บแนม บรรยากาศในรถเงียบ ทุกคนอยู่ในสภาพที่อิดโรย ผมต้องรวบรวมพลังและพยายามเอาชนะกับสิ่งรุมเร้าภายในร่างกายอย่างสุดความสามารถซึ่งไม่ต่างกับทุกๆคนที่ร่วมเดินทางครั้งนี้ หนทางอันยาวไกลการเดินทางจะเหนื่อยล้าเพียงใด เพียงแต่เรามีใจประสงค์แล้วคงไม่ใช่ปัญหาที่จะทำให้พวกเรายอมแพ้ แล้วในที่สุดพวกเราก็มาถึงยังจุดหมาย ในตอนพลบค่ำอากาศค่อนข้างหนาว รถตู้คันหรูเลี้ยวขวาขึ้นไปบนดอยที่เต็มไปด้วยป่าสนภูเขา โรงพยาบาลบ้านจันทร์ คือสถานที่ที่พวกพี่นัดหมายไว้กับเครือข่ายหมออนามัยที่อยู่ที่นี่ที่เป็นเจ้าภาพในการมาออกค่ายวันเด็กในปีนี้ ทุกคนต่างทยอยลงจากรถเครือข่ายหมออนามัยแม่แจ่มเดินมาทักทาย ผมเดินลงรถคนสุดท้าย “นี่พี่เอ และนี่น้องก้าน” ป้าน้อยแนะนำให้ผมได้รู้จักกับหมออนามัยที่นี่ “สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้แล้วชวนพี่ ๆเดินไปเก็บภาพบรรยากาศตอนเย็นที่นี่แล้วพวกเราก็กลับขึ้นไปยังรถอีกครั้งหนึ่งเพื่อไปยังโรงเรียนที่จะไปจัดกิจกรรมในวันพรุ่งนี้ จากจุดที่พวกเราอยู่เดินทางต่อไปยังโรงเรียนเป็นหนทางลูกรัง ฝุ่นฟุ้งตลบ ทำเอารถตู้คันหรูกลายเป็นโทรมไปในพริบตา โดยมีรถยนต์วีโก้ของพี่เอเขาวิ่งออกหน้าไปอย่างไม่รอรถพวกเรา... พอมาถึงบริเวณสนามหญ้าหน้าอาคารเรียนหลังเล็กๆที่มองดูตอนใกล้ค่ำจะเด่นเป็นสง่าในหุบเขาป่าสนที่ล้อมรอบ พวกเรารวมทั้งยังมีเด็กนักเรียนทยอยมาสมทบ ช่วยกันขนของลงจากรถและช่วยกันพับผ้าห่มให้เรียบร้อย แยกอุปกรณ์และของที่จะแจกต่าง ๆ ออกเป็นกลุ่ม ๆ ไว้อย่างเป็นระเบียบ ใช้เวลาไปประมาณชั่วโมงหนึ่งเห็นจะได้ แล้วความมืดก็คืบคลานเข้ามาแทนที่ พี่เอและน้องก้านขอตัวไปเตรียมอาหารมื้อเย็นก่อนยังสถานีอนามัยวัดจันทร์ ส่วนพวกเราตามไปทีหลังโดยมีน้องอั้ม (เจ้าพนักงานเภสัชกรรม) ที่ทำงานที่โรงพยาบาลบ้านจันทร์ที่กำลังก่อสร้างอยู่ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาด10เตียงเป็นโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติเฉลิมพระชนมพรรษาครบ80ปีของในหลวงท่าน...
รถตู้คันหรูซึ่งตอนนี้ได้เปลี่ยนรูปลักษณ์ไปอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นรถตู้คันเก่าที่เต็มไปด้วยฝุ่นก็วิ่งออกมาจากโรงเรียนย้อนกลับมายังบ้านวัดจันทร์เพื่อไปยังสถานีอนามัยบ้านจันทร์ที่น้องอั้มบอกว่าเป็นสถานที่สำหรับดิ้นเนอร์สำหรับพวกเรา ขณะที่รถวิ่งผ่านถนนในหมู่บ้านผมได้สัมผัสกับวิถีชีวิตที่นี่ มันคล้ายกับครั้งเมื่อตอนที่หมู่บ้านของผมเมื่อราวสามสิบปีที่แล้วยังไงยังงั้น
เกือบทุกหลังคาเรือนจะปิดบ้านเงียบ มองเห็นกองไฟที่ลุกโชนภายในบ้าน บรรยากาศเงียบสงบ หนาวเย็นยะเยือกพอสมควร ถนนหนทางที่นี่ทุรกันดารมาก พอใกล้จะถึงยังที่หมายรถตู้ไม่มีแรงส่งเนื่องจากถนนเป็นหลุมเป็นบ่อมาก รถทำท่าจะถอยหลัง พวกเราจึงต้องลงเดินกันทั้งคันรถ ท่ามกลางความมืดต่างคนต่างใช้แสงสว่างจากโทรศัพท์มือถือที่ส่องสว่างเพียงน้อยนิดแต่เวลานี้มันมีคุณค่ามหาศาลที่ไม่มีสิ่งใดมาแทนได้ เดินได้ระยะหนึ่งพวกเราก็กลับขึ้นไปในรถตู้อีกครั้งหนึ่ง แล้วในที่สุดพวกเราก็มาถึงบริเวณสถานีอนามัยที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นเนื่องจากทีมงานเขาก่อกองไฟกองใหญ่ที่กำลังลุกโชติช่วงอยู่ ทุกคนลงจากรถและช่วยกันขนอาหารและเครื่องดื่มไปสมทบกับทีมงาน แล้วการสนทนาท่ามกลางอาหารมื้อเย็นที่อร่อยที่สุดก็เกิดขึ้น คราวนี้ได้มีคณะพี่ดุ่ย พี่บี ที่มาจากกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นลูกชายและลูกสาวของป้าน้อย ได้เดินทางมาสมทบซึ่งก่อนหน้านี้พี่เขาไปชมงานดอกไม้เมืองหนาวที่อำเภอปาย จ.แม่ฮ่องสอนมา...
ณ สถานีอนามัยแห่งนี้ผมได้พูดคุยกับพี่เอซึ่งเป็นศิษย์เก่าหมออนามัย วสส.พล.รุ่นที่ 37
ตอนนี้พี่เขาทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยสาธารณสุขอำเภอแม่แจ่ม
และในตอนนี้ได้มีคำสั่งให้มารับผิดชอบดูแลการสร้างโรงพยาบาลบ้านจันทร์
ซึ่งเป็นโรงพยาบาลตำบลแห่งแรกของประเทศไทย
ที่แยกตัวออกมาจากอำเภอแม่แจ่ม ซึ่งอยู่ซีกทางฝั่งอำเภอปาย
การเดินทางต้องอ้อมมาใช้ส้นทาง ที่จะไปอำเภอแม่แตง อำเภอปาย
และไปสู่แม่ฮ่องสอนใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมงบางทีฝนตกหรือเทศกาลท่องเที่ยวจะมีคนมาเที่ยวเยอะมากต้องใช้เวลาเดินทางเป็นครึ่งวันเลยทีเดียว
ผู้คนที่นี่ทั้งหมดเป็นชาวเขาส่วนใหญ่คือเผ่าปกาเกอะญอ
จะมีเผ่าอื่นบ้างคือเผ่าลีซุ และ เผ่าม้ง
ตามที่ผมได้พูดคุยกับพี่เอในขณะที่ทานอาหารมื้อเย็นหลังจากที่ทุกคนร่วมรับประทานอาหารเสร็จ
พร้อมเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกเรียบร้อยพวกเราต่างพากันเดินทางกลับลงมาเพื่อที่จะไปพักยังออป.
(องค์การอุตสา-หกรรมป่าไม้)
ซึ่งเป็นบ้านพักสวนสนที่สวยงามมากแต่มีกฎเกณฑ์เยอะมากพวกเราจึงพักคืนเดียวทั้ง
ๆ ที่ติดต่อไว้ 2 วัน ท่ามกลางอากาศที่เหน็บหนาว ณ
บริเวณบ้านพักหลังที่ 5 กับสมาชิกร่วมวงเสวนา
สุนทรีกับชีวิตทางเลือกผมเลือกที่จะดื่มเป๊บซี่
ส่วนพี่ป้อมกับป้าน้อยดื่มน้ำ เปล่า
พี่ปื๊ดดื่มรีเจนซี่เพรียวๆส่วนน้องก้านซึ่งตามมาส่ง เลือกที่จะดื่ม
เซอร์เอดเวอร์สผสม โซดา
แล้วการสนทนาของเราก็เกิดขึ้นอย่างมีอรรถรส“ทำไมไม่ดื่มเหล้ากับพี่หละเป้”
พี่ปื๊ดยิงคำถามอย่างสงสัย ซึ่งทั้ง ๆ
ที่ก่อนหน้านี้ผมหากผมมาเจอพี่เขาก็จะดื่ม กันทุกครั้ง
“ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ พี่ปื๊ด ผมดื่มไม่ได้จริงๆ”
ผมบอกขอโทษพี่เขาไป หากแต่ก่อนหน้านี้ผมดื่มเหล้าบ่อยมาก
แต่มาตอนนี้ร่างกายไม่ไหว ผมจึงขอเลือกไม่ดื่ม
หันมาออกกำลังกายและดื่มน้ำสมุนไพรแทน มันทำให้เรารู้สึกดี
ต่อสุขภาพเราเอง... ตอนเช้าต่างคนต่างเก็บข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ
มาขึ้นรถตู้อีกครั้ง
โดยที่ทุกคนไม่ได้ทานอะไรเลยพอมาถึงยังบริเวณโรงเรียนทุกคนต่างตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยน้ำใจไมตรีที่ท่านผอ.โรงเรียนได้ออกมาต้อนรับคณะเรายังบริเวณศาลาริมทาง
ก่อนที่จะเข้าไปยังสนามหญ้าในโรงเรียน
แล้วทุกคนก็ช่วยเหลือตนเองกับเครื่องดื่มพร้อมขนมเบรกมื้อเช้าตรงบริเวณศาลาแห่งนี้
การสนทนาขณะทานมื้อเช้า ทำให้รู้ว่าท่าน ผอ.
ท่านเป็นคนที่มีอุดมการณ์ในการเป็นนักพัฒนาในสายเลือด
ท่านเป็นคนจังหวัดร้อยเอ็ด
และได้แต่งงานมีครอบครัวอยู่ที่จังหวัดลำพูน
และท่านได้เดินทางตามฝันมาพัฒนาชาวเขา ณ โรงเรียนแห่งนี้
โรงเรียนสามัคคีสันม่วง ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านจันทร์
อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ มีครูทั้งหมด 17 คน นักเรียน 260 คน
ราษฎรส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ)
สภาพทั่วไปเป็นพื้นที่ราบสูง ลักษณะพืชพรรณส่วนใหญ่เป็นป่าสนเขา
ตำบลบ้านจันทร์มีทั้งหมด 7 หมู่บ้าน ทางทิศเหนือจดกับอำเภอเมือง
ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนทิศใต้จดตำบลแม่แดดอำเภอแม่แจ่มทิศตะวันออกจดกับอำเภอปาย
จ.แม่ฮ่องสอนและทางทิศ ตะวันตกจดกับตำบลแจ่มหลวงอ.แม่แจ่มจ.เชียงใหม่
(ข้อมูลจากสามัคคคีสันม่วง สัมพันธ์
บนเวทีที่ตกแต่งด้วยสนภูเขาอย่างลงตัวและตรงด้านสองข้างเวทีมีของขวัญที่วางไว้เต็มโต๊ะ
ผมเดินเก็บภาพบรรยากาศไปโดยรอบลานภูเขาที่จัดเป็นสถานที่สำหรับงานวันเด็กในปีนี้
คำขวัญวันเด็กในปีนี้ที่พณฯท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้กับเด็กทั่วทั้งประเทศมีใจความว่า
“สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม”
ข้อความที่ถูกเขียนไว้บนเวทีอย่างเด่นชัด คือวันเด็กแห่งชาติ ปี 51
และ อบต.วัดจันทร์
รวมทั้งข้อความสถาบันพระบรมราชชนกร่วมกับวารสารหมออนามัย
ที่มีฉากเป็นทิวป่าสนที่ธรรมชาติได้มอบให้ไว้อย่างลงตัว
อีกทั้งยังเป็นร่มเงาคอยคุ้มแดดให้กับทุกชีวิตที่อยู่ตรง ลานแห่งนี้
ด้านหน้าเวทีมีม้านั่งแยกเป็นสองฝั่งที่มีเด็กนักเรียนนั่งอย่างเป็นระเบียบแยกฝั่งชายหญิง
ด้านข้างฝั่งทิศตะวันออกจัดเก้าอี้สำหรับให้ผู้ปกครองซึ่งทยอยกันมานั่ง
มองเห็นภาพที่ทุกคนต่างมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างมีมิตรไมตรีและมีความสุข
ทุกคนสะพายย่ามหลากสี
มันชั่งเป็นภาพที่หาดูได้ยากหรือไม้มีโอกาสได้ดูเลยหากไม่ได้มาที่นี่
กิจกรรมวันเด็กที่นี่เริ่มต้นด้วยพิธีการ ผอ.กล่าวเปิดงานแบบกระชับ
ได้ใจความและมีไมตรีอย่างลึกซึ้งกินใจ
สมาชิกชาวค่ายหมออนามัยร่วมกับวานสารหมออนามัยกล่าวความรู้สึกและแนะนำตัวเอง
พร้อมกับแจกทุนการศึกษาให้แก่เด็กที่เรียนดี ความประพฤติดี
และมีกิจกรรมเด่นจำนวน 10 คน ต่อด้วยการจับสลากแจกของรางวัล
ที่มีทั้งตุ๊กตา และอุปกรณ์ของเล่นเด็กๆมากมาย
เห็นแล้วอยากจะกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งให้หวนคิดถึงครั้งที่ผมยังเป็นเด็กที่ไม่เคยได้รับและไม่เคยได้สัมผัสกับความรู้สึกนี้เลย
แต่หากผมไม่คิดที่จะอิจฉาและน้อยใจเลยแม้แต่น้อย
หากแต่ความรู้สึกที่เป็นผู้ให้อยู่ในขณะนี้ยังความภาคภูมิใจให้กับเราและผมเชื่อว่าทุกคนที่มาในครั้งนี้ก็คงมีความรู้สึกที่ไม่ต่างจากผมเลยต่อด้วยการแจกขนม
ผ้าห่มแก่ เด็กทุกคน
และเหนืออื่นใดเด็กนักเรียนได้แสดงรำอวยพรและการแสดงรำลาวกระทบไม้ซึ่งดูเป็น
ธรรมชาติและเด็กทุกคนต่างแสดงออกอย่างสุดความสามรถกันเลยทีเดียว...
ต่อจากนั้นก็เป็นการแสดงของคุณครูท่านหนึ่งซึ่งท่านได้ใช้เครื่องดนตรีพื้นเมืองผสมผสานกับการร้องเพลงของลูกสาวซึ่งเป็นครูอาสาประจำที่โรงเรียนแห่งนี้
มันเป็นภาพที่แสนประทับใจและติดตาตรึงใจย่างสุดซึ้งแล้วกิจกรรมบนเวทีก็ได้สิ้นสุดลงด้วยการถ่ายภาพเพื่อเป็นที่ระลึกร่วมกันระหว่างครู
ผู้นำชุมชน สมาชิกชาวค่าย และเครือข่ายหมออนามัย รวมทั้งเด็ก ๆ
แล้วกาลเวลาก็ผ่านไปพบกันเพื่อจากพรากกันเพื่อจอ
เป็นสัจธรรมที่หลีกหนีไม่พ้น
ประสบการณ์ชีวิตในครั้งนี้ไม่ทำให้ผมไม่เหนื่อยล้าแต่อย่างใด
หากแต่มันยังคอยเป็นกำลังใจให้ผมได้มีความรู้สึกดีดีมีคุณค่ามีแรงพลังต่อสู้ชีวิตและจะสร้างสรรค์สิ่งดีดีอย่างนี้ตลอดไป...
คนเราทุกคนล้วนมีความใฝ่ฝันบรรจุอยู่ในอาณาจักรแห่งดวงวิญญาณของตน ความใฝ่ฝันเหล่านั้นล้วนมีรูปทรงและสีสันต่างๆ กัน ต่างขนาด ต่างชนิด อาจใหญ่หรือเล็ก อาจงดงามหรือสามัญ อาจเหี่ยวแห้ง อับเฉา ถูกหลงลืมไปแล้ว หรือยังคงมีชีวิตชีวา เคลื่อนไหวอยู่ในความรู้สึก ทว่าก็ล้วนเป็นความใฝ่ฝันซึ่งยังคงซุกซ่อนหรือดำรงอยู่ ณ ซอกมุมใดมุมหนึ่งในอาณาจักรใจ
อาจอยู่ในที่เปิดเผยหรือซ่อนเร้น อาจยังคงส่องประกายจำรัสหล่อเลี้ยงชีวิตไว้ภายใต้เปลือกอันแข็งแกร่งของมัน ทรหดอดทนเหมือนดังเมล็ดพันธุ์ซึ่งอาจงอกขึ้นเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม อาจถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นอีกครั้งด้วยความทรงจำและแรงถวิลหา และกระทำให้เติบโตงอกงามขึ้นด้วยเจตจำนงอันมุ่งมั่น ซึ่งจะทำให้คนเราประจักษ์แจ้งขึ้นแก่ใจอีกครั้งหนึ่งว่าความใฝ่ฝันเหล่านั้นคือสมบัติอันเก่าแก่ของตน ซึ่งจะประทานความหมายให้แก่การมีชีวิตอยู่ตราบชั่วนิจนิรันดร์
บ า ง ค รั้ ง
ผมก็เคยสงสัยว่าทำไม
คนเราจึงมีชีวิตอยู่
อยู่เพื่ออะไร และเพื่อใคร
ท้ า ย ที่ สุ ด
ผมจึงตระหนักว่าสิ่งที่เราได้ทำ
ไม่ใช่การอยู่เพื่อคิดว่าเราเกิดมาทำไม
แต่ความหมายง่ายง่ายมีอยู่ว่า
เราเลือกที่จะทำอะไรบ้าง
ที่คุ้มค่าพอกับการเกิดมามีชีวิต
ดีใจที่ได้มาอ่านบันทึกของคุณปิติสุขอีกครั้งนะครับ
บันทึกฟอนท์ ติดกันเป็นพรึดไปหน่อยครับ ลองปรับให้อ่านง่ายกว่านี้ดีไหมครับ
div#content2 {
font-size: 11.5pt;
หรือ โค้ด อันนี้
div#content2 {font-family: Tahoma; font-size: 130%;}
ใช้โค้ดนี้ใส่ลงตรงที่ ตกแต่งหน้า blog ช่อง "แก้ไข CSS ที่แต่งมาเอง" ครับ