. . . ในระหว่างนั้นเราก็เข้าไป search ในเน็ตเกี่ยวกับบริษัทฯ นี้ พบว่ามีทั้งที่ชมและที่ด่า สารพัดเลย ทำให้เกิดความเครียดพอสมควร . . .

         ตอนแรกผมและภรรยาตั้งใจว่าจะไปอินเดีย (ไปสังเวชนียสถาน) เพราะเห็นว่ามีวันหยุดต่อเนื่องช่วงสองสัปดาห์แรกของเดือนเมษา แต่แล้วก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ตั้งใจ เพราะลองซาวด์เสียงดูแล้วไม่มีใครอยากจะไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ หรือลูกๆ เพราะทุกคนต่างบอกว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่อินเดียร้อนมากๆ ก็เลยต้องเปลี่ยนแผนใหม่ พอดีได้ไปงานส่งเสริมการท่องเที่ยวซึ่งจัดขึ้นที่จัดที่ศูนย์สิริกิติ์ฯ ช่วงเดือนมีนา ไปได้รายการทัวร์ที่น่าสนใจมาหลายรายการ ลูกชายคนเล็กเห็นแล้วต้องการจะไปเกาหลี ก็เลยโอเค ถือว่าตามใจลูก ส่วนโปรแกรมที่พ่อแม่อยากไปก็ได้แก่ กุ้ยหลิน ภูฐาน  เนปาล ฯลฯ เมื่อดูรายการเนปาลแล้วฟิตกับเวลาที่มีอยู่พอดี ก็เลยสรุปว่าจะไปเนปาลหลังจากที่กลับมาจากเกาหลีแล้ว ตัดสินใจเสร็จก็จองทัวร์ในงานนั้นทันทีเพราะมีส่วนลดพิเศษ (ซึ่งภรรยาผมไม่ยอมพลาดเรื่อง ลด แลก แจก แถม อยู่แล้ว)

สำหรับรายละเอียดภรรยาผมรับอาสาจะถ่ายทอดให้ท่านฟัง ตอนแรกนึกว่าจะแค่สั้นๆ เพียงตอนเดียว แต่เอาเข้าจริงๆ ค่อนข้างยาว ผมจึงต้องซอยย่อยเป็นหลายตอน ดังต่อไปนี้ครับ . .

ตอนที่ 1

          ในตอนนั้นจองทัวร์เกาหลีก่อน จ่ายเงินไปเกือบทั้งหมด เพราะอยากไปรายการนี้มากๆ เนื่องจากเป็นโปรแกรมที่ออกเดินทางช่วงเช้า ในขณะที่โปรแกรมอื่นออกเดินทางช่วงกลางคืน ส่วนทัวร์เนปาลนั้นมาตัดสินใจจองในภายหลัง แต่กลับกลายเป็นว่าประทับใจการทำงานของบริษัททัวร์เนปาลมากกว่า เพราะในตอนนั้นบอกเขาว่าต้องขอวีซ่าเนปาลให้เรียบร้อยก่อนที่จะไปเกาหลี หากรอทำตามกำหนดการของบริษัทฯ เกรงว่าจะตรงกับช่วงที่พวกเราไม่อยู่ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากบริษัททัวร์ (คุณสมปอง) เป็นอย่างดี จัดการเรื่องวีซ่าให้เรียบร้อยทั้งๆ ที่เงินก็จ่ายไปแค่ที่เป็นเงินมัดจำเท่านั้น

         แต่ครั้นเมื่อใกล้จะถึงเวลาเดินทางไปเกาหลี เริ่มสงสัยว่าทำไมบริษัททัวร์เกาหลีไม่ติดต่อมาเลย ทั้งๆ ที่ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องจ่ายเงินส่วนที่เหลือ (ค่าภาษีน้ำมันและค่าสนามบินฯ) แล้ว แต่กลับไม่ได้การติดต่อจากบริษัทฯ เลย ในที่สุดต้องเป็นฝ่ายโทรไปคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ซื้อทัวร์ด้วย (คุณวีณา) ซึ่งครั้งแรกเธอก็พูดว่าทุกอย่างโอเค แต่พอซักไปซักมาก็พอจับใจความได้ว่า โปรแกรมที่เราเลือกนั้นมีแค่เก้าคนเท่านั้นที่จองมา เธอกำลังหาทางขายทัวร์นี้อยู่ ยังพอมีเวลาฯ ไม่ต้องเป็นห่วง ได้ไปแน่ๆ . . . แต่จะไม่ให้เราเป็นห่วงได้อย่างไรเพราะเงินก็จ่ายไปเกือบทั้งหมดแล้ว . . . พูดไปพูดมาทำท่าว่าจะยัดเยียดให้ไปคณะที่เดินทางช่วงกลางคืน . . . จึงนำเรื่องนี้มาเกริ่นกับสมาชิกในครอบครัวว่าอาจจะต้องเปลี่ยนการเดินทางเป็นช่วงกลางคืนแทนช่วงเช้า เกิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา เพราะว่าลูกชายคนโตเริ่มโวยวายว่า ไม่แฟร์ เราที่เป็นแม่ต้องกลายเป็นแม่มดบ้าง นางยักษ์บ้าง บางครั้งก็เป็นนางฟ้า ทั้งกับคุณวีณาและลูกชาย พยายามหาทางออกให้กับทุกฝ่ายเพราะใกล้วันเดินทางแล้วต้องรีบตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไร ในที่สุดก็เกลี่ยกล่อมทุกคนในบ้านว่าถ้าต้องการจะไป คงต้องตัดสินใจไปกับคณะที่เดินทางกลางคืนแล้วล่ะ

         แต่เมื่อบอกการตัดสินใจไปแล้ว บริษัททัวร์ก็ยังไม่รับปากรับคำว่าจะมีที่ให้พวกเราหรือเปล่า (เนื่องจากตั๋วขากลับยังไม่ confirm) . . . ในระหว่างนั้นเราก็เข้าไป search ในเน็ตเกี่ยวกับบริษัทฯนี้ พบว่ามีทั้งที่ชมและที่ด่า สารพัดเลย ทำให้เกิดความเครียดพอสมควร ระหว่างนั้นโทรคุยกับคุณวีณาตลอดเวลา เธอก็น่ารัก ใจเย็นมาก บอกว่าได้ไปแน่ๆ กำลังเร่งอยู่ จนเราต้องยื่นคำขาดว่าก่อนการเดินทางห้าวันเราต้องคำตอบที่แน่นอน ไม่เช่นนั้นจะขอเงินคืนทั้งหมด สุดท้ายคุณวีณาได้โทรมาว่าได้ตั๋วเที่ยวขากลับแล้ว นัดจ่ายเงินส่วนที่เหลือ ซึ่งเราก็ถือโอกาสบุกไปถึงบริษัทฯ เลย เพื่อไปดูให้เห็นกับตาว่าบริษัทฯ น่าเชื่อถือแค่ไหน . .  ทำให้ได้รู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงสายการบินจากเอเซียน่า (OZ) มาเป็นเกาหลีแอร์ไลน์ (KE) ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าใครเป็นหัวหน้าทัวร์ด้วยซ้ำไป

ที่เหลือโปรดติดตามตอนต่อไปครับ