หลังอาหารเย็นของวันที่ ๓ เม.ย. ๕๒ ศ. ดร. ปรีดา วิบูลย์สวัสดิ์ ประธานคณะกรรมการนโยบาย สกว. นัดสหายรุ่นน้อง ๔ คนไปคุย    ได้แก่ ศ. ดร. นักสิทธ์ คูวัฒนาชัย, ศ. ดร. วิชัย ริ้วตระกูล, ศ. ดร. สวัสดิ์ ตันตระรัตน์, ผศ. วุฒิพงศ์ เตชะดำรงสิน  และผม    ไปคุยเรื่องสำคัญๆ ของบ้านเมืองเกี่ยวกับอุดมศึกษา


          เรื่องแรกคือ AIT ที่กำลังเดือดร้อนเรื่องการเงินและการจัดการ    ที่จริงเป็นวิกฤต identity ที่เป็นมหาวิทยาลัยด้านบัณฑิตศึกษาเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว    ที่บัณฑิตศึกษาของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคยังไม่เกิด    เวลานี้บัณฑิตศึกษาของไทยก้าวหน้าไปมากมาย   เรากำลังนั่งคุยกันในท่ามกลางการประชุมวิชาการประจำปีของ คปก.    ที่อาจอวดได้ว่าเป็นโครงการบัณฑิตศึกษาที่ดีที่สุดโครงการหนึ่งของภูมิภาค    แต่ AIT ปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงนี้  


          ผมเพิ่งเข้าใจ ว่าทำไม AIT ไม่ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก    เพราะเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติ    ไม่มีสัญชาติให้สังกัด  ผู้จัด ranking ไม่รู้จะจัดไว้ในประเทศไหน  


          คณะที่นั่งคุย ให้ความรู้แก่ผมว่า สำนักจัด university ranking ที่แม่นยำที่สุดคือ Shanghai Jiao Tong   ไม่ใช่ Times QS   เรื่องการจัดลำดับมหาวิทยาลัยนี้ มีเรื่องถกเถียงกันได้มาก   แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีการจัดลำดับของสำนักไหน มหาวิทยาลัย Harvard ก็เป็นอันดับ ๑ เหมือนกันหมด   และภายใต้ Shanghai Jiao Tong ไม่มีมหาวิทยาลัยไทยติด ๕๐๐ ตำแหน่งแรกเลย   ผมมองว่าเรื่องการจัดอันดับมหาวิทยาลัยนี้ เราควรใช้สำหรับปรับปรุงตัวเอง    ไม่ใช่เอาไว้อ้างว่าตนเองเก่ง    ควรสนใจเกณฑ์ของการให้คะแนนมากกว่าลำดับที่ของมหาวิทยาลัย


         เรื่องที่ ๒ คือเรื่อง regulator หรือหน่วยงานกำหนดมาตรฐานคุณภาพ หรือกำหนดกฎเกณฑ์กติกาต่างๆ   เราคุยกันว่ากรรมการ/เจ้าหน้าที่ ของหน่วยงานเหล่านี้สวมวิญญาณผิด   คือสวมวิญญาณของ “ผู้รู้”  ทั้งๆ ที่ไม่รู้จริงหรือไม่รู้เลย   แต่เมื่อมานั่งตรงนั้น วิญญาณของผู้รู้ก็เข้าสิง 


          เราเห็นพ้องกันว่า วิธีควบคุมคุณภาพที่ต้นทาง คือกำหนดมาตรฐานของหลักสูตรเป็นเอกสารหรือประกาศ ได้ผลน้อยมาก    จำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมมาตรฐานคุณภาพที่ปลายทาง หรือ output    ซึ่งนี่คือวิธีการทำวิจัยเชิงระบบ และนำผลออกสื่อสารแลกเปลี่ยนกับสังคมวงกว้าง    หมายเหตุ ณ วันที่ ๒๓ เม.ย. ๕๒ นี่คือโอกาสที่ TQF/NQF จะเข้ามาทำคุณประโยชน์แก่อุดมศึกษาไทย  


           ที่บ่นกฎเกณฑ์กติกากันมากคือ “การกำหนดให้ทุกคนสวมรองเท้าเบอร์เดียวกันหมด”    เช่นกำหนดให้อาจารย์ที่ปรึกษาปริญญาเอกมี นศ. ไม่เกิน ๕ คน    ทั้งๆ ที่อาจารย์ที่ปรึกษาเก่งต่างกันมากมาย    และอาจารย์ที่มีทีมวิจัยดีๆ มีโครงการวิจัยขนาดใหญ่ จะจัดระบบให้เกิด team learning ในกลุ่ม นศ.    รวมทั้งระบบพี่สอนน้อง 


          เรื่องที่ ๓ ระบบ University Systems ที่มี UC Systems เป็นตัวอย่างที่ดี    ฝรั่งเศสก็มี University of Paris Systems    มหาวิทยาลัยไทยน่าจะศึกษาระบบ และนำมาปรับใช้สร้างความเข้มแข็งทางวิชาการและการจัดการ    มอ. และ มหิดล น่าจะมีสถานภาพเป็น univ systems อยู่ในระดับหนึ่งแล้ว

 
           เรื่องที่ ๔  บทบาทขององค์กรวิชาชีพต่อการกำหนดมาตรฐานหลักสูตร    ศ. ปรีดาบ่น กว. มานานหลายปี    บทบาทนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย   ข้อเสียที่เราคุยกันคือทำให้หลักสูตรขาดความแตกต่างหลากหลาย    และอาจ conservative เกินไป ขาดความทันสมัย    ผมมองว่าน่าจะมีบางสถาบันผลิตบัณฑิตโดยประกาศให้ผู้เข้าเรียนเลยว่าหลักสูตรไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ ไม่ได้ใบรับรองวิชาชีพ แต่จะมีข้อดีกว่าหลักสูตรที่ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพอย่างไรบ้าง    คือผมชอบให้มีการท้าทายมาตรฐานวิชาชีพ 

 

 
วิจารณ์ พานิช
๔ เม.ย. ๕๒