ให้เราใส่ใจกับ แนวคิดแนวการทำงานที่แตกต่าง แล้วเอามาคุยกัน ความคิดใดที่เป็นไปได้หรือไม่ได้ เพราะท่านว่า ภารกิจหลายภารกิจที่สำเร็จลุล่วงได้ดี เพราะแนวความคิดที่แตกต่างนั่นแหละ

       เมื่อวานนี้  (  22เมษายน 2552 )  ผู้เขียนได้มีโอกาสตามขบวนเสด็จ   สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ   สยามกุฏราชกุมาร   ซึ่งเสด็จพร้อมด้วย  พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์พระวรชายาฯ  และพระเจ้าหลานเธอ  พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ  เนื่องในวโรกาสทรงพระราชทานปริญญาบัตรแก่นักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคเหนือ  ณ. มหาวิทยาลัยราชภัฏ  เชียงใหม่  วิทยาเขตแม่ริม   ตามดูภาพเท่าที่ผู้เขียนถ่ายไว้เพียงเล็กน้อย  เนื่องจากไม่สามารถออกเดินไปถ่ายได้ตามใจชอบ  เพราะต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ

 รถพยาบาลเตรียมพร้อมอยู่ท้ายขบวน

รถตำรวจคุ้มกันหน่วย S.W.A.T. (SWAT: Special Weapon And Tactics) อยู่หน้ารถพยาบาล

ถ่ายจากในรถ

ส่งเสด็จกลับโดยเครื่องบินพระที่นั่ง  (ทรงขับเอง)

คร้าบผม         คร้าบผม         คร้าบผม         คร้าบผม

 

         ในระหว่างรอเข้าตามขบวนเสด็จ    ได้มีโอกาสพูดคุยกับนายทหารและตำรวจชั้นผู้ใหญ่หลายท่าน ในห้องรับรอง  ทำให้รู้สึกประทับใจกับแนวคิดของแต่ละท่าน   โดยเฉพาะ  ท่าน พล.ต.ท. กมล  โพธิยศ   ซึ่งท่านดำรงตำแหน่ง     รองผู้บัญชาการตำรวจภาค 5  (ดุแล 8 จังหวัดภาคเหนือ )  ท่านเล่าว่าเวลาทำงานกับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาทุกระดับ  โดยเฉพาะชั้นผู้น้อย   เราต้องฟังเขาให้มาก  และฟังให้จบ   เพราะในปัญหาเรื่องเดียวกันแต่ละคนมีแนวคิดในการแก้ที่ไม่เหมือนกัน  เราควรฟังแล้วเก็บประเด็นเหล่านั้นมาทบทวน  ว่ามีอะไรที่เหมือนๆกัน  มีอะไรที่แตกต่างไป   ให้เราใส่ใจกับ  แนวคิดแนวการทำงานที่แตกต่าง   แล้วเอามาคุยกัน  ความคิดใดที่เป็นไปได้หรือไม่ได้   เพราะท่านว่า ภารกิจหลายภารกิจที่สำเร็จลุล่วงได้ดี  เพราะแนวความคิดที่แตกต่างนั่นแหละ  

        ผู้เขียนนั่งทบทวนความคิดที่ท่านรองฯพูด  แสดงว่าท่านนำกระบวนการ KM มาใช้ในการทำงานนานแล้ว     โดยที่ท่านเองก็ไม่ทราบ  ซึ่งท่านบอกว่าทุกปัญหามีทางออก  มีทางแก้เสมอ  ขออย่าท้อถอย...

 

พล.ต.ท. กมล  โพธิยศ รองผู้บังคับบัญชาการตำรวจภาค 5

      คร้าบผม          

 

      แต่ยังมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ท่านรองฯยังติดค้างและหาคำตอบให้ผู้เขียนไม่ได้นั่นคือ   ผู้เขียนได้สังเกตดูดาวระยิบระยับบนบ่าของท่านทั้งหลาย  ก็ให้แปลกใจ   และถามท่านไปว่า..."ทำไมดาวบนบ่าทหารเป็น 5 แฉก  แต่ดาวบนบ่าตำรวจเป็น 8  แฉกคะ ( ความจริงอยากถามต่อ แล้ว..ทำไมดาวของทหารเป็นสีทอง   แต่ตำรวจเป็นสีเงิน... แต่เกรงใจ )  "    ท่านเงียบ !   ผู้เขียนก็ยังไม่ได้คำตอบ   แต่ท่านรับปากว่าจะหามาให้   ท่านผู้อ่านท่านใดที่ทราบหรือเกี่ยวพันกับคนมีดาวบนบ่า  จะช่วยตอบข้อกังขาให้ก็ได้นะคะ      หรือ ท่านผู้กำกับชาญเดช   จะช่วยก็ยิ๋นดีจั๊ดนักเจ้า  อิอิ...

ขอบพระคุณเจ้าค่ะ  เอ๊ย..ครับผม

.........................

ได้คำตอบแล้วจ้า..ร้อนๆ  อ่านเอาเอง 

P
37. พ.ต.อ.ชาญเดช
เมื่อ ศ. 24 เม.ย. 2552 @ 21:44
1257643 [ลบ] [แจ้งลบ]

อันว่า  "ทิศ"   นั้น   มี   ทั้งแปด

อันชื่อว่า  "ตำรวจ"  ต้องรับใช้ประชาชน

ดังนั้น  "ตำรวจ"  ต้องบริการประชาชนทั้ง  8  ทิศ

            โรงเรียนนายร้อยตำรวจเรียน  4  ปี  8  เทอม  จะได้ดาว  8  แฉก

ครับ  ความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ที่แบกไว้ด้วยบ่าทั้งสองข้าง

       ก็จงเทิดทูนอย่างสูงสุดอย่าให้ต้องหล่นมาเปื้อนเศษธุลีดินเลย

ดาว  5  แฉก  เป็นการผลึกกำลังต่าง ๆ ทั้ง  5  ฝ่าย  ทหารบก   ทหารเรือ   ทหารอากาศ   ตำรวจ   และพลเรือน

ตำรวจเป็นมิตร  ใกล้ชิดประชาชน

....ขอบพระคุณเจ้าค่ะ....