ทำลาย “วรรณะทางความรู้ (Knowledge Complexion)” แล้วสร้าง “อิสระทางความรู้ (Knowledge liberation)”

ในเมืองไทยมีผู้รู้ ในโลกนี้มีผู้รู้ แต่เมื่อถึงเวลาที่จะทำ “ผู้รู้ไม่ได้ทำ แต่ผู้ที่ทำไม่ได้รู้” หรือรู้แต่รู้ไม่เพียงพอ
เมื่อรู้ทำไม่รู้ หรือรู้ไม่เพียงพอแล้วอยากรู้ ขวนขวายหาความรู้ ก็หาความรู้ได้บ้าง หาไม่ได้บ้าง เพราะว่าไม่รู้ว่าผู้รู้อยู่ที่ไหน...?

“ผู้รู้จริงมักไม่พูด ผู้ที่พูดมักไม่รู้...!”
เป็นภาษิตแห่งในสังคมฐานความรู้ (Knowledge base society) ที่ผ่านมาจนถึงเวลา ณ ปัจจุบัน

เราอยากให้ผู้รู้เชื่อมต่อกับผู้อยากรู้ใช่ไหม...?
เราอยากให้ผู้อยากรู้ได้ความรู้ ณ เวลาที่เขาต้องการใช่ไหม...?

ความรู้ที่ระเบิดออกมา (Knowledge Explosion) ในทุกวันนี้ ส่วนใหญ่แล้วเป็น “ความรู้จินตนาการ (Knowledge Imagination) มากกว่าความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge)

“ผู้รู้ไม่เขียน ผู้เขียนไม่รู้...”
เพราะผู้รู้มัวแต่ง่วนทำงาน ทดลอง วิจัยในชีวิต ด้วยชีวิต
ผู้เขียนก็มัวแต่เขียน ง่วนในการเขียน จึงต้อง “เขียนทั้งชีวิต...”

ปัญหานี้ เราจะนำคนรู้มาเขียนก็ไม่ไหว
ใครล่ะจะเอาเวลามานั่งเขียน นั่งเรียบเรียง หรือถ้ามีก็มีน้อยมาก น้อยจนไม่พอเพียง ไม่เพียงพอที่จะบอก ไม่เพียงพอต่อปัญหา ไม่เพียงพอต่อความอยากรู้ เพราะปัญหาและความอยากรู้ก็แปรเปลี่ยนไปตามสภาพสังคมที่ศิวิไลซ์ ปัญหาต่าง ๆ ก็พัฒนาไป พัฒนาตาม

ความรู้ที่มากก็มากเกิน ความรู้ที่น้อยก็น้อยเกิน
ความรู้ที่มาก คือ ความรู้ที่ถ่ายทอดออกมาเพื่อหาประโยชน์ หารายได้เข้าสู่ตน อันนี้มีมากและมากเกิน
ความรู้ที่น้อย คือ ความรู้ที่ให้ด้วยหัวใจที่เสียสละ ให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เป็นความรู้ที่ไร้พิษ ขาดภัย อันนี้มีน้อยและน้อยเกิน

งานทุกงาน ปัญหาทุกอย่าง ประสบการณ์ทุกวินาทีมีค่า
ถ้าคิดจะเป็นนักปฏิบัติและนักเขียนในตัวคนเดียวกันนั้นหนักมาก “ต้องเสียสละมาก” ต้องสละเวลาในชีวิตมาก ต้องเสียสละเวลาของครอบครัวมาก...

ครอบครัวเป็นฐานของชีวิต ของจิตใจ
ครอบครัวเป็นงานหลัก เป็นหน้าที่หลัก งานเขียนเป็นหน้าที่รอง หน้าที่รอง...

งาน + ครอบครัว + ภาระส่วนตัว = เวลาทั้งชีวิต
ถ้าหากจะเขียน ต้องเจียดเวลางาน เจียดเวลาของครอบครัว เจียดเวลาในการทำภาระส่วนตัว เจียดได้ก็เขียนได้...

สำหรับปัญหานี้วิธีแก้ไขที่ดีที่สุด คนส่วนใหญ่คิดว่าคือ การสกัดความรู้หรือที่บ้านเรามักเรียกว่า “การวิจัย...”
หลักการหรือแนวคิดนี้ดี แต่มีปัญหาหรือข้อเสียอยู่ตรงนี้ “การปฏิบัติ…”

ซึ่งปัญหาหลักอันเป็นปัญหาใหญ่นั้นอยู่ที่ “ผู้ทำ” หรือที่เรียกว่า “ผู้วิจัย”
ผู้วิจัยหรือนักวิจัยนั้นมักจะเป็นนักนักวิชาการ เป็นอาจารย์ เป็นข้าราชการ
นักวิจัยที่มีอาชีพหลักดังที่กล่าวนี้มักจะเข้าไปทำงานวิจัย โดยหลักการคือเข้าไปเก็บข้อมูลของผู้รู้ทั้งหลาย “ผู้รู้ที่ไม่มีเวลาเขียน” หรือ “ผู้รู้ที่ไม่ถนัดเขียน...”
เข้าไปเพื่อถอดความรู้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ตามความรู้ที่ตัวเองมี เขียนออกมาตามความเชี่ยวชาญตามสายงานที่ตนเองทำ

แต่ทว่า... นักวิจัยทั้งหลายมักจะมีคุณสมบัติหนึ่งที่เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งสำหรับการวิจัยคือ “เป็นผู้ที่เรียนจบสูง”

การเรียนจบสูงนี้เป็นปัญหาหลัก เป็นปัญหาใหญ่...!
เพราะคนเรียนสูง อัตตา ตัวตนก็สูงตามไปด้วย
ปัญหาของคนเรียนสูง มักคิดว่า ตนเองนั้นเก่ง ตนเองนั้นมีความรู้ ตนเองนั้นหรูกว่าผู้ที่จะเข้าไปเก็บ ไปสัมภาษณ์เพื่อเอาข้อมูล

คนเรียนสูงมักเป็นคนฟังไม่เป็น “การเก็บข้อมูลก็เลยกลายเป็นการสอนคนที่ให้ข้อมูล”
การเรียนสูงนั้น ทำให้จิตใจของนักวิจัยมัก “ดูถูกความรู้ของผู้ปฏิบัติ”
การดูถูกความรู้ของไม่ได้เรียนหรือผู้ปฏิบัตินั้น เป็นปัญหาตัวฉกาจของวงการวิชาการไทยที่ “ไม่พัฒนา...”

การเข้าไปเก็บข้อมูล เพื่อนำความรู้มาบอก มาเชื่อมต่อกับผู้ที่อยากรู้ ต้องการความรู้ จึงกลายเป็น “การเหยียบความรู้” และ “การเหยียบภูมิปัญญาความรู้ของผู้ปฏิบัติ...”

นำความรู้จากไปตำรา ไปเหยียบย่ำความรู้ของผู้ทดลอง

นำความรู้ของตัวเองไปบอกเขา พอเขาไม่รู้ ก็มักบอก มักออกมาสรุป มักออกมารายงานว่า ชุมชน ไม่รู้ ชุมชนนี้มีปัญหา ชุมชนนี้ต้อง “พึ่งพาความรู้...”
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุ เป็นหนึ่งในที่มาของแนวคิดที่ว่า “สังคมนี้มีความเหลื่อมล้ำทางความรู้...”

นักวิจัยมักเป็นคนพูดเก่งแต่ฟังไม่ค่อยเป็น...
แต่ถ้าหากเราคิดและตระหนักไว้เสมอว่า “เรามีหน้าที่ฟังก็ฟังไป” มีหน้าที่เก็บข้อมูล มีหน้าที่สกัดความรู้ที่ฝังลึก อยู่ในคนละแต่ละคนก็ทำไป เก็บเสร็จแล้วมีหน้าที่เขียนก็เขียนไป
เราใช้ความรู้ทำหน้าที่ของเรา เขาให้ความรู้ตามหน้าที่ของเขาอย่างนี้ก็ไม่มีปัญหา “ความเหลื่อมล้ำทางความรู้ก็ไม่มี...”

คนเราแต่ละคนมีความรู้ คนเราแต่ละคนมีความเชี่ยวชาญ แต่ทำไมเล่าเราถึงคิดว่า คนที่ไม่รู้ความรู้ในด้านที่เรารู้ “เป็นคนที่ไม่รู้” เป็นคนมีปัญหา เป็นคนที่จำเป็นจักต้องพึ่งพา “ผู้รู้...”

ปัญหาสำคัญของการเหลื่อมล้ำทางความรู้นั้นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าด้วย “เราคิดว่าเขาไม่รู้” และที่สำคัญที่สุดคือ “เขาควรจะรู้ให้เหมือนเรา...”

คนเราทุกวันนี้ยุ่งเพราะความรู้ “รู้ดีก็ยุ่ง รู้ไม่ดีก็ยิ่งยุ่ง...”
รู้มากยุ่งมาก รู้น้อยก็มีคนคอยบอกเราว่าการรู้น้อยนั้น “เป็นปัญหา...”

การแก้ปัญหานี้จึงต้องแก้ด้วยการไม่คิดว่า “เรารู้มากกว่าเขา” และ “เขาควรจะรู้ให้เหมือนเรา...”

เรารู้ดีพอแล้วเหรอที่จะให้เขามาเดินตามความรู้ของเรา
เรามีแรง มีกำลังพอแล้วเหรอที่จะแบกรับเขาให้เป็นภาระในชีวิตเรา...

ทำลาย “วรรณะทางความรู้ (Knowledge Complexion)” แล้วสร้าง “อิสระทางความรู้ (Knowledge liberation)”

ให้คนแต่ละคนตระหนักรู้ถึง “อิสระทางความรู้” ของตน
ภูมิใจในสิ่งที่ตนรู้ ภูมิใจในความรู้ที่ตนมี ภูมิใจในความแตกต่างที่เราไม่คิดว่า “แตกแยก...”

 “ถ้าคุณจะรู้เรื่องอะไร ก็ขอให้รู้เรื่องนั้นให้ถึงที่สุด...”
รู้อะไรก็ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล...
รู้ก็รู้ให้จริง เล่นก็เล่นให้จริง

ให้เขาเดินตามสายทางความรู้ของเขา โดยมี “ศีล” เป็นเครื่องกั้นอันอยู่ตรงที่ขอบถนน

ใช้ “ศีล” เป็นกฎหมาย ใช้ศีลเป็นกฎจราจร
ใช้ “สติ” เป็นตัวขับเคลื่อนชีวิตที่จะเดินทางไปตามเส้นทางแห่งความรู้ที่เขาเลือก ที่เขาภูมิใจอย่าง “อิสระ...”

ถ้าเป็นเช่นนี้...
แม้นถนนแห่งความรู้จะมีหลากหลาย ต่ถนนทุกสายจะมุ่งตรงไปที่ตัว “ปัญญา”
ปัญญาที่แน่วแน่ มั่นคง และซื่อตรงต่อ “ศานติสุข” ของตนเองและส่วนรวม

หากเราทั้งหลายเดินตามถนนของตน แต่ละคนก็เดินตามถนนของเขา
ชีวิตนี้ย่อมสดใส สังคมนี้ย่อมศิวิไลซ์ ด้วยเพราะไม่มีจิตใจดวงไหนที่ “เหลื่อมล้ำ...”