ขอนำบทความที่ citrus เขียนลงวารสารพนักงานในคอลัมน์ iDEA Time มาแบ่งปันค่ะ
ที่นำ story telling มาใช้เพราะได้รับคำแนะนำจากบริษัทที่ปรึกษา ให้นำมาช่วยปลูกฝังค่านิยมผ่านเรื่องเล่าที่เป็นประสบการณ์การทำงานของรุ่นพี่ citrus ก็เลยยึดอำนาจเพราะดูทั้งสองโครงการ จับมันมาไว้ด้วยกันซะเลย
ผลที่ได้รับจากการไปสังเกตการณ์ เรื่องเล่าของพี่ๆ ที่เล่าออกมาจากใจ ช่างมีพลังดึงดูดน้องๆ ให้ฟัง และอยากรู้เพิ่มเติม พร้อมแลกเปลี่ยนความเห็น แต่จะให้น้องฟังเพลินๆ ก็ไม่ได้ ต้องขอให้ capture knowledge & reflection จึงจะครบสูตร ยอมรับว่าบางหน่วยงานทำได้ดีมาก บางหน่วยงานต้องค่อยๆ ปรับกันไป
พี่เล่าเรื่อง-น้องเรียนรู้ (Story Telling)
ปีนี้กิจกรรม iDEA Time ของ SCG Chemicals มีความแตกต่างหลากหลายตามสไตล์ชีวิตและการทำงานของผู้ปฏิบัติงานแต่ละพื้นที่ สำหรับบางซื่อ ทุกสัปดาห์ที่ 4 ของเดือน นอกจากการทำ monthly reflection แล้ว ยังขอเชิญพี่ๆ ระดับแผนกขึ้นไปมาช่วยแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัว หรือความรู้ให้กับน้องๆ ในหน่วยงานด้วย ซึ่งพี่ๆ บางท่านมีเรื่องเก็บในคลังสมองเกินบรรยาย แต่ยังขัดเขินจะเริ่มต้นอย่างไรดี ทำอย่างไรให้น้องเรียนรู้เรื่องเล่าของพี่อย่างเต็มที่
วิธีการเล่าเรื่อง จะช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในองค์กร ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในแวดวงการจัดการความรู้ นอกจากนั้นยังเป็นประโยชน์สำหรับหัวหน้านำมาใช้สอนงานลูกน้อง (coaching) ซึ่งจะช่วยให้สิ่งที่สอนนั้นน่าสนใจ และยังทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
เรามาทำความรู้จักกับ เทคนิคการเล่าเรื่อง หรือ story telling ว่าคืออะไรกันแน่ จะเหมือนกับพ่อแม่เล่านิทานให้ลูกฟังหรือเปล่านะ ที่ตอนท้ายต้องมีบทสรุปว่า นิทานเรื่องนี้ให้บทเรียนอะไรบ้าง
Story telling เป็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ตรงในการทำงาน โดยที่เรื่องเล่านั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวผู้เล่าเองจริงๆ เช่น เรื่องที่ภาคภูมิใจ หรืออาจเป็นประสบการณ์การแก้ปัญหา ฟันฝ่าวิกฤตในงาน ทั้งที่เคยทำสำเร็จ หรือเรื่องที่เป็นบทเรียนสอนใจ ทั้งนี้ก็เพื่อแบ่งปันความรู้ ถ่ายทอดค่านิยม วัฒนธรรม ก่อเกิดความร่วมแรงร่วมใจ กระตุ้นจูงใจให้ปฏิบัติตาม เรื่องเล่าที่ดีควรให้ข้อคิดแก่ผู้ฟัง และสร้างแรงบันดาลใจให้นำไปประยุกต์ใช้กับการทำงานหรือการใช้ชีวิตส่วนตัว
เมื่อเล่าจบ ผู้เล่าหรือ Facilitator ก็สามารถที่จะถามความคิดเห็นของผู้ฟังได้ว่ามีความคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง ซึ่งการทำเช่นนี้เป็นการสร้างความรู้สึกการมีส่วนร่วมได้เป็นอย่างดีและยังเป็นการแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกันอีกด้วย การทำ Story telling ภายในองค์กรอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ดีมากๆ เพราะจะทำให้หัวหน้ากับลูกน้องเข้าใจความคิด ความรู้สึกของกันและกันมากขึ้น เมื่อเกิดปัญหาก็สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วตรงประเด็น
ในช่วงเริ่มต้น ควรเล่าเรื่องที่ภาคภูมิใจก่อน จนทีมงานเกิดความไว้วางใจกันแล้ว จึงค่อยนำเรื่องที่อาจเคยล้มเหลวมาแบ่งปันเพื่อให้เกิดการเรียนรู้เป็นบทเรียนเชิงลึกต่อไป
เทคนิคการเล่าเรื่องมีอยู่มากมาย แต่ครั้งนี้ขอนำเสนอ STAR Model ซึ่งช่วยให้ผู้เล่าเรียบเรียงความคิด ปะติดปะต่อเรื่องราวให้กระชับ ได้ใจความสำคัญครบถ้วน เทคนิค STAR โดยทั่วไปจะนำมาใช้กับการสัมภาษณ์งานแบบ Behavior Based Interview ก็ได้เหมือนกัน มีรายละเอียดดังรูปด้านล่างนี้ค่ะ
ในการนำ Story Telling มาใช้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในองค์กร และได้ประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง ในช่วง iDEA Time ขอให้แนวทางดังนี้ค่ะ
ผู้เล่าเปิดประเด็นเล่าเรื่องคล้ายเล่าหนังที่เราไปดูมาให้คนอื่นฟังจนจบ แต่หากผู้เล่ามือใหม่ Facilitator สามารถช่วยตั้งคำถามเป็นระยะได้เพื่อดึงรายละเอียดของประสบการณ์ที่สำคัญออกมา ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเอง
ระหว่างการเล่า ผู้ฟังต้องฟังอย่างตั้งใจ จับประเด็น และซักถามเมื่อฟังจบเรื่องแล้ว
จากนั้น Facilitator ตั้งคำถามให้ผู้ฟังถอดบทเรียนจากการฟังว่า จับประเด็นสำคัญ หรือเรียนรู้อะไรบ้าง (What have you found?) ผู้ฟังมีความรู้สึกอย่างไร (How do you feel?) และ เกิดแรงบันดาลใจอยากจะนำข้อคิดที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในวันข้างหน้าอย่างไรบ้าง (What will you do?) โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนในทีมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างทั่วถึง และทำสรุปใจความสำคัญของเรื่องเล่าเอาไว้ พร้อมทั้งสิ่งที่ได้จากการถอดบทเรียน (Reflection) จากคำถาม 3 ข้อนี้
สำหรับเรื่องเล่าที่น่าจะ in trend ในปีนี้ ถ้าสะท้อนถึง “การยึดมั่นในอุดมการณ์ 4 และ เปิดใจ กล้าคิด พลิกวิกฤตเป็นโอกาส” ก็จะเป็นแนวทางในการเพิ่มขวัญและกำลังใจในการทำงานให้กับน้องๆ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ต้องฟื้นฟูได้เป็นอย่างดีค่ะ/
สวัสดีค่ะ
มาเรียนรู้ค่ะ
ขอบคุณมาก
เยี่ยมมากเลยค่ะขอนำไปใช้บ้างคงไมว่านะคะขอบคุณที่มาเเบ่งปันค่ะ
สวัสดีค่ะ ทั้งสามท่าน ที่เข้ามาชื่นชม
สำคัญกว่านั้นก็คือ ถ้าเป็นประโยชน์ ก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งค่ะ
สวัสดีค่ะ อ.แพนด้า
จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจแปล แต่บังเอิญว่า เป็นการปลุกกระแสให้พี่ๆ ลงมาแบ่งปันให้น้อง เหมือนเป็นการสอนแบบเนียนๆ แล้วเพิ่งมาสังเกตค่ะ ว่า คำว่าเล่าเรียนนั้น มักใช้กับนักเรียน ก็เลยนำมาเล่นคำ ตอนแรก จะใช้พี่เล่า น้องเรียน ฟังแล้วไม่ดี ดูแข็ง และเหมือนโรงเรียนไปหน่อย สุดท้าย เลยออกมาเป็นหัวข้ออย่างที่เห็นน่ะค่ะ
ขอบพระคุณสำหรับคำชมค่ะ (ยิ้มหน้าบานเลย อิอิ...)