แผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นรอบแรก วงเงิน 1.67 แสนล้านบาท

แผนกระตุ้น ศก.รอบแรกคืบแค่ 50%

"กอร์ปศักดิ์" ไม่หวั่นถูกเด้ง จี้ รมต.รับผิดชอบโครงการอืด

"กอร์ปศักดิ์" เผยแผนกระตุ้น ศก.รอบแรกคืบหน้าแค่ 50% จี้ รมต.เจ้ากระทรวงรับผิดชอบโครงการล่าช้า ห่วง "ต้นกล้าอาชีพ" ลั่นไม่หวั่นโดนเขี่ยพ้นเก้าอี้ ทีดีอาร์ไอชี้ ศก.โลกเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว คาดคลังได้อานิสงส์

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 18 เมษายนถึงการประเมินผลการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นรอบแรก วงเงิน 1.67 แสนล้านบาท ว่า
ยังไม่
สามารถระบุได้ชัดเจน เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการรวบรวมตัวเลข คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า น่าจะเรียบร้อย และจะเผยแพร่ข้อมูลรายละเอียดการดำเนินงานโครงการต่าง ๆ ภายใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้ผ่านทางเว็บไซต์ของรัฐบาล และจะปรับข้อมูลทุก 2 สัปดาห์ด้วย อย่างไรก็ดี ความคืบหน้าเบื้องต้นที่ได้รับรายงานขณะนี้ในส่วน 3 โครงการหลัก คือ โครงการแจกเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท โครงการต้นกล้าอาชีพ และโครงการชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงนั้น เริ่มเดินหน้า
ไปได้มาก

ในส่วนการจ่ายเช็คช่วยชาติ กระทรวงแรงงานแจ้งว่า ผู้ประกันตนได้แล้ว 50% จากทั้งหมด 8 ล้านกว่าคน ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการ สำหรับข้าราชการอีก 5.5 แสนราย วงเงิน 1 พันล้านบาทเศษ จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 21 เมษายนนี้เพื่อมอบอำนาจสำนักงบประมาณเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณส่วนนี้ ส่วนโครงการชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง จะเร่งรัดโครงการต่าง ๆ ที่ชุมชนเสนอเข้ามาโดยเร็ว หลังหยุดชะงักกว่า 1 สัปดาห์ เนื่องจากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง

นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวยอมรับว่า นอกเหนือจาก 3 โครงการดังกล่าวแล้ว โครงการอื่น ๆ ที่เหลือยังคงมีปัญหาอยู่ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงต่าง ๆ พบว่ายังไม่ได้เริ่มดำเนินการอะไรเลย ถือว่าล่าช้ามาก จำเป็นต้องเร่งรัดการดำเนินงานโดยเร็วที่สุด เพราะขณะนี้มีความคืบหน้าของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก เพียง 50% เท่านั้น จะนำปัญหานี้เสนอที่ประชุม ครม.รับทราบด้วย "งานโครงการก่อสร้างต่าง ๆ เป็นเรื่องที่เจ้ากระทรวงแต่ละแห่ง ต้องเป็นผู้รับผิดชอบเร่งรัดเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน - กรกฎาคมนี้ ผมจะเข้าไปยุ่งมากก็ไม่ได้ แต่หากทำไม่เสร็จถือว่าผิดวัตถุประสงค์โครงการ เจ้ากระทรวงต้องรับผิดชอบ เพราะตอนของบฯ อยากได้กันเยอะ ๆ แต่พอให้ไปแล้วแค่นี้ยังทำไม่เสร็จ แสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพไม่ดี"
นายกอร์ป
ศักดิ์กล่าว
 

ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกหนักใจโครงการใดมากที่สุด นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า น่าจะงานด้านการประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะโครงการต้นกล้าอาชีพ เนื่องจากเริ่มต้นโครงการไม่ดี ส่งผลให้คนคิดว่าโครงการนี้ไม่ดี แต่ขณะนี้เริ่มดีแล้ว คงจะต้องเพิ่มการประชาสัมพันธ์มากขึ้น ส่วนเรื่องเช็ค 2,000 บาท รัฐบาลยังเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะได้ผล โดยเฉพาะการกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศให้พยุงตัวอยู่ได้ช่วงเวลาหนึ่ง แต่ผลจากปัญหาความวุ่นวายในบ้านเมือง ทำให้กำลังซื้อหดหายมากกว่าเดิม จึงไม่แน่ใจว่าโครงการนี้จะกระตุ้นกำลังซื้อได้ขนาดไหน หลังจากนี้ จะเข้าไปประเมินผลอย่างเป็นทางการว่า มีประชาชนนำเช็คไปซื้อสินค้าประเภทใดมากที่สุด เช็คเปลี่ยนมือแค่ไหน

 นายกอร์ปศักดิ์กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวถูกกดดันให้ปรับออกออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไปก้าวก่ายการทำงานของพรรคร่วมรัฐบาลว่า ไม่มีปัญหาอะไรกับกระแสข่าวดังกล่าว เพราะไม่ได้ยึดตำแหน่ง แต่หากจะปรับออกจากตำแหน่งจริง ก็ต้องมีเหตุผลด้วยว่า ปรับออกเพราะอะไร ทำงานร่วมกับฝ่ายค้านไม่ได้ตรงไหน อย่างไร  "ผมไม่ได้กังวลกับกระแสข่าวที่ออกมา เพราะไม่ได้ยึดติดตำแหน่งอะไร จะปรับตำแหน่งหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่านนายกรัฐมนตรี เพราะท่านเป็นผู้ตั้งให้ผมเข้ามาทำงาน ถ้าจะปรับออกก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่าน ตอนนี้หน้าที่ผมมีเพียงอย่างเดียว คือ ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด" นายกอร์ปศักดิ์กล่าว

แหล่งข่าวจากพรรคร่วมรัฐบาลเปิดเผยว่า ในการพบปะกันระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
กับบรรดาแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่บ้านพักนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ เมื่อวันที่
17 เมษายนที่ผ่านมา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคภูมิใจไทยต่างวิจารณ์การทำหน้าที่ของนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ
ด้านเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง โดยตำหนิว่าทำงานร่วมกับทีมเศรษฐกิจคนอื่นไม่ได้เลย มีแต่ขัดขา แทรกแซง จนเกิดปัญหาวุ่นวายไปหมด นายบรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนาระบายปัญหาเรื่องการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งในการเสนอของบฯ ทุกครั้ง เรื่องจะค้างอยู่ที่ห้องรองนายกฯนานมาก เพราะทำตัวเป็น
"พ่อชุนละเอียด" มีการลงรายละเอียดมากเกินไป ทำให้หลายโครงการตกไป และงานหลายเรื่องก็ออกมาล่าช้า

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย วิจารณ์การทำหน้าที่แก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรหลายตัว อยากฝากนายกฯ ให้ช่วยดูแลไม่ให้เข้ามาก้าวก่ายงานของพรรคร่วมรัฐบาล
มากเกินไปด้วย แต่ไม่ถึงขั้นเสนอให้ปรับออกจาก ครม. เพราะแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้ส่งสัญญาณว่า
จะ
ปรับ ครม.ในช่วงนี้ นายอภิสิทธิ์บอกว่า "โอเค เดี๋ยวผมจะไปดูแลให้"

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงกรณี ครม.มีมติให้กระทรวงการคลังกู้เงินในประเทศเพิ่มอีก 9.4 หมื่นล้านบาทว่า จะทำให้เพดานการกู้ยืมเงินเต็มเพดาน
ที่กฎหมายกำหนด จากเดิมที่เกือบเต็มเพดานอยู่แล้ว แต่ต้องขึ้นกับจัดเก็บรายได้ด้วยว่าจะหายไปมากน้อยเพียงใด หากรายได้หายไปมาก ขณะที่รายจ่ายมีอยู่แล้ว ทำให้ให้แม้จะกู้ยืมเต็มเพดานแล้ว แต่ยังไม่พอ ต้องแก้ไขกฎหมาย
ซึ่งอาจจะยุ่งยาก  อย่างไรก็ตาม หากการจัดเก็บรายได้พลาดเป้าไม่มากนัก และไม่ต้องการแก้ไขกฎหมาย ก็ต้องรองบปี
2553 ในเดือนตุลาคมนี้  เพราะขณะนี้แม้ว่าปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศจะค่อนข้างยาก จากปัญหาทางการเมืองที่ยังมีความขัดแย้งอยู่ แต่ปัจจัยภายนอกเริ่มส่งสัญญาณที่ดีขึ้น หลายตัวดีกว่าที่คาด อาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยติดลบไม่มากเท่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ก็ได้  "การกู้เต็มเพดานเท่ากับสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูงสุดที่กฎหมายกำหนดที่สามารถบริหารจัดการได้ แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่การจัดเก็บรายได้มากกว่า ปีนี้ไม่ได้น่าห่วงนัก แม้จะกู้เต็มเพดานก็ตาม แต่ที่น่าห่วงคือหากเหตุการณ์ลากยาวไปอีก 2-3 ปี แล้วฐานะการคลังจะเป็นอย่างไร ขณะนี้หวังเพียงว่า จะไม่เป็นแบบนั้น เพราะเศรษฐกิจโลกเริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวขึ้นแล้วจะช่วยเราได้เยอะทีเดียว" นายสมชัยกล่าว

นายมนัส แจ่มเวหา รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ในฐานะทำหน้าที่บริหารเงินสดของรัฐบาล เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาเงินคงคลัง เพราะในการบริหารเงินสดนั้น หากมีความต้องการใช้เงินตามโครงการต่าง ๆ จะรายงานตัวเลขไปยังสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เพื่อทำหน้าที่หาเงินให้ด้วยการ
ออกตั๋ว
เงินคลัง ซึ่งเป็นการระดมเงินในตลาดเงินระยะสั้น ซึ่งไม่กระทบต่อการจ่ายเงินข้าราชการอยู่แล้ว 
 

นายพรชัย อยู่ประยงค์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกชะลอตัว พบว่า
มีแรงงานไทยในต่างประเทศถูกเลิกจ้างแล้ว
1,000 ราย จากแรงงานทั้งหมด 510,000 ราย ในจำนวนนี้มี 300 ราย
เป็นลูกจ้างในแถบตะวันออกกลาง และประสงค์จะเดินทางกลับประเทศ เนื่องจากกังวลว่าจะไม่มีงานทำ เนื่องจากประเทศในแถบดังกล่าวระงับโครงการก่อสร้าง ส่วนตัวเลขที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าแรงงานไทยในต่างแดนจะถูกเลิกจ้างกว่า
2 แสนรายในปีนี้ เป็นตัวเลขที่สูงเกินไป ในวันที่ 20 เมษายนนี้ จะประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อหามาตรการดูแลแรงงานที่อาจถูกเลิกจ้างเพิ่มเติม แรงงานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ภาคการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม

มติชนออนไลน์  18 เม.ย. 52  เดลินิวส์