กาลามสูตรกังขานิยฐาน (Communication Literacy)

 

อยากหัวเราะเป็นภาษาบาลี ทำไมนะหรือ เพราะว่าอ่านเรื่อง  กาลาสูตรกังขานิยฐาน แปลเป็นไทยก็คือ การรู้เท่าทันสื่อ

การรู้เท่าทันสื่อ ที่ว่านี้มีสอนกันตาม โรงเรียน และตามมหาวิทยาลัย แต่จะมีสักกี่คนที่สอนแล้วจะทำได้อย่างที่สอน

ก็ยกตัวอย่างเช่น ครูบาอาจารย์ที่สอนเรื่อง การรู้เท่าทันสื่อ หากหลงเข้ามาในโลกเสมือน นั่นคือหลงเข้าไปอ่าน Blog ของคนเขียน Blog บางคนที่ใช้ถ้อยคำละเมียดละไม และมีภาพลักษณ์ ที่สุดแสนจะ สุภลักษณ์ (สุภลักษณ์ เป็น นิเสธ ของ อัปลักษณ์)  แทนที่จะรู้เท่าทัน ว่านั่นคือ Promotion หรือการ Presentation ผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่ง ที่ยังไม่ควรปักใจเชื่อ แต่ก็ดันเชื่อ

ก็จะนำไปสู่การเป็น สาวก/สาวิกา (Fanclub) และนำไปสู่การพบปะ สังสันทน์ หรือนำไปสู่การดักเจอตัวจริง (เหมือน  Fanclub ดาราเกาหลี อย่างไรอย่างรั้น เอ้ย ยังงัยยังงั้น)  เช่นนี้จะไม่น่าหัวเราะ (เป็นภาษาบาลี) ได้อย่างไร เช่นนี้แล้ว ผู้ใหญ่ หรือ ผู้สูงวัย (สว.) ก็ไม่ควรที่จะเป็นกังวลแต่เฉพาะในหมู่ วัยสะรุ่น ที่โดนหลอกจากการ Chat กับ คนหน้าแปลก เอ้ย คนแปลกหน้า ที่ยังไม่รู้จัก หัวนอนปลายเท้า (ก็เลยต้องตามไปดูถึง ห้องนอน เพื่อดูว่า หัวนอนอยู่ทางไหน ปลายเท้าอยู่ทางไหน? ไม่หรอก คนโบราณมิได้ให้คำจำกัดความในสำนวน ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า ตื้นๆ อย่างนั้นจะหาได้เว่น(เว้น) เอ้ย จะเห็นได้ว่า ผู้ใหญ่ หรือ ผู้สูงวัย (สว.) เองก็มีสิทธิ์โดนหลอกจากการ อ่าน Blog เพราะเป็น โรคหลงๆ ลืมๆ (Alzheimer's disease หรือ AD) นั่นคือ หลงๆ ลืม ในสิ่งที่ตัวเองสอน ว่าด้วยเรื่อง กาลาสูตรกังขานิยฐาน  (Communication Literacy)

ทั้งหมดที่เขียนมาเป็นเรื่องของ ภาวะวิตกจริต ของผู้เขียนที่ยังไม่ถึงขั้น วิกลจริต (ปกติอยากเป็นครูบาอาจารย์ แต่วันนี้ลอง ปีนเกลียว  เขียนบทความสอนครูบาอาจารย์ ว่าด้วยเรื่อง กาลามสูตรกังขานิยฐาน  แทนก็แล้วกัน เพราะว่าถ้าหากเราสอนครูบาอาจารย์ได้แม้เพียง 1 คน ก็เสมือนกับว่า เราได้สอนนักเรียน/นักศึกษา ได้ตั้ง 1,000 คน) ปล.อ่านแล้วก็ยังไม่ต้องเชื่ออะไรมาก