ผ้าป่าสามัคคี

เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2552

ผมได้โอนเงินที่ได้รับการบริจาคด้วยจิตศรัทธาของพี่ ๆ น้อง ๆ และเพื่อนฝูงที่คุ้นเคยกันดี

เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 18,200 บาท  ใช้สมทบทุนปรับปรุงศาลาการเปรียญวัด

เพื่อพระและสามเณรจะได้ใช้สวดมนต์และใช้สำหรับงานพิธีทางศาสนา 

ก็รู้ ๆ กันดีนะครับว่าวัดนั้นเป็นศูนย์รวมความทรงจำดี ๆ สำหรับคนทุกคนในหมู่บ้าน

ไม่ว่าจะเป็น เด็กน้อย หนุ่มสาว  ผู้หลักผู้ใหญ่  ผู้เฒ่าผู้แก่

เพราะเป็นสถานที่ให้ทุกคนได้รวมทำกิจกรรมต่าง ๆ ของหมู่บ้าน ตลอดจนเข้ารวมพิธีกรรมต่าง ๆ ทางศาสนา

เป็นที่หล่อหลอมผู้คนเข้ากับวัฒนธรรม ดีใจครับที่มีโอกาสร่วมบำรุงสืบสานพุทธศาสนาได้อีกทางหนึ่ง    

เป็นการส่งความอาทรสู่ถิ่นฐาน เครือญาติ ชาติพันธ์ ดังเดิมก็ว่าได้ หรือ"เป็นการคืนคุณให้กับถิ่นเก่า  ถิ่นที่บ่มเพาะตัวตนของเรามา"

"วัด"ในทุกหมู่บ้านในความผมคิดนั้น

"ถือว่าเป็นสถานที่ที่เป็นเหมือนดังร่องรอยของความทรงจำดี ๆ ของผู้คนที่พลัดถิ่นทั้งหลายก็ว่าได้"

ขณะที่ผมได้จากบ้านมาตั้ง 21 ปีแล้วยังมีความรู้สึกดีกับวิถีชีวิตที่ได้ผูกพันธ์กับวัดอยู่เลย 

       

ส่วนหนึ่งของซองผ้าป่าที่รวบรวมมา และ เจ้าตัวเล็กกำลังแคะกระปุกออมสินเพื่อแบ่งเงินมาร่วมทำบุญ

วันที่รวบรวมซอง

นับเงินไปก็นึกถึงวันเก่า ๆ ไป (อิ่มบุญไปพร้อมกับไออุ่นเก่า ๆ )

เมื่อครั้งที่ยังทำนา ทำไร่ อยู่ที่นั้น "บ้านโนนเมือง"

เป็นหมู่บ้านที่สอนให้ผมรู้จักกับชีวิตวัยหนุ่มที่ดำรงอยู่ท่ามกลางวิถีชาวนาชาวไร่ที่แสนงดงามและน่าจดจำอย่างไม่มีวันลืมเลือน

 ศาลาการเปรียญ

นึกเห็นภาพศาลาวัดในห้วงเวลานั้น

"มีภาพคนแก่คนเฒ่านุ่งห่มผ้าขาว นั่งอยู่ด้านหน้า ถัดมาก็มีกลุ่มผู้หลักผู้ใหญ่หลากหลายคน ต่อมาจากนั้นก็เป็นคนหนุ่มคนสาวรุ่นราวคราวเดี่ยวกันนั่งฟังพระสวดมนต์ในวันสำคัญทางศาสนาบนศาลา ส่วนบริเวณลานวัดด้านล่างจะมีเด็ก ๆ วิ่งเล่นกันเป็นกลุ่ม"  

"ภาพกิจกรรมเดินเวียนเทียนกับเพื่อน ๆ ในวัยหนุ่มวัยสาว และแม้แต่ภาพที่ผมเคยได้นั่งชมหนังกลางแปลงกับสาวคนที่ผมชอบในครั้งนั้น(อมยิ้มเล็กน้อย)ในบริเวณลานวัด  ไม่น่าเชื่อว่าภาพเหล่านั้นมันยังคงอยู่ในความทรงจำของผมในขณะนี้"

ผมพยายามนึกถึงชื่อและรูปใบหน้า ท่าทางของแต่คนที่ผมเคยรู้จักในขณะนั้น พยายามนึกให้ได้ว่าแต่ละคนนั้นคือใครกันบ้าง มีทั้งจำชื่อได้บ้างไม่ได้บ้าง....เกิดความรู้สึกอยากรู้ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นยังไงกันบ้างนะในขณะนี้ เพราะตั้งแต่วันที่ผมได้เดินจากถิ่นฐานนั้นมา ดูเหมือนว่าผมได้เดินห่างจากวิถีอดีตและไม่ได้กลับไปเยี่ยมเยือนเพื่อไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบของผู้คนเหล่านั้นอีกเลย..

"เหมือนผมได้ทิ้งภาพวิถีชีวิตที่ผมคุ้นเคยในขณะนั้นไว้ในวันที่ผมออกเดินทางจากหมู่บ้านมาเลยก็ว่าได้ "

วันนี้มีความรู้สึกว่า ผมเดินได้ทิ้งห่างจากอดีตมาไกลเกินไปเสียแล้ว

และ ถึงเวลาแล้วที่ผมจะกลับไปซึมซับบรรยากาศเก่า ๆ  เพื่อกลับไปเก็บความทรงจำเก่า ๆ ให้กลับคืนมา

เพื่อจะได้ต่อเติมภาพชีวิตของผู้คนก่อนเก่าที่เราเคยคุ่นให้ชัดเจนขึ้นมาอีกครั้ง

และนั้นจะเป็นอีกหนึ่งในแผนที่จะต่อเติมให้ชีวิตได้เอมอิ่มกับกลิ่นไอแห่งความทรงจำดี ๆ

เพื่อบ่มเพาะและหล่อหลอมจิตใจให้แข็งกล้าก่อนที่เราจะก้าวเดินไปในวันครั้งหน้าโดยไม่ลืมถิ่นฐานเดิม

"ทำบุญแล้วช่างเกิดความรู้สึกอิ่มเอมใจเหลือเกินครับ" 

และต้องขอขอบคุณเพื่อนผองน้องพี่ทุก ๆ ท่านที่ได้ทำบุญด้วยกันในครั้งนี้

ขอบคุณสายสัมพันธ์เหล่านี้ที่ช่วยโยงใยปัจจุบันถึงอดีตให้เชื่อมต่อกันจนเกิดการเจริญงอกงามทางจิตวิญญาณ

ขอภาวนาให้อานิสงส์ในการทำบุญของทุกท่านในครั้งนี้

ได้ส่งผลให้ทุกท่านได้หวนกลับคืนสู่อ้อมกอดของอดีตอันงดงามที่เป็นเหมือนพลังงานชีวิตที่ผลักดันสู่อนาคตอันสดใสของท่านทุก ๆ คน

**************************************************** 

คอนเช็ปการทุกบุญครั้งนี้คือ

"ทำบุญด้วยใจไม่ได้เน้นรูปแบบและหลักการใด ๆ"

ใส่หัวใจพอเพียงเป็นหลัก มีน้อยทำน้อย หรือทำตามกำลังของตัวเอง

เอาความสบายใจและอิ่มใจเป็นที่ตั้ง

ใช้อานิสงส์ของการทำบุญมาเป็นหลักในการทำ"ผ้าป่า"ในครั้งนี้ด้วยครับ

คิดกันแบบง่าย ๆ  โดยไม่ได้ซับซ้อนอะไร ก็คือ

1. ตั้งใจ จริงใจ ไม่มีอคติ
2. เต็มใจ ไม่ฝืนใจทำ
3. ทำแล้วไม่ไปเบียดเบียนใคร
4. ทำตามสมควรอัตภาพ
5. ทำใจให้บริสุทธิ์

แต่สิ่งที่ผมกลัวที่สุดก็คือข้อที่ 3