อาการที่นิ่ง...มีหลายความหมาย ต้องดูสถานการณ์ว่าอยู่ในสถานการณ์ไหน อย่าด่วนตัดสิน

เมื่อก่อนตอนเป็นเด็กน้อย มักจะได้ยินผู้ใหญ่บอกเสมอๆ ว่า เราหน่ะ มันดื้อตาใส  พอโตขึ้นหน่อย ก็ได้ยินคำนี้อีกจากคุณครูผู้สอน  จึงทำให้มองย้อนตัวเองว่าเอเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ

 ตอนเป็นเด็กจำได้ว่าซนและดื้อมาก  เวลาที่ทำผิดและรู้ตัวว่าตัวเองทำผิด ก็จะนิ่ง มองหน้าแม่ และยอมให้แม่ตี ไม่ร้องสักแอ๊ะ พอแม่ตี ตาก็จะมองหน้าแม่ มองนิ่งๆ ที่จริงมองเพราะอยากบอกกับแม่ว่า  แม่จ๋าอย่าตีหนูเลย หนูเจ็บ

 ด้วยสายตาที่นิ่งและเว้าวอน ทำให้แม่ใจอ่อน บางครั้งแม่ไม่กล้าตีเลย และกลับร้องไห้และคว้าตัวลูกเข้ามากอดแทน  แต่พอใช้มุขเดิมๆ บ่อยๆ ทำให้แม่ไม่ใจอ่อนอีกแล้วเพราะรู้ว่า สายตาที่นิ่งๆ มองดูแม่อย่างเว้าวอนนั้นมันจะทำให้แม่ใจอ่อนทุกที ต่อมาแม่ก็ไม่ยอมมองตาลูกอีกเลย  แต่ฟาดเพี๊ยะๆ  ลงมาที่ก้นแบบไม่ยั้ง  แล้วร้องไห้รำพึงรำพันให้ลูกสาวถึงเรื่องที่ทำผิด  และค่อนขอดว่า  ไอ้ลูกคนนี้มันดื้อตาใส

 วันนี้โตเป็นผู้ใหญ่เข้าสู่วัยทำงานแล้วก็ยังได้ยินคำคำนี้อยู่ คำอาจเปลี่ยนไป แต่ควาหมายอาจยังจะเป็นความหมายเดิมอยู่ ผู้ใหญ่หลายๆ ท่านที่เอ็นดูเรา หรือแม้แต่เพื่อนร่วมงาน มักจะบอกเสมอว่าเรา ดื้อเงียบ  เปลี่ยนจาก ดื้อตาใส มาเป็น ดื้อเงียบ  แล้ว  เป็นการพัฒนาขึ้นมาอีกขั้น ด้วยวัยที่แตกต่าง อิอิ  อาจเป็นเพราะโตเป็นผู้ใหญ่ตาอาจไม่ใสปิ๊งเหมือนตอนเป็นเด็ก ก็เลยเปลี่ยนจากดื้อตาใส มาเป็นดื้อเงียบแทน

 

ที่จริงแล้ว ตัวเองก็เป็นคนดื้อพอสมควร  แต่ความดื้อนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับเหตุผลหรือสถานการณ์นั้นๆ ว่าเป็นเรื่องอะไรเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย  มีเหตุมีผลสมควรเชื่อหรือไม่เชื่อเพียงใด เพราะโดยนิสัยจะไม่ใช่คนโวกเวกโวยวาย หากไม่พอใจ ไม่ชอบใจสิ่งใด ก็จะนิ่ง เงียบ ไม่โต้ตอบ  นั่นคือ บุคลิกที่แสดงออกภายนอก แต่ในใจมันเต้นโครมครามด้วยความรู้สึกที่ต่อต้าน คัดค้าน ไม่พอใจอย่างที่สุด แต่มันถูกเก็บเงียบไว้จะด้วยเหตุการณ์ตรงหน้าไม่เหมาะสมที่เราจะโต้ตอบ หรืออะไรก็แล้วแต่  และคิดไตร่ตรองว่าทำไมเราไม่เชื่อ ทำไมเราไม่เห็นด้วย  ถ้าเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร ก็จะนิ่ง ไม่ตอบรับ และคัดค้าน แต่ถ้าให้ทำนั้นไม่ทำ  แต่ไม่โต้ตอบ……จึงได้ฉายา จากผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงานว่า  ดื้อเงียบ มาโดยตลอด

 หรือแม้แต่กระทั่งกับบรรดาลูกศิษย์ลิงทั้งหลาย ที่เคยเรียนและคุ้นเคยกัน ก็จะรู้ดีว่าเมื่อไหร่ที่อาจารย์นิ่งและเงียบ นั่นแสดงถึงสิ่งผิดปกติกำลังเกิดขึ้น และพายุร้ายกำลังก่อตัวอาจถึงขั้นพัดกระหน่ำให้ราบคาบในที่สุด  จนบางครั้งลูกศิษย์ลิงขอร้อง อ้อนวอน  อาจารย์ครับด่าพวกผมเถอะครับ อาจารย์จะด่าพวกผมยังงัยก็ได้  อาจารย์พูดกับพวกผมสักคำเถอะครับพวกผมผิดไปแล้ว  อาจารย์พูดกับผมหน่อยครับบบบบบบบบ….

( เชอะฉันไม่ใจอ่อนอย่ามาอ้อนวอนเสียให้ยากส์!!!! )

 

โดยปกตินิสัย จะใช้ความอดกลั้นอดทนต่อบรรดาลูกศิษย์ลิงอย่างมาก ในการที่จะพร่ำสอน ทั้งตำราเรียน ทั้งเรื่องมารยาทสังคม ทั้งการเป็นคนตรงต่อเวลา เป็นคนมีระเบียบวินัยในตนเอง และการเป็นคนดี รับผิดชอบต่อสังคม   และลูกศิษย์น้อยคนนักที่จะไม่ตอบสนองต่อสิ่งที่อาจารย์พร่ำสอนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  (ลูกศิษย์ลิงมันเรียกสิ่งที่เราพร่ำสอนว่า ขี้บ่น ระวังแก่น่านนนนน  ดูความคิดลูกศิษย์ลิงซิ!!) จะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่  เมื่อใดที่ครูยังรักและหวังดีกับเธอแม้ครูต้องแก่เพราะบ่น ครูก็ยอม  เพราะอยากเห็นพวกเธอเป็นคนดีของสังคมให้ได้   

 แต่เมื่อใดที่ครูเริ่มนิ่ง เงียบ ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้เธอ นั่นแสดงว่าครูกำลังเล่นสงครามจิตวิทยากับเธอ อยากให้เธอคิดได้ ว่าครูนิ่งไม่พูดไม่จากับเธอเพราะอะไร และเมื่อใดที่เธอสำนึกได้  ครูก็พร้อมจะเป็นครูขี้บ่นของพวกเธอต่อไป….

 จะพูดถึงสาเหตุความนิ่ง เงียบ ของตัวเองสักกะหน่อย วิญญาณครูเข้าสิงซะ  เลยบ่นเสียยืดยาวเลยค่ะ อิอิ   สุดท้ายฝากไว้ว่า 

นิ่งใช่แปลว่ายอมรับ 

นิ่งใช่ว่าเห็นด้วย 

นิ่งเพราะอยากหาเหตุผล

นิ่งเพราะความอึ้ง ทึ้งในสิ่งที่เจอ

นิ่งเพราะคาดไม่ถึง

นิ่งเพราะแสดงความนับถือกับสิ่งที่พบเจอ

บางทีนิ่งเพราะต้องการใคร่ครวญ ครุ่นคิด

บางทีนิ่งเพราะต้องการเก็บพลังงานไว้ในการต่อสู้

บางทีนิ่งเพราะหมดใจในสิ่งที่เผชิญ

บางทีนิ่งเพราะหมดพลัง…….

 ในความนิ่ง  จึงมีได้หลายความหมาย ตามแต่สถานการณ์นั้นๆ  ความนิ่งที่เกิดขึ้น จึงไม่ได้หมายความว่า ดื้อตาใส หรือ ดื้อเงียบ  เพียงแต่อย่างเดียว…….นะจ๊ะจะบอกให้  อิอิ