ในกรุงปารีสนั้นมีที่เที่ยวมากมายชนิดที่ต้องตัดใจเลือกว่าอยากจะไปเที่ยวแบบไหน

ในกรุงปารีสนั้นมีที่เที่ยวมากมายชนิดที่ต้องตัดใจเลือกว่าอยากจะไปเที่ยวแบบไหน เช่น หากชอบพิพิธภัณฑ์  ก็จะมีมากกว่า๑๐๐๐ แห่ง เรียกว่าสนใจเข้าดูพิพิธภัณฑ์ อย่างเดียวก็ต้องอยู่กันเป็นเดือน  หรือหากจะสนใจพวกสถาปัตยกรรมก็มีมากมายไม่ว่าจะเป็นมหาวิหารNotre dame หรือประตูชัย หอไอเฟล โรงละครโอเปร่า พระราชวัง แวร์ซาย

             

หากสนใจ ช๊อบปิ้ง โอ้โห ..ของแท้แน่นอน มีแต่ของยี่ห้อดังๆก้องโลกทั้งนั้น ห้างขายของที่ดังๆล้วนแล้วแต่อยู่ที่ในกรุงปารีสทั้งสิ้น

 

              แม่ต้อยมีเวลาเที่ยวในกรุงปารีสประมาณสักสองวันคะ จึงได้ไปในบางแห่งเท่านั้น ก็เลยจะเอามาเล่าให้อ่านกันเหงานะคะ

 

              วันแรกนั้น เราใช้วิธีเดินไปเรื่อยๆเป็นหลักคะไม่ใช้รถไฟเมโทร เพราะอยากเห็นทิวทัศน์บนดิน และทุกแห่งสามารถเดินได้ติดต่อกันไปหมดเลย เราเริ่มจากสวนสาธารณะที่ชื่อว่า Tuileries ตุยเลอรี่ สวนนี้กว้างมากคะ ตอนที่แม่ต้อยไปอากาศดีไม่ร้อนมากนัก แสงแดดอ่อนๆ ลมพัดเย็นสบาย มีคนพากันมาพักผ่อน บ้างก็นั่งอ่านหนังสืออย่างมีสมาธิคนเดียว มีสระน้ำและน้ำพุน่ารักกลางสวนสวย สาวๆฝรั่งเศส ( สวย คะ สาวๆหุ่นดี ) แต่งตัวโก้จูงหมาหน้าตาน่ารักเหมือนเจ้าของเดินเล่น เสียแต่ว่าสาวๆที่นี่ยังนิยมสูบบุหรี่นะคะ  หนุ่มๆที่อ่านแล้วติดใจให้ระวังข้อนี้ด้วยอิอิ

สวนสาะรณะ ที่สงบ สาวๆชอบมีเก้าอี้ส่วนตัวมานั่งอ่านหนังสือเงียบๆ

 

 

       พอออกจากสวนนี้ก็จะเจอลานขาดใหญ่มากคะ เรียกว่าลานประหารพระเจ้าหลุยส์ที่๑๖ และพระนางมารี อังตัวเนต (  place dela concord)  ตรงกลางลานมีเสาสูงมาก เป็นแท่งเสา Obelisk ที่บอกไว้ว่าเอามาจากประเทศ อียิปต์ จากการบชนะ

 เสาobelisk ที่ เอามาจากอิยิปต์

 

       เอาละคะ ทีนี้ แม่ต้อยก็จะได้เดินไปสุ่ถนนที่มีชื่อเสียงโด่งดังกระฉ่อนโลกเสียทีนั่นคือถนนChamps Elysees ว่ากันว่าถนนสายนี้สวยที่สุดในโลก เชียวนะคะ  ลองดูว่า เป็นอย่างไรคะ

 

 สองข้างทางมีร้านที่ขายของราคาแพง ถึงแพงที่สุด ระดับแบรนด์ที่ดังๆทั้งนั้น เสื้อผ้าบูติคที่แพงระยับ โรงหนัง โรงละคร รวมทั้งร้านกาแฟ ที่เป็นต้นตำรับการขายกาแฟแบบนั่งริมถนน คุยกันสบายๆด้วย แม่ต้อยว่าหนุ่มๆที่คิดจะพาแฟนมา ช้อบปิ้งถนนสายนี้ต้องคิดหนักๆนะ

 ถนน ฌองเอลิเซ่

 ร้านกาแฟ นั่งจิบสบายๆข้างทาง ที่นัดพบคู่รักโรแมนติค

 

       สุดถนนสายนี้ ก็จะเห็นประตูชัยใหญ่  Arc du Triomphe วึ่งเป็นสัญลักษณ์และชัยชนะและเสรีภาพของฝรั่งเศส ที่มีต่อออสเตรีย สร้างนโปเลียนที่๑ ในปีคศ.๑๘๐๖ ( ประตูชัยทั้งหมดมี ๓แห่งคะคือ Arc de Tromphe du carrousel ประตูชัยเล็ก,  Arc de triomphe ประตูชัยใหญ่, Grande Arche de la fratrenite ประตูชัยใหม่)  ข้างหน้าจะมีอนุสรณ์สถานของทหารด้วย หรืออยากจะขึ้นไปดูวิวข้างบนก็ได้คะ

 มีผู้ชายฝรั่งเศส หล่อๆ แถมมาด้วย อิอิ

 

       เดินมาแค่นี้ก็ตาลายแล้วคะ ยังซื้ออะไรไม่ได้เลยคะ อิอิ

ที่ปารีสนี้จะมีคนเดินเที่ยวกันมากมาย อาจ จะเป็นนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่หลั่งไหลกันเข้ามาเยี่ยมเยือนความงามอย่างไม่ขาดสาย ตามถนนจะเห็นตำรวจหญิงน่าเกรงขามเดินตรวจตราให้ความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวด้วยคะ

 ตำรวจหญิงที่เข้มแข็ง

 

       แม่ต้อยเข้าดูพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ในตอนบ่ายคะ ที่นี่หากคนที่ชอบเดินละเมียดละไมดูของทุกชิ้น( ซึงน่าชมทุกชิ้น) น่าจะต้องใช้เวลาถึง ๓ วันที่เดียวนะคะ สำหรับ เวลาประมาณ๒ ชั่วโมง หรือ๓ ชั่วโมงนี้ ยังไงก็คงดูแบบตัดใจ( อีกแล้ว)แต่ว่า เฉพาะโมนาลิซ่า กับรูป Madonna of the rocks ซึ่งเจ้าของผลงานคือ Leonado da vinci ก็สุดที่จะคุ้มค่าแล้ว ยังมีภาพวาดอีกมากมายที่น่าดูชมเป็นอย่างยิ่งคะ

 

 รุปนี้ ถ่ายยากมากๆคะ คนแน่น  รุปนี้ตั้งในห้องกันกระสุนนะคะ ที่เห็นเป็นกรอบขวามือ

 ภาพวาดที่โด่งดัง ของดาร์วินชี่

ประติมากรรมอีกอย่างในพิพิธภัณท์นี้คือรูปปั้นที่มีชื่อเสียงที่เรียกว่า “ The Winged victory of Samotrace “ เทพเจ้าแห่งชัยชนะของกรีก รูปปั้นนี้อ่อนหวานจากการแกะสลักหินเป็นรูปผ้าพันกายที่อ่อนพลิ้วแนบลำตัว ตามถูกลมพัดพา สันนาฐานว่ารูปนี้เป็นรูปเทพธิดา กำลังเป่าทรัมเป็ตแห่งชัยชนะ

 

 

       รุปปั้นอีกอันหนึ่งที่เรารู้จักกันอย่างดีก็คือเทพธิดาวีนัสนั่นเอง เป็นเทพีแห่งความรักและชัยชนะของกรีก เช่นเดียวกัน

รูปปั้นวีนัส

 

       แม่ต้อยกับลุกชายวางแผนกันว่ามาที่ปารีส เราจะไปทานอาหารเย็นแบบดั้งเดิมเขาสักหน่อย เย็นนี้เราจึงบ้าบิ่น บินคู่ ไปกันคะ ร้านอาหารร้านนี้ แม่ต้อยได้รับคำแนะนำจากหนังสือที่อ่านมาอีกทีคะ ชื่อร้าน Chartier เขาบอกว่าร้านนี้ดั้งเดิมมากๆเพราะว่าอายุเก่าแก่มากกว่า ๒๐๐ ปีทีเดียว

       โชคดีที่เย็นนี้แม่ต้อยมีคนที่รู้จักกันมาประชุมที่นี่  เลยนัดแนะกันไปรวมเป็นสี่คน กลุ่มจะได้เยอะๆหน่อย มีหน่วยกล้าตายเยอะๆ นี่อุ่นใจดีคะ อิอิ

 

       ร้านนี้โบราณจริงๆคะ ดูดูแล้วไม่มีคนพุดภาษาอังกฤษเลย เราเกือบถอยออกมา แต่ไหนๆก็ตั้งใจแล้ว ขอลองหน่อยก็แล้วกัน

คนเสิร์ฟ หน้าตาท่าทางใจดี ยิ้มลูกเดียวส่งเสียงพูดในคอเป็นภาษาฝรั่งเศสฟังไม่รู้เรื่อง   แถมเมนู เป็นฝรั่งเศสล้วน เมื่อเขาเห็นเราพุดไม่รู้เรื่อง ก็เลยไปต้อนรับโต๊ะอื่นก่อน ( คนเยอะมากๆ)

 

       กลับมาอีกครั้งเขาคงอยากมาช่วยให้เราเลือกได้เร็วขึ้น แนะนำอาหารชนิดหนึ่ง Steak Tartar พร้อมกับยกหัวนิ้วโป้งให้ลุกชาย คล้ายๆว่า สุดยอดอาหาร อะไรทำนองนั้น เราเลยลองสั่งมากันลองสองที่ ที่เหลือเป็นหอยทาก อบเนย

       ลุงแกจะให้เราจดรายการที่เราสั่งบนกระดาษที่ปูบนโต๊ะนั่นแหละคะ ( เข้าท่าไหม ? ไม่ต้องมาเถียงกันว่า ได้สั่ง หรือไม่ได้สั่ง..)

 รายการที่สั่ง แฮ่ๆ ไม่ทราบว่าลุงอ่านออกได้ไง

 

  หอย ทากอบเนย

       ที่แม่ต้อยจะเล่าก็คือ เจ้า Steak Tartar อะไรนั่น คือ เนื้อดิบๆ แล้วเขาตอกไข่ดิบลงไป โรยด้วยเครื่องเทศ  เมื่อมาถึงลุงแกยังใจดีมา กวนๆให้เข้ากัน แล้วยกหัวนิ้วโป้งให้อีกครั้ง บอกว่า good good  ทำหน้าตาพยักเพยิดคล้ายๆ บอกว่า ลองชิม..ลองชิม...

 นี่แหละคะ อาหารสุดยอด และดั้งเดิมแท้ๆๆของฝรั่งเศส

 

       แม่ต้อยบอกลูกชายและเพื่อนที่ไปด้วยว่า ลองชิมดูสิ เหมือนลาบดิบๆ แถวทางเหนือเลย ฮ่าๆๆๆ

 บรรยากาศร้านคะ ไม่มีชาติอื่นเรา นอกจากเราโต้ะเดียว

 

       คืนนั้นแม่ต้อยหิวโซกลับมาโรงแรม แวะข้างทางซื้อขนมปังบาแกตต์ Baquette แข็งๆข้างทาง มากินกับน้ำดื่มกระป่องพอแก้หิวไปได้อีกคืน

 

       คงเล่าไม่จบทั้งหมดแล้วละคะ  หมดแรงตอนนี้พอดี อิอิ

สวัสดีคะ  พบกันใหม่นะคะ