วันนี้เป็นวันที่๑๓ เมษายน ชาวเหนือจะเรียกว่า วัน “ สังขารล่อง”

วันนี้เป็นวันที่๑๓ เมษายน ชาวเหนือจะเรียกว่า วัน   สังขารล่อง ความหมายคือให้พวกเราได้ตระหนักว่า เป็นวันสิ้นสุดของปี หรือวันส่งท้ายปีเก่านั่นเอง

 สังขารทั้งหลายทั้งปวงที่มี ความเสื่อมเป็นธรรมดา ก็ได้ละจากเราไปอีกแล้ว หนึ่งปี  คำว่าสังขารล่องจึงเป็นการเตือนให้ลูกหลานได้รู้ถึงความจริงและไม่ประมาทในการดำรงชีวิต   ระลึกรู้ในสติว่าทุกคนมีอายุมากขึ้นอีกหนึ่งปี

 

       ในวันนี้คนโบราณ และรวมทั้งแม่ต้อยด้วยในอดีต เราจะต้องตื่นแต่เช้าประมาณตี๔ ตี๕  เพื่อมากวาดลานบ้านด้วยไม้กวาดทางมะพร้าว โกยขยะในบ้านให้มารวมกันเป็นกองๆ พ่อจะเป็นคนจุดไฟเผาขยะ ในตอนนั้นแม่ต้อยมีความรู้สึกว่ากลิ่นควันที่เราเผาขยะ หรือหญ้าแห้งนี้ช่างเป้นกลิ่นที่หอมมากๆ และบางครั้งแม่ต้อยจะได้ยินเสียงจุดประทัดดัง ตึง..ตึง ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงประทัดยามเช้าตรู่พวกเราเด็กๆจะตกใจ แต่ไม่กลัว เพราะว่ามีผู้ใหญ่คอยอยู่ข้างๆ

       แม่ต้อยเคยถามตอนที่ยังเป็นเด็กๆว่า ทำไมเขาจุดประทัดละคะ?

 

       ตอนนั้นคนเฒ่าคนแก่ พ่ออุ้ย แม่อุ้ย ก็จะบอกว่า จุดไล่ตัวสังขารไงลูก จุดให้สิ่งที่ไม่ดีออกไปจากบ้านเรา

 

       ชะรอยแม่ต้อย ช่างซักตั้งแต่เด็กๆ ก็จะตั้งคำถามต่อด้วยความไม่เข้าใจว่า ตัวสังขาร นี่หน้าตาเป็นอย่างไร แม่อุ้ยเจ้า

 

       ถ้าอยากเห็นตัวสังขาร ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ในวันสังขารล่อง  หนูต้องตื่นแต่เช้า มาช่วยทำงาน จะได้เห็น.....

 

       จึงเป็นที่มาว่า พวกเราจะตื่นเต้นมากๆในวันที่๑๒ เมษายน เพราะว่าพรุ่งนี้แล้ว เราจะได้เห็นตัวสังขารเสียที จำได้ว่าพวกเด็กๆจะนอนไม่หลับ กระซิบกระซาบกันทั้งคืน พร้อมกับเร่งเวลาให้ถึงรุ่งเช้าเร็วๆ

 

       วันสังขารล่องนี้ ทุกคนในบ้านจะต้องช่วยกันทำความสะอาด เครื่องใช้ทุกอย่าง ที่นอน หมอนมุ้ง ต้องเอามาซัก ตาก ปัดฝุ่นออกให้หมด ลานบ้านต้องสะอาด ที่บนบ้านต้องตักน้ำให้เต็มหม้อดิน เตรียมกระบวยมะพร้าวสำหรับใช้ตักน้ำดื่มให้พร้อม น้าสำหรับล้างเท้าที่โอ่งริมบันไดขึ้นบ้านก็เช่นเดียวกัน  ห้ามทะเลาะเบาะแว้งกัน เป็นอันขาด ผู้ใหญ่ พ่ออุ้ย แม่อุ้ยก็จะดูใจดีเป็นพิเศษในวันนี้  เด็กๆทำอะไรก็ได้ศีลได้พรทั้งวัน

      

แม่ต้อยมาเรียนรู้ ตอนหลังว่า สงกรานต์ เป็นภาษาสันสกฤติแปลว่า ก้าวขึ้น หรือย่างขึ้น หรือเคลื่อนที่ หมายถึงช่วงเวลาที่พระอาทิตย์จะเคลื่อนจากราศีหนึ่ง ไปยังราศีหนึ่ง หรือการก้าวเคลื่อนไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

 

ดังนั้นวันสังขารล่องจึงน่าจะ เป็นการเตรียม สิ่งแวดล้อม ร่างกาย และจิตใจของคนในครอบครัว และชุมชน ให้เยือกเย็น มีสติ พร้อมในการเข้าสู่ปีใหม่ และพร้อมในการดำรงชีวิตที่ดีดี นั่นเอง

 

ในวันสังขารล่องนี้ แม่ต้อยจำได้ว่า มักจะมีพายุแรง ฝนตกส่งท้ายปี  บางครั้งพายุลมแรงมากจนมะม่วงลูกงามๆบนต้นที่กำลังสุกห่ามๆ ตกลงมาเกลื่อน พวกเราเก็บเอามา ทำมะม่วงน้ำปลาหวานกันอร่อย

       ตอนบ่ายๆเมื่อเสร็จจากงาน ทำความสะอาดบ้านแล้ว เราจึงจะได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่ให้ไปรดน้ำ หรือสาดน้ำสงกรานต์กันจนเย็นเลยทีเดียว

 

       รุ่งขึ้นในวันที่๑๔ เมษายน ก็เป็นอีกวันที่จะมีกิจกรรมทำทั้งวัน วันนี้เรียกว่าวันเนา หรือบางคนเรียกว่าวันเน่า  อันนี้แม่ต้อยก็เคยถาม ปราชญ์ที่บ้าน ( จะมีใคร พ่ออุ้ย แม่อุ้ยอีกนั่นแหละ)ว่า เนา คืออะไร อิอิ  ได้รับคำตอบว่า วันนี้เป็นวันที่พระอาทิตย์ อยู่ระหว่างราศี มีน กับราศีเมษ ไม่ค่อยเป็นสิริมงคล  ดังนั้น วันนี้จึงห้ามไม่ให้พูดในสิ่งที่ไม่ดี  ที่สำคัญ ผู้ใหญ่จะสอนให้เรามีความอดทน อดกลั้น ไม่โกรธกัน  ไม่ทะเลาะกัน และให้อภัยกัน หากไม่ปฏิบัติตาม เชื่อว่าในปีใหม่ที่จะมาถึง พวกเราจะ ต้องมีแต่ความทุกข์ร้อน ชีวิตไม่เป็นสุข

 

       วันที่๑๔ เมษายน จึงเป็นวันแต่งดา คือเตรียม อาหารการกิน ข้าวตอกดอกไม้ ตุง เพื่อจะนำไปทำบุญที่วัดในวันพญาวัน หรือวันปีใหม่นั่นเอง  วันนี้ เราต้องตื่นแต่เช้าอีกอย่างคึกคัก  เพื่อไปตลาดจัดเตรียมซื้อข้าวของทั้งอาหาร คาว หวาน ที่แม่ต้อยจำได้ เช่น แกงฮังเลไส้อั่ว แกงต่างๆ ห่อนึ่ง  ขนม จะเป็นพวก ขนม จ้อก ข้าวต้มหัวหงอก ข้าวต้มผัด ขนมสอดไส้  ข้าวมัน ( ข้าวเหนียวสังขยา ข้าวเหนียวหน้าปลา)  หรือขนมลิ้นหมา อาหารทุกอย่างแต่ละบ้านจะจัดทำกันเอง ไม่มีการสั่งซื้อเหมือนสมัยนี้ ใช้เวลาทำกันเกือบทั้งวัน

 

       การห่อขนมไปทำบุญนี้ หากใครเป็นเด็กๆสมัยแม่ต้อยอาจจะเคยมีประสบการณ์ เขาจะให้เราห่อขนมด้วยความประณีต ไม่ให้ใบตองแตกเป็นรู  หรือห่อบิดเบี้ยว ใครที่ห่อไม่สวย จะ ถูกขู่ว่าเกิดมาชาติหน้า หน้าตาจะบิดเบี้ยวตามขนมที่เราห่อไปถวายพระนั่นแหละ  เห็นหน้าตาแม่ต้อยในปัจจุบัน คิดว่าแม่ต้อยห่อขนมตอนเด็กๆสวยไหมคะ? 5555

      

       ตอนบ่ายแก่ๆนี่ถือว่าเป็น ไฮไลด์ ของพวกเราเลยคะ เพราะเด็กๆจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มๆ ใส่เสื้อสีสวยๆแสบๆ เท่าที่เราจะมีได้ในตอนนั้น คือทำอย่างไร ก็ได้ให้สวยในความคิดของเรา แม่ต้อยจำได้ติดตาว่า สาวๆ เขาจะใส่ผ้าถุงสีสวย เกล้าผม ติดดอกไม้บนผม ผู้ชายหนุ่มๆ จะดูรูปหล่อ ในเสื้อสะดอ สีคราม ผูกเชือกเป็นแถวที่ด้านหน้า  หนุ่มสาว เหล่านี้จะ นำขันเงิน เพื่อไปขนทรายจาก แม่น้ำเข้าวัดคะ

การขนทรายเข้าวัดนี้ มีคติว่าเพื่อเป็นการทดแทนที่ทั้งปี เราเดินเข้าวัดแล้วมีเม็ดทรายติดรองเท้าออกมา  ส่วนใหญ่ เราจะขนเข้าวัดประมาณ ๙ แห่งคะ  และในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นวันพญาวัน หรือวันปากปี จะมีพิธีถวายกองทรายที่ชาวบ้านขนมาให้กับวัด ถือว่าเป็นพิธีที่ทำร่วมกันระหว่างวัด และชุมชนที่งดงามมาก

        ระหว่างช่วงการขนทรายนี่แหละคะที่สนุกมากเพราะหนุ่มสาวที่ต้องใจกันก็จะนัด กันเป็นคู่ๆ เพื่ออธิษฐานทำบุญร่วมกัน มีการสาดน้ำกันที่แม่น้ำ และระหว่างทางที่เดินจากแม่น้ำไปวัดอย่างสนุกสนาน  ( ๙ วัดก็ ๑๘ เที่ยวนะคะ ) และเนื่องจากวันนี้ไม่มีการดุด่าว่ากล่าว พวกเราจึงอาจจะกลับบ้านตอนมืดๆก็ได้ เพราะว่าไปขนทรายเข้าวัดไง อิอิ  ทรายที่ขนเข้ามาจำนวนที่มากพอนี้ จะถูก

ตบแต่งเป็นรูปเจดีย์ที่งดงาม อย่างสุดฝีมือ

 

       วันที่มีความสำคัญที่สุดมาถึงแล้วคือวันที่๑๕ เมษายน หรือวันพญาวัน และเป็นวันปากปีด้วย( วันแรกของปี) วันนี้ ทุกคนต้องตื่นแต่เช้า ( อีกแล้ว) เพื่อช่วยพ่ออุ้ย แม่อุ้ย พ่อแม่ ขนอาหาร หวานคาว ข้าวตอก ดอกไม้  ช่อตุงเพื่อไปทำบุญที่วัด เป็นงานบุญที่ใหญ่มากๆ แม่อุ้ยจะใส่ซิ่นผืนงาม พ่ออุ้ยก็สวมหมวกสักหลาด ดูโก้ เวลา พ่ออุ้ย แม่อุ้ย มากอด มาหอมแก้ม พวกเรา แม่ต้อยยังจำกลิ่นบุหรี่ขี้โยได้..  วันนี้พระท่านจะเทศน์ มหาชาติ ให้ฟังเพื่อเป็นสิริมงคลในวันเริ่มปีใหม่

 

       หลังจากนั้นตอนสายๆ ก็จะมีพิธีถวายกองเจดีย์ทรายที่สาวๆหนุ่มๆไปช่วยกันขนเมื่อวานนี้ด้วย สมัยก่อนนี้ยังมีการแอบไปดูเพื่อเปรียบเทียบด้วยนะคะว่ากองเจดีย์ทรายวัดใครจะงามกว่าใครอีก  เป็นเรื่องราวที่น่ารักของหนุ่มสาวสมัยก่อนๆ ที่เรื่องราวของชีวิตจะมีความปราณีต แม้การแข่งขัน ก้เป็นการแข่งในการทำเรื่องราวที่ดีดี

บนเจดีย์ทรายนี้ก็จะปักตุงสีสวยๆ ตระการตา ตุงนี้ เป็น สิ่งที่ใช้ในพิธีทางพุทธศาสนา หรือเป็นพุทธบูชา แม่ต้อยเห็นตุงมาตั้งแต่จำความได้ ตุงจะเป็น สัญลักษณ์ของความดี  หรือสิริมงคล เป็นสื่อเพื่อนำวิญญาณของผู้ที่ได้ถวายตุง หรือวิญญาณของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วให้ไปสูสวรรค์

 

ในวันพญาวันนี้ สิ่งที่แม่ต้อยจำได้ดีคือ พ่ออุ้ย แม่อุ้ย ห้ามใช้จ่ายเงิน เรียกว่าสอนให้ลุกหลานอดออมตั้งแต่ต้นปี หรือวันแรกของปี  รวมทั้งไม่ให้ทำลาย ต้นหมากรากไม้ ที่เลี้ยงดูชีวิตเรามาทุกวันทั้งปีที่ผ่านมา เป็นการสอนให้ตอบแทนบุญคุณของธรรมชาติ ที่ทำให้เรามีชีวิตมาถึงวันนี้  ดังนั้นในวันสำคัญนี้เราจึงถูกห้ามไม่ให้ ทำร้ายสัตว์ แม้แต่ต้นไม้ใบหญ้า เพียงแค่จะ เก็บผักในสวนครัวมาทำอาหารยังไม่ได้เลย  ปัจจุบัน ความเชื่อเหล่านี้ได้หายไปหมดสิ้นแล้ว น่าเสียดาย

 

อาหารการกินในวันนี้จึงเป็นอาหารที่ทำตั้งแต่เมือวาน เช่นแกงฮังเล แกงเผ็ด วันนี้จึงเป็นเรื่องของการทำแกงโฮ้ะ โดยเอาแกงเหล่านี้มาผสมกันใส่เครื่องแกงเข้าไปใหม่ พร้อมกับวุ้นเส้น และบรรดาผักต่างๆ ที่ซื้อจากตลาด พันใบตองซุกใต้โอ่งน้ำ ไว้ตั้งแต่เมื่อวานนี้

สำหรับพ่ออุ้ย แม่อุ้ย ของแม่ต้อยนั้นน่าแปลกมาก ที่วันพญาวันนี้ พ่ออุ้ย แม่อุ้ยจะนิยมกินแกงขนุน เขาจะเตรียมเก็บขนุนอ่อนตั้งแต่วันเนา เพื่อเอามาแกงกินในวันนี้ อร่อยๆๆคะ  แม่ต้อยจึงชอบทานแกงขนุนไงคะ ( ฝากบอกน้องปลายฟ้าที่ชอบแจกแกงขนุนด้วยนะคะ  ขอบคุณมากคะ เลยขออนุญาตเอามาลงที่นี่นะคะ )

วันนี้แหละคะ เราจะเริ่ม เอาน้ำขมิ้นส้มป่อย มารดน้ำดำหัวคนเฒ่าคนแก่ ญาติๆ ที่อยู่ไกลๆก็จะมากันวันนี้เอง ดังนั้น ที่ตั่งยาวใต้ถุนสูงจะมี น้าต้น  เมี่ยง บุหรี่ขี้โย ( สมัยก่อนยังไม่มีปรับ ๒๐๐๐ บาท ) ขนมต่างๆ เช่น ข้าวแตน ข้าวหมาก มะปรางสุก มะม่วง ไว้รอ รับญาติ พีน้องที่จะมาจากแดนไกล  ใครจะนอนพักก็ได้ เพราะว่าเราเตรียม ซักที่นอนหมอนมุ้ง ปัดกวาดหยากไย่ ไว้หมดจดแล้วสบายมากๆ จะนอนกี่คนก็ได้ เพราะเรือนชานโล่งกว้าง

วันที่๑๖ จะเป็นวันปากเดือน วันที่๑๗ จะเป็นวันปากวันคะ ( ไม่มีปาก สัปดาห์ แต่อย่างใด) ในช่วงนี้จะเป็นการไปรดน้ำขอพร ญาติผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือทั้งหมด รวมทั้งกู่ ( ที่เก็บอัฐิ ของบรรพบุรุษ) ด้วย

 การไปรดน้ำดำหัวนั้น เท่าที่แม่ต้อยได้เห็นและช่วยเตรียม เขาจะมี น้ำขมิ้นส้มป่อยที่เชื่อว่าจะขจัดสิ่งที่ไม่ดีออกไป มีผลไม้ เช่นมะม่วงสุก มะปรางสุก หรือมะพร้าวเป็นทะลาย  กล้วย อ้อย  หรืออาหารที่เราคิดว่าผุ้ใหญ่ พ่อแม่ชอบรับประทาน

และจะมีเสื้อใหม่ ผ้าใหม่ เช่น  ผ้าขะม้า สำหรับพ่ออุ้ย ผ้าซิ่นสีสวยๆสำหรับแม่อุ้ย ผ้าพาดไหล่ไปวัด

 เสียงให้พร ปั๋นปอน ของ พ่ออุ้ย แม่อุ้ยยังจำได้ดี.. เสมอ

 

ระวิสังขารปี๋เก่า อติกั๋นโต๋ ก็ข้ามล่วงไปแล้ว

 

ปีใหม่แก้วก็ มาเถิงเติงตัน

 

ขอหื้อลูกหลานหายทุกข์โศกเศร้า

 

หื้ออยุ่สุขกาย สบายใจ๋ กึ้ดอันใดหื้อสัมฤทธิ์

 

ชูเยื่องชู ประการ  นั้นจุ่งจักมี

 

จัตตาโร วัทตัณติ อายุวัณโณ สุขังพลัง

 

พ่ออุ้ย แม่อุ้ย เมื่อให้พรเสร็จก็จะรับน้ำขมิ้นส้มป่อยจากลูกหลานมาลูบที่หน้าและศรีษะ ด้วยใบหน้ายิ้มละไม

 

ปี่ใหม่เมือง ในความทรงจำของแม่ต้อย จึงขอจบลง ด้วยพรดีดี ของชาวเหนือนะคะ

ขอให้ทุกท่านที่ได้อ่านเรื่องนี้ มีความสุข มีความเจริญ ด้วยเช่นกันนะคะ

สวัสดีเจ้า.. ขอให้ บ้านเมืองเราหายทุกข์หายโศรก ด้วยเทอญ...

 

 

ขอขอบคุณ คำพร ภาคเหนือ จากศูนย์สนเทศภาคเหนือ

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่