
วันนี้มีโอกาสทบทวนดูบันทึกเก่า ๆ ที่ได้จดบันทึกไว้ในสมุดบันทึกหนา 100 หน้า จำนวน 2 เล่มเป็นการเขียนบันทึกด้วยปากกา บันทึกไว้เมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา
พอได้เปิดอ่านบันทึก ก็รู้ถึงความรู้สึกของตังเองขณะนั้น แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า ขณะนั้นประมวลความคิดของเรา ช่างอ่อนด้อยต่อเหตุการณ์บางเรื่องในเวลานั้นมาก
มีมากมายความรู้สึกในห่วงจิตสำนึกรู้ขณะนั้น มีหลากหลายความรู้สึกที่ในเกิดในจิตอันจนแสงสว่าง มีทั้งเรื่องราวบรรยายถึงความรัก สุข และ ทุกข์ ได้วนเวียนเข้ามาดับเชื่อไฟและจุดแรงไฟให้กับใจอันหลุ่มหลง และ เฟ้อฝัน
"อารมณ์ที่ได้แสดงความรู้สึกทุกเรื่องราวในขณะนั้นล้วนเป็นสิ่งแต้มเติมสีสันให้เกิดความงดงามให้กับชีวิตที่ผ่านมา"
เมื่อได้เปิดอ่านดูในแต่ละหน้า ก็รู้สึกขบขันในบางความคิดแปลก ๆ ของตัวเองในบางเรื่อง บางอารมณ์ที่เขียนบันทึกช่างน่าแปลกใจ แทบไม่น่าเชื่อว่าเราจะมีจินตนาการจากมุมมองของตัวเราเองได้ลึกซึ้งกินใจเกินคาด...
ถือได้ว่าเป็นบันทึกเรื่องราวการผจญภัยในชีวิตในช่วงหนึ่งกับเวลาที่ปวนแปรแห่งวันและวัยที่ต้องต่อสู้ดิ้นร้นเพื่อดำรงตนให้อยู่ได้ท่ามกลางมรสุมสังคมอันเชี่ยวกราก
เกิดแง่มองมุมกับคิดต่าง ๆ จากการที่ได้เฝ้ามองความเปลี่ยนไปในตัวเองและสังคมรอบข้าง ใช้ความรู้สึกของตัวเองเป็นตัวสรุปเรื่องราว ไรหลักเกณท์ใด ๆ หรือทฤษฎีใด ๆ มาอ้างอิ่ง นอกเสียจากความรู้สึกของตัวเองล้วน ๆ ซึ่งก็มีทั้งสุกทั้งดิบ ถูก-ผิด ฯลฯ
แต่นั้นก็คือตัวตนที่ได้ผ่านมานานวัน หาใช่ความปารถนาในแก่นแท้ชีวิตไม่ จากส่วนลึกของห่วงสำนึกขณะนั้น ที่มันได้เกิดกับปุถุชนคนหนึ่ง เพื่อให้เรียนรู้และพร้อมจะปรับตัวให้รับสภาพความเป็นไปในสังคมทุกรูปแบบ เพียงเพื่อจะให้เรายืนหยัดอยู่ได้ในสังคม และ มีความสุขกับทุกสิ่งที่มันแปรเปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันหยุดนิ่ง"อนิจจัง อนัตตา สังสารวัฏฏ์"

บางบันทึกสะท้อนถึงแสดงความรู้สึกที่มีต่อคนใกล้ตัวที่เคยได้พบพานกันมาในเมื่อครั้งอดีต อ่านแล้วก็ทำให้เราหวนคิด ถึงภาพเหตุการณ์ครั้งนั้นขึ้นมาได้อีกครั้ง ถึงแม้ว่ามันจะถูกลืมเลือนไปแล้วในขณะจิต
แต่บางบันทึก เมื่อได้อ่านแล้วกับต้องหัวเราะในลำคอ..เหอะ..เหอะ...เพราะเกิดความรู้สึกประหนึ่งว่า
"ชีวิตของคนเรานี้มันช่างเหมือนละครในเวทีสังคมบนโลกนี้เสียจริงๆ"
บันทึกได้ทำหน้าที่ของมันเพื่อให้เราได้ย้อนเห็นภาพฉากตอนในอดีต ให้ปรากฏเด่นชัดขึ้นมาอีกครั้ง การได้อ่านบันทึกเหมือนการได้เห็นการตัดต่อภาพขึ้นมาใหม่ในความทรงจำของเรา มันคล้ายเหมือนว่า เรากลับไปดูเทปบันทึกภาพเรื่องราวของตัวเองได้อีกครั้งหนึ่ง
บางเรื่องที่มันเป็นโอกาสของชีวิตแต่เราก็ปล่อยโอกาสนั้นให้หลุดลอยไปอย่างไม่น่าเชื่อ
และ...
ในความคิดและการกระทำที่ผิดพลาดในบางเรื่องส่งผลกับตัวเรามาจนถึงปัจจุบัน
แต่ทว่าเรื่องในอดีตเราไม่มีทางหนคืนกลับไปแก้ไขข้อผิดพลาดใหม่ได้ แต่มันก็คือประสบการณ์อันล่ำค่าควรจดจำ และ มันทำให้เราเข้าใจผู้คนอื่นที่มีชีวิตดิ้นร้นต่อสู้ในปัจจุบัน เขาสู้เพื่อเขาจะอยู่ให้ได้ในกระแสสังคมอันเชี่ยวกราก และในทุกสภาวะสังคมที่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีวันหยุดนิ่ง
นั้นเป็นคำถามและหนึ่งเหตุผลที่มันบังคับให้ผมจะต้องตอบคำถามให้แก่ตัวเองว่า
"จะเลือกเดินหนีหรือว่าจะเดินหน้าสู้กับปัญหาทุกเรื่องที่นับวันจะยุ่งเหยิง เนื่องจากสภาพของปัญหาในสังคมปัจจุบันมันซับซอนไร้รูปแบบ เป็นปัญหาที่ทุกคนได้รวมกันสร้างมันขึ้นมาบนหนทางชีวิตแต่ละคนในโลกใบนี้"
โอ้..โลกนี้ช่างน่าอยู่เสียจริงหรือ??
แต่ก็ขอให้ทุกคนทุกชีวิตได้สนุกกับการสวมบทบาทในเรื่องราวของชีวิตจริง บนเวทีสังคมมนุษย์ที่นับวันจะมีแต่ปัญหาเพราะ ต่างผู้ต่างคน ต่างคนต่างเดิน ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ
ประหนึ่งใช่ดังพุทธสุภาษิตท่านกล่าวไว้
"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"
บันทึกนี้ดีค่ะ..
เขียนอีกนะคะ..จะติดตามอ่านค่ะ
ขอบคุณมากครับคุณลดาที่เข้ามาเยี่ยมชม..
มาติดตามผลงานการบันทึกค่ะ
และขอบคุณที่แวะไปทักทาย
ประโยคนี้ทุกคนควรได้อ่านไว้เตือนใจตัวเอง ไม่มีผู้เกิดจะมีผู้ตายได้อย่างไร
ครับคุณสุธีรา
คำกล่าวของท่านพุทธทาส
"ความตายคือผู้ถ่ายเทการเกิด"