สงกรานต์นี้ผมกะอยู่บ้านไม่ออกไปไหนเลยตลอดสัปดาห์ รวม ๑๑ วัน

เมื่อวานนี้หยิบหนังสือเล่มหนึ่งของสำนักพิมพ์แม็กกรอ-ฮิล ขึ้นมาอ่าน 

ชื่อหนังสือ ตื่นรู้สู่แสงสว่าง (Wake up now)

หนังสือเล่มนี้สอนวิธี “ตื่นรู้” ที่เน้นการตื่นรู้แบบฉับพลัน โดยการถาม-ตอบระหว่างศิษย์กับอาจารย์

คนเขียนเป็นอเมริกันที่บอกว่าฝึกตนจนตื่นรู้แล้ว ชื่อ Stephan Bodian

ผู้แปลและเรียบเป็นภาษาไทย ชื่อ พรศักดิ์ อุรัจฉัทชัยรัตน์

เป็นหนังสือที่เริ่มอ่านแล้ววางไม่ลงเล่มหนึ่ง

 

คุณสเตฟาน แบ่งขั้นตอนการตื่นออกเป็น ๕ ขั้น คือ

ขั้นแสวงหา ขั้นการตื่น ขั้นลึกซึ้งและชัดเจน ขั้นฝังลึก ขั้นอยู่กับชีวิตที่ตื่น

 

เขาไม่ได้ปฏิเสธวิธีแบบค่อยๆ ฝึก ที่ผู้แปลแปลว่า แบบ “เชื่องช้า”  

แต่เขาชี้ว่าแบบเชื่องช้า นั้นอาจมีจุดอ่อน เช่น หากไปเจอสำนักที่เน้นรูปแบบการปฏิบัติ

จนบางคนกลายเป็นนักปฏิบัติที่ยอดเยี่ยมที่ไม่เคยพบกับการตื่นรู้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

นักบวชหลายคนเสียเวลานานนับสิบๆ ปีเพื่อปฏิบัติตน พิจารณาลมหายใจ แลกเปลียนธรรมมะกัน

โดยที่ไม่เคยเฉียดเข้าใกล้กับธรรมชาติเดิมแท้แม้แต่น้อย (บางคนฝึกทั้งชีวิตก็ไม่ตื่น)

 

เขามีประสบการณ์ของตัวเองที่ฝึกเป็นสิบปีไม่ตื่น

พอเลิกฝึก กลับตื่นขึ้นมาเองอย่างกระทันหัน โดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่ทันระวังตัว

เช่นเดียวกับเพื่อนและลูกศิษย์เขาอีกหลายคนก็มีประสบการณ์แบบเดียวกัน

มีเพื่อนเขาบางคนเป็นผู้คอยชี้แนะคนอื่นโดยที่ตนเองไม่เคยพบกับการตื่นรู้เลย

 

มีหลายประโยคในหนังสือนี้ที่สะดุดใจผม เช่น

 

-      ตัดตรงสู่เส้นทางแห่งการตื่นรู้(อย่างฉับพลัน)

-      เป็นการเดินทางเพื่อปลดปล่อยตัวคุณเองให้เป็นอิสระจากอัตตา

-      เป็นเส้นทางกลับบ้านที่มีผู้คนนับไม่ถ้วนเคยเดินผ่านมาก่อนหน้า (บ้านที่อยู่ภายในหรือความสมดุลภายใน)

-      เป็นสถานที่ที่มีอิสระอย่างแท้จริง

-      เป็นเส้นทางที่ไร้เส้นทาง (เพราะเป็นทางใครทางมันที่แต่ละคนต้องแผ้วถางเอง)

-      เป็นเส้นทางที่ไม่มีจุดหมายปลายทางให้ไปและไม่มีสิ่งใดให้ค้นพบ เพราะมันอยู่ที่นี่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เดี๋ยวนี้มานานเกินกว่าที่คุณจะคาดคิดถึง เพียงแต่คุณอาจต้องออกเดินตามหาเส้นทางที่สุดท้ายแล้วก็นำคุณกลับคืนสู่บ้านนั่นเอง (เราเที่ยวออกแสวงหาจนลืมบ้านตัวเอง กระทั่งวันหนึ่งมายืนเคาะประตูบ้านตัวเอง)

-      หากคุณต้องการช่วยเหลือผู้คนในรุ่นต่อไป สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องทำก็คือปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นมา ฝังลึกความเป็นอิสระเข้าไปในชีวิตของคุณทั้งหมดนั่นเอง คุณจึงจะสามารถส่งผลไปยังทุกผู้คนที่อยู่รอบตัว

-      เป็นไปไม่ได้ที่จะค้นหาความเป็นพระเจ้าที่มีอยู่ในตัวของคุณโดยการมองออกไปภายนอก เพราะคุณนั้นเป็นสิ่งที่คุณค้นหาอยู่แล้ว...แต่การปรับเปลี่ยนจากภายในก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยากอยู่ดีถ้าไม่มีครูคอยช่วยเหลือ (ครูที่รู้จริงที่สามารถช่วยให้คุณสามารถตื่นรู้ขึ้นได้ในทันที) “เธอจะรู้เมื่อเธอพบกับครูจริงๆ เพราะเธอจะรู้สึกได้” (คุณจะรู้สึกปลอดโปร่งเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา) ครูที่แท้จริงจะไม่แสดงตนว่าเป็นครูอย่างชัดเจน (ปกติจะไม่แสดงตนว่าเป็นใครเลยด้วยซ้ำ)

-      แนวทางฉับพลันไม่ยึดติดกับวิธีการ แต่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับอาจารย์มากกว่า เป็นการส่งผ่านที่อยู่นอกตำรา ไม่มีคำอธิบายใดๆ ที่เขียนถึงได้อย่างชัดเจน มันชี้ตรงไปที่หัวใจของมนุษย์ เมื่อดวงตาเห็นธรรม ก็จะกลายเป็นพุทธะ (ดวงตาไม่เคยเห็นดวงตา ได้แต่มองผ่านดวงตา จึงมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ใกล้แค่มือเอื้อมไป)

-      เมื่อการตื่นรู้(ทางจิตวิญญาณ)อย่างแท้จริงเกิดขึ้น คุณจะไม่มีทางกลับไปหลับได้อีก (คุณจึงควรคิดให้ดีก่อนตัดสินใจเดินทางเส้นนี้ เส้นทางที่จะตายก่อนที่จะตายจริง เพราะคุณจะไม่มีโอกาสหวนกลับได้ คุณจะไม่หลงเหลือสิ่งใดอยู่อีกเลย จะละทิ้งทุกสิ่งทึ่คุณรัก ทุกอย่างที่คุณเชื่อ ทุกความมั่นคงที่คุณมี ตัวตนของคุณที่แตกต่างจากผู้อื่น โลกทั้งใบที่มีความหมายตต่อคุณ) เมื่อคุณรู้ว่าคุณคือใคร คุณก็จะไม่มีวันลืมมันได้เลย แม้ว่าความรู้นั้น ในที่สุดจะเลือนหายไปจากคุณก็ตาม เพราะ “ความไม่รู้คือความรู้ที่จริงแท้ที่สุด”

-      เมื่อไรก็ตามที่คุณวางหนังสือเล่มนี้ลง สิ่งที่คุณรู้จะมีน้อยลงกว่าตอนที่คุณหยิบมันขึ้นมา ขอย้ำว่าน้อยลง เพราะกระบวนการแห่งความไม่รู้นั้นคือส่วนหนึ่งของสติปัญญา

-      ผู้ที่ตื่นรู้อย่างแท้จริงมักจะไม่พูดถึงสถานะที่ตนเองเป็นอยู่ เพราะมันไม่สำคัญว่าคนอื่นจะคิดกับเขาอย่างไร

-      พวกเขา(ผู้ตื่นรู้)สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะพวกเขาสามารถดำเนินมันไปได้กลมกลืนมากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนโดยไม่มีความขัดแย้งหรือรู้สึกต่อต้านอีกต่อไป ในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็จะรู้สึกถึงความว่าง รู้สึกถึงธรรมชาติที่แท้จริง ผู้ที่ตื่นรู้คือผู้ที่ “อยู่ในโลกแต่ไม่ได้เป็นของโลก”

 

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้คือที่จดไว้เอง แต่อยากแบ่งปันกับคนอื่นด้วย

อยากรู้ว่าคนอื่นคิดยังไงกับแนวทาง “ตื่นรู้อย่างฉับพลัน” (โดยการช่วยเหลือของครูผู้รู้จริง) นี้

สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์

๑๒ เมษายน ๒๕๕๒