สมัยนั้น ตอนปิดเทอม พวกเราจะได้รับ อนุญาตให้ไปเที่ยวบ้านคุณยาย การเดินทางไปพักที่นั่นในตอนปิดเทอมถือว่าเป็นการผจญภัยที่น่าสนุกสนาน เพราะที่บ้านยาย ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา

หากมีโอกาสได้ไปทำงานเมืองเหนือเมื่อไหร่ โดยเฉพาะในช่วงใกล้ๆสงกรานต์แบบนี้  มักทำให้แม่ต้อยอดที่จะนึกย้อนนึกถึงเรื่องราวที่คุ้นเคยในสมัยเด็กๆไม่ได้ ยิ่งคราวนี้ได้ไปไกลถึงแม่ฮ่องสอนซึ่งนับว่าเป็นเมืองที่ยังรักษาและมีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง จึงทำให้ที่นั่นยังคงความงามของบ้านเมือง  ความเป็นอยู่ ตลอดจนวัฒนธรรม การกินอยู่ยังคงมีให้เห็นอย่างน่าชื่นใจ  และนับว่าเป็นจุดแข็งของจังหวัดในการอนุรักษ์สิ่งเหล่านี้ และทำให้ผู้คนอยากไปเที่ยวแวะเยี่ยมเยือนมากขึ้น

 

       มาคราวนี้ อย่างน้อยก็หนึ่งเรื่องที่ทำให้ภาพของความเป็นอยู่ในอดีตสะท้อนแจ่มชัดขึ้นมา จำได้ว่าตอนนั้น อาหารการกินของพวกเราเด็กๆจะไม่มีอย่างเหลือเฟือในปัจจุบัน ขนมชนิดหนึ่งที่แม่ต้อย แลพี่น้องสมัยนั้น รู้จักและคุ้นเคยคือ  ขนม เกลือ และ ขนม น้าอ้อยขนมทั้งสองชนิดนี้ ผู้ใหญ่จะซื้อมาฝากพวกเราจากตลาด และเก็บไว้ให้ลูกหลานทานเล่นๆ หลังอาหารกลางวัน ( คงคล้ายๆ อาหารว่าง ก่อนอาหารเย็นนั่นแหละคะ )  แต่บางครั้ง พวกเราไม่อาจจะรอได้ถึงเวลาที่กำหนด เราจึงมักแอบเอามากินกันก่อน เนืองๆ จนบางครั้งถูกตี ก็ยังมีนะ

แม่ต้อยยังเคยพูดแซวคุณยายในตอนนี้ว่า

 

เดี๋ยวนี้ ทำไมยาย ไม่ทำขนมเกลือ หรือขนม น้าอ้อยให้หลานๆกินบ้างละคะ   ทีแต่ก่อนหนู ไม่เห็นได้กินอะไรเลย นอกจากขนม สองอย่างนี่แหละ  แม่ต้อยแกล้งแหย่เล่น ไปซะงั้น

ยายก็เลยตอบสวนกลับมาว่า โอ๊ย เด็กเดี๋ยวนี้ เขาไม่กินหรอก ขนม อย่างนั้น  เขาจะรู้จักหรือเปล่านะ?

 

ขนม ที่แม่ต้อยเอ่ยถึงนั้น นับว่าเป็นขนม พื้นบ้านทางเหนือจริงๆ แม่ต้อยไม่เคยเห็นมานานมากๆ แล้วน่าจะหลายสิบปี วิธีการทำแบบง่ายๆ ใช้แป้งโม่  ผสม เกลือ และน้ำอ้อย ห่อในใบตองกล้วย แล้วเอามานึ่งเท่านั้นเอง แต่มันก็อร่อยมาก โดยเฉพาะหากเราได้รับจากมือของแม่ ที่หยิบยื่นให้

 

 ขนม เกลือ ขนมอ้อย

 แม่ต้อยได้ไปพบขนมชนิดนี้อีกครั้งที่กาดแลง ปาย จึงซื้อมาทาน ราคา สามชิ้น ห้าบาท เพื่อย้อนถึงวันวาร  น้องๆที่ไปด้วยถามกันเซ็งแซ่ว่านี่ขนมอะไรคะ? ขอชิมๆๆ

  สีขาว ขนมเกลือ สีน้าตาลอ้อย ก็ขนมอ้อย

 

ยังมีเรื่องกับข้าวพื้นเมืองที่แสนอร่อย ในรูปแบบที่แม่ต้อยคุ้นเคยมากๆ ตอนเด็กๆ เวลาไปโรงเรียนเด็กๆบ้านนอกแบบแม่ต้อย ไม่ค่อยมีปิ่นโตใช้ เราจึงใช้ ใบตองตึง หรือใบกล้วย มาห่อข้าวเหนียวที่เรานึ่งหอมใหม่ๆ ใช้เส้นตอกไม้ มามัดหมุนรอบห่อข้าวให้แน่น  แนมด้วยหมูย่าง หมูปิ้ง ปลาทอด หรือปลาแอ้บ หมู แอ้บ  ( คล้ายๆห่อหมก แต่เอามาปิ้งแทน)  เวลาทานข้าว เราจะมารวมกลุ่มกัน อาหารกลางวันของพวกเราจึงมีหลายชนิดกินกันอร่อย  สนุกดี และพวกเราก็นัดแนะกันว่าพรุ่งนี้ ใครจะห่อกับข้าวชนิดใดมาอีกเพื่อไม่ให้ซ้ำกัน

 ข้าวเหนียวห่อใบตองตึง มัดด้วยตอก กันหลุด

 

แกงแคไก่ และยำยอดมะขาม นี่เป็นอาหารที่สุดอร่อย เพราะประกอบด้วยผักหลายๆชนิด ใครที่ยังไม่เคยทานยำยอดมะขาม ขอให้ลองดูนะคะ อร่อยมากๆ  แต่ต้องหาฝีมือคนที่ทำอร่อย และผักสดจริงๆจึงจะอร่อย

แกงแค จิ้นไก่ และยำยอดมะขามสด

 

สมัยนั้น ตอนปิดเทอม พวกเราจะได้รับ อนุญาตให้ไปเที่ยวบ้านคุณยาย การเดินทางไปพักที่นั่นในตอนปิดเทอมถือว่าเป็นการผจญภัยที่น่าสนุกสนาน เพราะที่บ้านยาย ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ( เหมือนเพลงจัง ) เราต้องตักน้ำจากบ่อน้ำเย็นใสแจ๋วมาอาบ และต้องตักมาไว้ดื่มกินด้วย โดยการกรอกน้าลงในคนโฑ ( ทางเหนือเรียก "น้ำต้น" )ที่สำคัญคือ คนโบราณจะไม่มีห้องส้วมไว้บนบ้านที่แสนสะดวกเหมือนสมัยนี้ การไปห้องน้ำในตอนกลางคืน จึงเป็นเรื่องใหญ่

เราจะรวมตัวกันหลายๆคนเพื่อลงจากบ้าน มือถือตะเกียงไฟ( ทางเหนือเรียก กมไฟ)คนละอัน   มีคนที่อาสาว่าเก่งกว่าคนอื่นๆ นำหน้า และ อยู่ข้างหลังเพื่อรักษาความปลอดภัย และแน่นอนแม่ต้อยต้องอยู่ตรงกลางอยู่แล้ว 5555

นอกจากนั้น เรายังต้องช่วยผู้ใหญ่ ขนข้าวเปลือกเข้าไปไว้ในยุ้งข้าว ทางเหนือ เรียกว่า หลองข้าว เราสนุกสนานกับการตำข้าวเปลือก หรือเก็บต้นถั่วเหลืองมาตากแห้ง แม่อุ้ยมักจะแต่งตัวงามเสียบมวยผมด้วยดอกเอื้องผึ้งที่จะออกดอกสะพรั่งในช่วงสงกรานต์นี้พอดิบ พอดี

ดอกเอื้องผึ้งจะบานช่วงก่อนสงกรานต์ เล็กน้อย

หรือบางอากาศทีร้อนนัก เราก็โดดลงไปเล่นที่น้ำเหมืองข้างๆบ้าน คลายร้อน แม่ต้อยก็ฝึกการว่ายน้ำจากน้าเหมืองที่ตื้นๆ นั่นแหละคะ จึงว่ายไม่เก่ง

 

ที่เล่ามาทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องราวประมาณห้าสิบปีที่ผ่านมา

( แหะ ๆๆ แล้วตอนนี้ อายุเท่าไหร่ ค้า..)

 

 แทบไม่น่าเชื่อว่าแม่ต้อยจะมีโอกาสสัมผัสบรรยากาศอย่างนี้อีกครั้งหนึ่ง ที่บ้าน ไฮ่ อุ้ยต๋าคำ ที่ ปาย ในคราวนี้

  ยุ้งข้าว หรือหลองข้าวของคนเหนือ

 

ที่นี่ น้องสันโดษ และน้องเกศินี สองสามีภรรยาได้ทำบ้านที่มีพื้นที่มากกว่า ๔๐ ไร่ ให้คนที่มาเยือนได้เรียนรู้ความเรียบง่าย วิถีชีวิตและเสน่ห์ของวัฒนธรรมทางเหนือ การกิน อยู่แบบพอเพียง คนที่มาพัก ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นชาวต่างประเทศนิยมมาก เจ้าของบ้านอนุญาตให้ ปลูกผัก ทำไร่ เลี้ยงหมูในเล้า รวมทั้งสามารถเก็บพืชผักในบ้านที่มีหลากหลายมาประกอบอาหารได้  เห็นภาพฝรั่งที่ตั้งหน้าตั้งตาทำอาหารใน กัวะข้าว ( ที่แม่ต้อยเคยเล่า) และการทำซุบบนก้อนดินสามเส้าในครัวแบบคนเหนืออย่างตั้งอกตั้งใจ ก็นึกเข้าใจในอารมณ์ และความรู้สึกทันที

  ฝรั่งทำอาหารในครัวแบบคนเมือง

 ใช้กัวะข้าวมานวดแป้งโรตี ทานกับซุบถั่ว

 

คืนนั้น เราเดินตามทางเดินที่มืด เนื่องจากไม่ใช้ไฟฟ้า มีเพียงแสงจากตะเกียงที่จุดไว้ตามทางเดิน และแสงจันทร์ ของพระจันทร์ที่เกือบเต็มดวง แสงสีนวลผ่อง  เราพากันเดินตามทางแคบๆ ผ่านสวน ป่าไผ่  ใจก็ประหวัดนึกถึงชีวิตในยามเด็กที่สวนของคุณยายอย่างช่วยไม่ได้

เสียงสะล้อ ซอ ซึงและการขับกล่อมด้วยเสียงเพลงทางเหนือ ของเจ้าของบ้าน รวมทั้งอากาศที่ไม่มีมลพิษ  เย็นสบายกลางทุ่งนา และท่ามกลางแสงจันทร์ส่องสว่าง เป็นบรรยากาศที่สุดแสนจะพรรณนาได้

 เจ้าของบ้านมาจ๊อยซอ เพลง น้อยไจยา ให้ฟังอย่างได้อารมณ์เหนือจริงๆ

 

มาเหนือคราวนี้ มีความรู้สึกหวงแหน สิ่งที่ดีดี ในอดีต ที่อาจจะจะค่อยๆเลือนหายไปตามการเปลี่ยนแปลงและ วัฎจักร อันเป็นธรรมดา

แต่ว่าอย่างไรก็ตาม แม่ต้อยยังคิดถึงคะ

 

คิดถึง กลิ่นเอื้อง.. เสียงซึง.. 

 

สวัสดีคะ