ผมอยากให้เขามีความสุขกับจังหวะชีวิตของแต่ละวัน สนุกเฮฮา หรือแม้แต่ร้องไห้ไปตามท่วงทำนองของแต่ละวันอย่างเป็น “ธรรมชาติ” ...

พักนี้ ขออนุญาตเขียนบันทึกถึงเรื่องราวส่วนตัวๆ ของตัวเองมากหน่อยนะครับ  ขอพับเรื่องงานไว้สักยกสองยก  เพราะหน่วงหนักเหลือเกิน  จึงจำต้องขอเติมพลังตัวเองด้วยบันทึกเหล่านี้อีกสักบันทึกสองบันทึกก่อนแล้วกัน

 

 

 

 

(๑)

 

ผมเป็นคนประเภทหัวโบราณไม่ใช่ย่อย  ดูง่ายๆ เลยก็คือ  ตั้งแต่แรกหนุ่มเมื่อร่วมยี่สิบกว่าปีที่แล้ว  ผมรักและหลงใหลเพลงลูกทุ่งมากกว่าเพลงสตริง

          จวบจนวันนี้  ก็ยังเป็นเช่นนั้นอย่างไม่ผิดเพี้ยน 

          เคยมีนิสิตมาสัมภาษณ์ผมเพื่อเขียนเป็นสารคดีส่งอาจารย์ประจำวิชาอยู่บ่อยครั้งเหมือนกัน 

หลายคำถามซ้ำกันอย่างแทบไม่น่าเชื่อ

          นั่นก็คือคำถามในประมาณว่า  อะไร คือ ความสุขของชีวิต

          ซึ่งผมก็ไม่เคยลังเลเลยนะว่าต้องตอบยังไง  หรือต้องสรรหาถ้อยคำใดๆ มาสร้างภาพให้ดูดี ดูน่าสนใจ  แต่รวมๆ แล้ว  ผมก็ตอบอย่างฉะฉาน ตรงไปตรงมาในแบบฉบับการเปิดเปลือยว่า  ชีวิตที่มีความสุข คือ ชีวิตที่เข้าใจในรากเหง้าของตัวเอง

 

 

 

 

 

 

(๒)


 

         

ในทุกๆ ปีของการปิดเทอมใหญ่  ลูกๆ มักถือแผ่นปลิวเรื่องการ ขายฝัน กลับมาบ้านเสมอ  ร้อยทั้งร้อยเป็นเรื่องเรียนพิเศษสำหรับลูกๆ  ทั้งที่เป็นอนุบาลและวัยประถมต้น  อาทิ  ดนตรี ภาษา ร้องเพลง วาดรูป


ปีที่แล้ว ดูเหมือนลูกๆ จะให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ  ทั้งคนเล็กและคนโตบอกเล่าเรื่องเรียนพิเศษอย่างเป็นตุเป็นตะ

          บ้างยื่นเอกสารให้อ่าน  บ้างก็กล่าวอ้างว่า เพื่อนๆ ไปเรียนกันเยอะมาก

แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่เคยมีใครออกอาการให้เห็นชัดเจนว่า อยากเรียนๆ...

          ยิ่งในปีนี้ยิ่งเห็นได้ชัดว่า สองหนุ่มสองมุมของผมนั้น เย็นชาต่อเรื่องดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง  ตรงกันข้ามกลับรบเร้าที่จะกลับไปอยู่กับคุณปู่คุณย่า

          ซึ่งผมเองก็เรียกวิถีนั้นว่า เรียนพิเศษที่บ้านนอก  โดยมีหลักสูตรหลักที่ต้องเรียนรู้อย่างฝังลึก นั่นก็คือ รากเหง้าของชีวิต ภายใต้ห้องเรียนอันหลากบรรยากาศ  เป็นต้นว่า  ครัวอันรกรุงรังในชายคาบ้าน  ต้นขี้เหล็กหน้าบ้าน  ทุ่งนาท้ายหมู่บ้าน ลานดินของเพื่อนบ้านข้างเคียง  ร้านค้าเพิงหมาแหงน  ถนนในตัวหมู่บ้าน  งานบุญ งานโศก วัด และโรงเรียน เป็นต้น

 

 

 

 

ปีนี้ก็เช่นเดียวกัน  น้องดินและน้องแดนยังคงเลือกที่จะกลับไปสู่ห้องเรียนเหล่านั้นอีกครั้ง  ภาพชีวิต หรือฉากชีวิตของวันนี้  จึงไม่แตกต่างไปจากปีที่ผ่านมา  ราวกับเรื่องราวเหล่านั้น ถูกนำมาฉายซ้ำอีกรอบเท่านั้นเอง

          กล่าวคือ - น้องดิน ตัดสินใจบวชเณรอีกรอบ

          ขณะที่นักเลงลูกทุ่ง ก็ยืนกรานที่จะท่องทุ่งและหมู่บ้านกับปู่และย่า (รวมถึงการเป็นเด็กวัดยกบาตรให้ พี่เณร)

          เรื่องดังกล่าวนี้  ผมเชื่อเหลือเกินว่า  พวกเขาเองก็เลือกเพราะ ใจ  อยาก เลือก 

หาใช่เลือกเพราะรู้ว่า นั่นคือ  การเรียนพิเศษ

และเลือกเพราะรู้ว่า  นั่นคือ  ห้องเรียนอันทรงคุณค่าของชีวิต 

          หรือแม้แต่การเลือกเพราะรู้ว่า นั่นคือกระบวนการของการเรียนรู้รากเหง้าของชีวิต

          เพราะทั้งปวงนั้น  พวกเขาเด็กเกินกว่าที่จะขบคิดถึงวิถีเช่นนั้น 

ซึ่งจะว่าไปแล้ว  ก็ไม่จำเป็นต้องบอกย้ำให้เขารู้ว่า วิถีที่ว่านั้น  คือการเรียนรู้ชีวิต พร้อมๆ กับการสะกิดให้พวกเขาได้เข้าใจในความเป็นรากเหง้าของตัวเอง  ด้วยวิธีของการ ใช้ชีวิต

         

          เช่นเดียวกันนั้น  ผมเองก็มองว่า  มันยังไม่จำเป็นต้องกล่าวย้ำ หรือบังคับจัดแจงอะไรต่อมิอะไรให้มากกว่าที่เป็นอยู่ 

ผมอยากให้เขามีความสุขกับจังหวะชีวิตของแต่ละวัน  สนุกเฮฮา หรือแม้แต่ร้องไห้ไปตามท่วงทำนองของแต่ละวันอย่างเป็น ธรรมชาติ  ...

          ให้เขารู้สึกมีอิสระที่จะทำโน่นทำนี่  กินนอนร้องเพลงและดูทีวี

หรือแม้แต่ไล่ชกไล่ตีกับเพื่อนในยามเห็นแย้ง  ไม่สบอารมณ์

          มันเป็นธรรมชาติของเด็ก  และมันก็เป็นธรรมชาติของการเติบโตของชีวิตที่เขาจำต้องสัมผัสด้วยตัวเอง  ภายใต้ความอุ่นใจที่เขาสัมผัสได้ว่า  พื้นที่ตรงนั้นมีสายใยอันอบอุ่นผูกโยงตัวเขาไว้อย่างแน่นเหนียว

          และในทุกๆ วิถีที่โลดแล่น หรือมแต่ล้มลุกคลุกฝุ่นอยู่นั้น ก็ไม่ไกลเกินกว่าความรักและความอาทรของใครๆ จะเดินทางไปโอบกอดได้

 

 

 

(๓)

 

ปีนี้ ก่อนการตัดสินใจบวชของน้องดินนั้น น้องดินขนเสื้อผ้าหน้าแพรไปกินนอนอยู่ที่ทุ่งนากับพี่ชายของผม 
         
โดยทิ้งให้น้องแดนกินนอนอยู่บ้านกับปู่และย่า 

          กลางวันเจ้านักเลงลูกทุ่งหัวจุกก็จะล่องไหลลงมาเล่นกับพี่ที่ทุ่งนา 
         
พร้อมๆ กับการชวนเชิญเพื่อนร่วมรุ่นในหมู่บ้านมาวิ่งเล่นบนกองดินที่เททับเกยกองไว้สำหรับปลูกบ้านของพวกเขาเอง

          พอเหนื่อยมากๆ เข้าก็หันเหมาหลบลมร้อนอยู่ใต้ต้นขี้เหล็กที่เขียวครึ้ม และเย็นสบาย

          พ่อเล่าให้ผมฟังว่า  ในช่วงของการขนดินมาถมที่เพื่อเตรียมปลูกบ้านนั้น  น้องดินจะทำหน้าที่คอยตรวจนับเองว่าได้กี่เที่ยว ได้กี่กองแล้ว 

          ซึ่งมันก็จริงตามนั้น  เพราะเจ้าตัวโทรมาหาผมเป็นระยะๆ ว่า ... ตอนนี้ถมดินได้มาก-ได้น้อย  ใกล้เสร็จแล้ว...อยากให้พ่อมาดู  และอย่าลืม  เอาเงินมาจ่ายให้เขาด้วย...

          มิหนำซ้ำ ยังจัดแจงทางโทรศัพท์ว่า  พื้นที่ดังกล่าว ต้องปลูกบ้านกี่หลัง ปลูกต้นไม้อะไร  และมีอะไรเป็นองค์ประกอบของบ้านบ้าง  

 

 

 

 

 

(๔)

 

 

          ผมและเพื่อนชีวิตตัดสินใจแน่วแน่ว่ายังไงเสียก็คงต้องปักหลักปักชีวิตที่ชายทุ่งบ้านเกิดเป็นแน่ 

เรามีความฝันที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ  การปรารถนาที่จะกลับไปใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเท่าที่จะทำได้  ใช้ชีวิตแบบใช้เงินให้น้อยที่สุด  รวมถึงการขบคิดถึงวิถีของบ้านหลังนี้กับเส้นทางด้านการศึกษาของลูกไปพร้อมๆ กัน

ครับ- ฟังดูเหมือนนิยาย หรือไม่ก็อุดมคติซะเหลือเกิน  
         
แต่ถึงกระนั้น  ผมก็เตือนตัวเองเสมอว่า  เราต้องมีความฝัน - อันหมายถึง
ใฝ่ฝัน  
         
เพราะการมีความฝัน  มันหมายถึงการเดินทางอย่างมี
เป้าหมาย  ไม่เลื่อยลอย หรือลอยมาลอยไปอย่างไร้ทิศทาง

และทุกอย่างก็ดำเนินไปภายใต้แนวคิดที่ว่า ฝันแล้วต้องลงมือทำ ด้วยเหมือนกัน

 

 

 

 

(๕)

 

 

แต่สำหรับวันนี้  ผมเลือกให้ลูกๆ กลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดของผมเอง  เพียงเพื่อให้เขาได้ทำความเข้าใจกับความเป็นไปเป็นมาของรากเหง้าตัวเองเป็นสำคัญ

          แต่ก็มิได้หมายความว่า  ผมกำลังกักขังให้ลูกๆ จมจ่อมอยู่กับการเส้นทางชีวิตแบบที่ชาวบ้านๆ กำลังประสบอยู่

          และก็ไม่ใช่การขีดเส้นตายว่า ลูกๆ ต้องกลับมาใช้ชีวิตเยี่ยงผมและปู่ย่า

          ตรงกันข้าม  ผมเพียงปรารถนาให้เขารู้สึกว่า ในยามที่ต้องเดินทางไกลไปตามเส้นทางแห่งความฝันของตัวเองนั้น 

         -  ก็จงอย่าเคอะเขิน หรือหลงลืมที่จะหวนกลับมาเยี่ยมเยียนพื้นที่อันเป็นรากเหง้าของตัวเองบ้าง

          หรือแม้แต่ในห้วงยามที่ชีวิตบาดเจ็บจากการเดินทางไกล

         -  ก็จงอย่าลังเลที่จะกลับมาหนุนตักแผ่นดินเกิดเพื่อเยียวยาตัวเอง

          เพราะที่นี่คือพื้นที่ ของเขา

          เพราะที่นี่คือพื้นที่ที่เต็มไปด้วย คนของเขา  และมี เรื่องราวของเขา ขับขานด้วยท่วงทำนองอันคุ้นเคยอยู่อย่างไม่รู้จบ

          และถึงแม้ในภายภาคหน้านั้น หลายสิ่งหลายอย่างจะเปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่างไปบ้าง  แต่ในความหมายโดยนัยของคำว่า บ้าน และ รากเหง้า นั้น

ผมเชื่อเหลือเกินว่าทุกอย่างจะยังคงอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

          หรือหากเปลี่ยนแปลงไป  ก็คงไม่ถึงขั้น ไม่เหลือร่องรอยใดๆ ให้หวนรำลึก

          กระมัง

         

 

         

หมายเหตุ

ภาพในบันทึกนี้ เป็นภาพการบิณฑบาตของลูกเณรเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๒
วันนั้น ลูกเณรตื่นตี ๓ เพื่อทำวัตรเช้า
จากนั้นเวลาประมาณตี ๕ เศษๆ ก็ขึ้นรถไปบิณฑบาตข้าวสารอาหารแห้งในหมู่บ้านต่างๆ
วันนั้น  ผมร่วมเดินทางไปกับลูกเณร
เห็นบทเรียนของการฝึกความอดทน 
เห็นภาพชีวิตของชาวบ้านในรุ่งเช้าที่ร้อยรัดอยู่กับศาสนาอย่างอบอุ่น

และเชื่อว่า ลูกเณร จะเรียนรู้วิถีนั้นได้ด้วยเช่นกัน

 

 เปลือยความสุข (25) : เดินทางไกล ไปทางเรือ... (ส่งลูกไปเรียนพิเศษที่บ้านนอก ภาค 2