กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง

๓. ข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาและความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. ....

ประเด็นสำคัญของการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งคือการแบ่งพื้นที่ทำมาหากิน ให้รายใหญ่และรายเล็กอยู่ร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์โดยผู้เข้าร่วมสัมมนาเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาดังนี้

                                ๓.๑ การควบคุมการขยายสาขาของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ต้องหยุดหรือชะลอการขยายสาขาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากแทบจะไม่มีพื้นที่ให้ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมได้ทำการค้า โดยห้างค้าปลีกสมัยใหม่ได้ขยายพื้นที่ครอบคลุมเกือบหมดแล้ว ซึ่งในการควบคุมการขยายสาขาต้องพิจารณาเรื่องต่อไปนี้ คือ

                                                ๑) พื้นที่ ต้องกำหนดให้ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ตั้งอยู่นอกเขตเมือง เพื่อแบ่งพื้นที่ และกลุ่มเป้าหมายกัน โดยให้ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมตั้งอยู่ในเมือง และชุมชน ส่วนห้างค้าปลีกสมัยใหม่ตั้งอยู่นอกเมือง ซึ่งอาจจะเสียเปรียบบ้าง แต่ห้างค้าปลีกสมัยใหม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้

                                                ๒) ขนาด ห้ามอนุญาตให้ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ประเภท discount store ที่ลดขนาดลง (down sizing) ตั้งอยู่ในเขตเมือง

                                                ๓) จำนวน ต้องจำกัดจำนวนห้างค้าปลีกในแต่ละพื้นที่ว่าห้ามมีสาขาเกินกว่าจำนวนที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้มีสัดส่วนห้างค้าปลีกสมัยใหม่กับร้านค้าแบบดั้งเดิม และจำนวนประชากรในพื้นที่ (economic need test) ให้เหมาะสม เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้

๓.๒  ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งฯไม่เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีปัญหาห้างค้าปลีกสมัยใหม่ที่ลดขนาดลง (down sizing) แทรกตัวเข้าไปในชุมชน หากร่างกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับจะเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อห้างค้าปลีกสมัยใหม่ที่ประกอบธุรกิจก่อนกฎหมายมีผลบังคับ เพราะเป็นการกีดกันรายใหม่ไม่ให้เข้ามา

๓.๓ ควรมีมาตรการเวลาเปิด/ปิดห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ต้องมีเวลาเปิด/ปิด เพื่อให้ร้านค้าแบบดั้งเดิมมีเวลาขายสินค้าได้บ้าง เนื่องจากปัจจุบันตลาดสดประสบปัญหาต้องหยุดขายเมื่อถึงเวลาที่ห้างค้าปลีกสมัยใหม่เปิดบริการ เพราะไม่มีคนซื้อนอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมสัมมนาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยายังไม่ข้อเสนอว่าควรควบคุมเวลาเปิด/ปิดร้านสะดวกซื้อ (convenient store) ด้วย อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตจากอนุกรรมการว่าร้านสะดวกซื้อขายสินค้าแพงกว่าร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมจึงไม่กระทบเรื่องการแข่งขันด้านราคา และผู้เข้าร่วมสัมมนาที่จังหวัดนครราชสีมามีข้อสังเกตว่าร้านสะดวกซื้อมีผลกระทบต่อร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมไม่รุนแรงมากเท่าห้างค้าปลีกสมัยใหม่ประเภท discount store ขนาดเล็กที่แทรกตัวเข้าไปในชุมชน

๓.๔ ควรมีกฎหมายควบคุมการขายสินค้าต่ำกว่าทุน และบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ เช่น พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. ๒๕๔๒ พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นต้น เพื่อควบคุมไม่ให้ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ขายสินค้าต่ำกว่าทุน

๓.๕ ควรมีมาตรการทางภาษี ให้สาขาของห้างค้าปลีกสมัยใหม่เสียภาษีเงินได้ให้ท้องถิ่นที่ตั้งของห้าง ไม่ให้เสียภาษีรวมที่สำนักงานใหญ่ ซึ่งจะหักค่าใช้จ่ายของทุกสาขา รวมทั้งรายได้สาขาที่ขาดทุนออกจากรายได้ทั้งหมด ทำให้เสียภาษีน้อยลง และท้องถิ่นไม่ได้ประโยชน์ แต่ประเด็นนี้ มีข้อสังเกตจากผู้แทนสำนักงานสรรพากรพื้นที่ว่าบริษัทที่ตั้งตามกฎหมายไทย ต้องเสียภาษีที่สำนักงานใหญ่ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ และอนุกรรมการตั้งข้อสังเกตว่าในกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งจะไปกำหนดขัดหรือแย้งกับประมวลรัษฎากรเรื่องภาษีไม่ได้ หากจะแก้กฎหมายต้องแก้ในประมวลรัษฎากร

สำหรับกรณีภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น เป็นเรื่องภาษีซื้อหักด้วยภาษีขาย ซึ่งห้างค้าปลีกสมัยใหม่สามารถยื่นรวมที่สำนักงานใหญ่ หรือยื่นแยกแต่ละสาขาก็ได้ ซึ่งการยื่นเสียภาษีมูลค่าเพิ่มรวมทุกสาขาที่สำนักงานใหญ่ ไม่ได้ทำให้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มน้อยลง เป็นเรื่องประโยชน์ในการคืนภาษีเท่านั้น

๓.๗ ให้ประสานกระทรวงมหาดไทยเรื่องต่ออายุประกาศกรมโยธาธิการและผังเมืองที่จะหมดอายุในเดือนมีนาคมนี้ เนื่องจากหากจังหวัดใดไม่ดำเนินการส่งเรื่องมาที่ส่วนกลาง ประกาศฯ ก็จะถูกยกเลิก ควรให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยต่ออายุให้โดยอัตโนมัติ

๓.๘ ควรพิจารณาเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย โดยอาจกำหนดให้การประกอบธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่เป็นกิจการส่งผลกระทบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ที่จะก่อสร้างห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ก่อนการอนุญาตให้ก่อสร้างห้าง นอกจากนี้ ยังต้องศึกษาผลกระทบต่อสังคม และวัฒนธรรมประกอบเช่นกัน

๓.๙ รัฐควรให้ความรู้และทุนแก่ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมในการพัฒนาปรับปรุงร้าน เช่น เรื่องการจัดวางสินค้า การให้บริการ เป็นต้น

๓.๑๐ สร้างความรู้ ความเข้าใจ และจิตสำนึกให้ผู้บริโภคเข้าใจปัญหาและผลกระทบของการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งต่อสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม นอกจากปัจจัยเรื่องราคาถูก

๓.๑๑ ควรให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งทั้งผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกสมัย ผู้ผลิต เข้ามามีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง เพราะเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวอย่างแท้จริง รวมทั้งหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย (เรื่องผังเมือง) เป็นต้น เพื่อการประสานงานอย่างบูรณาการ

 

               

สุชาอรฯ/ครองภาคย์/อัครพงษ์ฯ

๑๖ มี.ค.๕๑