ก้าวล่วงพระราชอำนาจ

 

สำนึกความเป็น " ไท"

 

          ในสถานการณ์ที่บ้านเมืองต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย  ทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลก  ปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้  ประเทศไทยกลับถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ  องค์กรเอกชนต่างๆ  รวมทั้งประชาชนทั้งหลายคงต้องหันมาทบทวนบทบาทของตัวเองว่า  สิ่งที่ท่านได้กระทำ  หรือละเว้นการกระทำนั้น มีจุดประสงค์เพื่อให้ประเทศชาติเกิดความสงบสุขที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงแล้วหรือยัง...

---------------------------  

การปกครองของไทย

---------------------------

          ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เคียงคู่กับประเทศไทยมายาวนาน  พระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นที่ชื่นชมของชาวต่างประเทศทั่วโลก  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯภูมิพลอดุลยเดช  พระองค์ทรงเป็นที่รักใคร่  เป็นศูนย์รวมจิตใจ  และความจงรักภักดีของประชาชนชาวไทยอย่างที่ไม่เคยพบเห็นจากประเทศใดมาก่อน แม้ว่าประเทศอื่นจะมีสถาบันพระมหากษัตริย์เช่นกัน  แต่ประชาชนไม่ได้แสดงออกถึงความจงรักภักดีเทียบเท่ากับประชาชนชาวไทย  จึงเป็นที่น่าแปลกประหลาดใจแก่ชาวต่างประเทศอย่างมากว่า  พระองค์ทรงกระทำอย่างไรจึงสามารถครองใจคนไทยได้ทั้งแผ่นดิน  พระองค์ทรงปกครองดูแลพสกนิกรด้วย "ทศพิธราชธรรม" ทรงรักและห่วงใยเหมือนดั่ง "พ่อดูแลลูก"พระองค์จึงทรงเป็น "พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย" ผู้นำหลายประเทศได้นำหลักการปกครองและหลักการทรงงานในพระองค์ไปประยุกต์ใช้ พระปรีชาสามารถในพระองค์มีมากมายหลายเรื่อง อาทิเช่น  ทรงนำ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" พระราชทานเป็นแนวทางใช้แก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ หรืองานตามโครงการพระราชดำริอีกมากมาย เพื่อใช้แก้ปัญหาความยากจนของประชาชนให้กินดีอยู่ดีอย่างยั่งยืน และเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศของไทย เป็นต้น    การปกครองของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงถูกบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยตลอดมา  ซึ่งเป็นการปกครองที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทย ซึ่งในหลายๆ ประเทศที่ปกครองในระบอบเดียวกันไม่มี พวกเราประชาชนชาวไทยทุกคนควรภาคภูมิใจในความเป็น "ไท" จงรักหวงแหนไว้อย่าให้ผู้ใดมาล่วงเกิน

          รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๒ บัญญัติไว้ว่า   พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่งและองคมนตรีอื่นอีกไม่เกินสิบแปดคนประกอบเป็นคณะองคมนตรี  คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ 

         มาตรา ๑๓  การเลือกและแต่งตั้งองคมนตรีหรือการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย  ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานองคมนตรีหรือให้ประธานองคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง  ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งองคมนตรีอื่นหรือให้องคมนตรีอื่นพ้นจากตำแหน่ง 

          มาตรา ๑๔  องคมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครอง กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง และต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใดๆ

          พลเอก เปรม  ติณสูลานนท์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประธานองคมนตรี  ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  แต่การชุมนุมเรียกร้องของ "กลุ่มคนเสื้อแดง" เพื่อต้องการล้มล้าง "ระบอบอำมาตยาธิปไตย" ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า    "ระบอบอำมาตยาธิปไตย" ตามที่กล่าวอ้างนั้นเหมือนหรือแตกต่างกับ "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" อย่างไร?  กลุ่มผู้ชุมนุมสามารถเรียกร้องให้ถอดถอนประธานองคมนตรีและองคมนตรีพ้นจากตำแหน่งได้หรือไม่?  เหมาะสมหรือไม่?  อำนาจในการถอดถอนให้พ้นจากตำแหน่งเป็นของใคร?  สมควรหรือไม่ในการเรียกร้อง?  เป็นความต้องการของประชาชนชาวไทยที่แท้จริงหรือไม่?  และท้ายที่สุดใครจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์?

          คำตอบทั้งหมดนี้มีเหตุผลอยู่ในตัวเอง  ผลงานของ  พลเอก เปรม  ติณสูลานนท์  คงพิสูจน์ให้ประชาชนชาวไทยในยุคสมัยนั้นได้รู้ว่า  ท่านเป็นผู้นำที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว  ปกครองด้วยหลักธรรมาภิบาล  มีความรับผิดชอบทางการเมือง  พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ประเทศชาติรอดพ้นวิกฤต  ท่านจึงได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยถึง ๓ สมัย  และด้วยคุณงามความดีที่ท่านได้กระทำ  จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น "ประธานองคมนตรี" และได้รับการยกย่องเป็น "รัฐบุรุษ"

          อยากให้ประชาชนชาวไทยได้พิจารณาเปรียบเทียบผู้นำทั้งสองท่านระหว่าง พลเอก เปรม  ติณสูลานนท์  กับอดีตนายกรัฐมนตรีที่กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องให้นิรโทษกรรมว่า ใครควรมีน้ำหนักในความน่าเชื่อถือมากกว่ากัน?  บ้านเมืองในรัฐบาลชุดใดมีความสงบสุขกว่ากัน?  การปกครองในรัฐบาลชุดใดมีความขัดแย้งมากกว่ากัน?  รัฐบาลชุดใดมีผลประโยชน์ทับซ้อนมากกว่ากัน?  มีการคอรัปชั่นโกงกินมากกว่ากัน?  นอกจากนี้คงต้องพิจารณาต่อไปว่า  ความขัดแย้งของการเมืองไทยในปัจจุบันมีจุดเริ่มต้นมาจากอะไร?  สาเหตุของปัญหาคืออะไร?  นักการเมืองที่กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องให้กลับมาเป็นรัฐบาลปกครองด้วยหลักธรรมาภิบาล และมีความรับผิดชอบทางการเมืองหรือไม่?  ระบบศาลเกิดความไม่เป็นธรรมตามที่ถูกกล่าวอ้างจริงหรือ? นักการเมืองในสมัยใดทำเพื่อผลประโยชน์ประเทศชาติและสมัยใดทำเพื่อให้พวกพ้องตนเองอยู่รอด? การเมืองในสมัยใดทุจริตเชิงนโยบายมากกว่ากัน? ระบอบประชาธิปไตยตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องเป็นสิ่งที่คนไทยต้องการ และมีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทยจริงหรือ? และจะนำพาประเทศชาติให้พัฒนาจริงหรือ?  สิ่งเหล่านี้ประชาชนชาวไทยทุกคนควรทบทวนบทบาทและตอบคำถามกับตัวเองให้ได้  เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดและตกเป็นเครื่องมือของผู้ทำลายประเทศชาติโดยง่าย  เพราะในปัจจุบันมีความเจริญทางเทคโนโลยีและการสื่อสารทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น  จึงมีความเสี่ยงต่อการถูกบิดเบือนข้อเท็จจริงสูงเช่นกัน ดังนั้นการบริโภคข้อมูลข่าวสารทั้งหลายต้องเพิ่มความระมัดระวังและใช้วิจารณญาณอย่างมาก

--------------------------------          

แนวคิดผู้เขียน

-------------------------------

          ในฐานะที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้  ซึ่งต้องเสี่ยงชีวิตทุกครั้งที่ออกไปทำงานเพื่อสร้างความสงบสันติสุขให้กลับคืนมาอีกครั้ง  ได้ตั้งความหวังไว้เช่นเดียวกับประชาชนชาวไทยทั้งหลายว่า  ขอให้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ยุติเสียทีไม่ต้องการเห็นความสูญเสียของเพื่อนทหาร และของพี่น้องชาวบ้านทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียงบประมาณจำนวนมหาศาลของรัฐบาลที่ต้องใช้เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว  หากนำงบประมาณจำนวนนี้ไปใช้พัฒนาประเทศด้านอื่นคงจะเกิดประโยชน์อีกไม่น้อย  ในขณะที่ผู้เขียนหวังให้เกิดความสงบสุขในผืนแผ่นดินไทย แต่กลับต้องได้ฟังข่าวความขัดแย้งทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ อยู่ตลอดเวลา  ซึ่งล้วนสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติเพิ่มมากยิ่งขึ้น  จึงอยากให้ประชาชนชาวไทยที่มีความรักชาติหันมาร่วมมือร่วมใจกัน ทบทวนบทบาทของตนเอง เพื่อให้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในประเทศคลี่คลายให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

          ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับการก้าวล่วงสถาบัน โดยพยายามดึงประธานองคมนตรีและองคมนตรีอื่นลงมาเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมือง  ด้วยเหตุผลที่ว่าประธานองคมนตรีและคณะองคมนตรีเป็นตำแหน่งที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย มีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่ทรงปรึกษา  หากพิจารณากันดูให้ดีแล้วการกระทำครั้งนี้มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง  แท้จริงแล้วเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจ  ซึ่งเป็นการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์แต่บิดเบือนไม่กล้าโจมตีโดยตรง  จึงนำประธานองคมนตรีและองคมนตรีอื่นมาเป็นตัวละครในการโจมตี  ผู้เขียนไม่เคยได้ยินข่าวประธานองคมนตรีหรือองคมนตรีอื่นเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพรรคการเมือง  พลเอก เปรม  ติณสูลานนท์  ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธานองคมนตรีด้วยคุณสมบัติที่ครบถ้วนเหมาะสม  ท่านได้รับการยกย่องจากผู้นำทางการเมืองมาโดยตลอด  ผลงานของท่านที่ผ่านมาน่าจะพิสูจน์ได้ว่าท่านไม่ได้โกงกินบ้านเมือง  ไม่เคยทำผิดกฎหมาย  และการวางตัวของท่านได้รับการยกย่องให้เป็น"รัฐบุรุษ" แต่ในขณะที่อดีตผู้นำทางการเมืองที่กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต้องคำพิพากษาของศาลเป็น "ผู้กระทำความผิด" ในหลายคดีและหลบหนีออกนอกประเทศโดยไม่ยอมรับกระบวนการพิจารณาของศาล แต่กลับไปกล่าวหาว่าสถาบันศาลไม่ให้ความเป็นธรรม ทำให้สถาบันศาลได้รับความเสื่อมเสีย

          ผู้เขียน อยากให้ประชาชนชาวไทยเปรียบเทียบทั้งสองท่านว่า  ในสมัยที่แต่ละท่านปกครองประเทศมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง  เพื่อจะได้เห็นว่าใครดีและใครไม่ดี  ผู้เขียนไม่อยากให้เกิดกรณีทำดีแล้วไม่ได้ดี   เพราะเท่ากับเรากำลังส่งเสริมให้สังคมตำหนิคนดี  แต่ยกย่องคนรวยที่ขาดคุณธรรมและจริยธรรม เพราะหากเป็นไปตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องจะก่อให้เกิดปัญหากับอีกหลายสถาบันและหลายองค์กร ยกตัวอย่างเช่น สถาบันศาลที่ได้มีคำพิพากษาตัดสินคดีไปแล้ว  ถ้าจะนิรโทษกรรมให้พ้นผิด  ก็จะมีบุคคลอื่นที่กระทำความผิดใช้กระบวนการเช่นเดียวกันนี้บ้าง โดยไม่พึ่งพากระบวนการทางศาล  แต่พึ่งสื่อและประชาชนในการกดดันให้นิรโทษกรรม  ปัญหาความไม่เสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมายจะเกิดขึ้น เพราะทุกคนจะพยายามทำทุกวิถีทางให้พ้นความผิดและเกิดความไม่เท่าเทียมกันในสิทธิการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอันเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๔๐

          หวังว่าประชาชนที่ร่วมชุมชน  ควรใช้วิจารณญาณในการไตร่ตรองว่า สมควรจะช่วยกันสร้างสถาบันและสังคมไทยให้เข้มแข็ง หรือจะดึงสถาบันต่างๆ ลงมาทำลายโดยรับฟังข้อมูลจากฝ่ายเดียว ก่อนที่เราทุกคนจะตัดสินหรือทำอะไรลงไป อยากขอให้ทุกคนใช้วิจารณญาณในการศึกษาหาข้อมูลให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจ และไม่เกิดความผิดพลาดกับสิ่งที่ทำลงไป  เพราะนั่นมิใช่ความผิดพลาดของคนเพียงคนเดียว  แต่เป็นความผิดพลาดที่กำลังส่งผลกระทบต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม