ครูรำลึกเสมอว่า “การพัฒนาคนต้องเริ่มพัฒนาไปจากเด็ก” เข้าทำนองคำพังเพยที่ว่า “ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก” และสิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ “ครูคือผู้สร้าง ผู้แก้ไข ผู้พัฒนาคน หากคนหรือสังคมมีปัญหา ครูจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้”

 >>> โรงเรียนสร้างคนดีที่บ้านเปือย อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

ที่นี่ไม่ให้เด็กนำเงินติดตัวมาโรงเรียนกันจริงเหรอครับ?  ผมถาม ผอ.บงการ ตรงๆด้วย อยากจะเข้าสู่ประเด็นนี้โดยเร็ว หลังจากที่ได้อ่านข้อมูลมาส่วนหนึ่ง

“จริ้ง” ผอ.ตอบเสียงสูงพร้อมกับส่งยิ้มพราวเต็มหน้า (บุคลิกท่าน ผอ.บงการ ดูเป็นคนใจดี ยิ้มง่าย)

ในปัจจุบันโรงเรียนไม่ว่าจะชนบทในเมือง ปกติเวลาลูกไปโรงเรียนต้องให้เงินลูกกินขนมวันละหลายๆบาท ขึ้นถึงหลักร้อยก็ยังมี

แต่ โรงเรียนบ้านเปือย ตั้งกฏเหล็กว่า ไม่ให้เด็กนำเงินมาโรงเรียนนับ ๑๐ ปี มาแล้ว

ด้วยเงื่อนไข ที่แทบเป็นไปไม่ได้ในสังคมที่บริโภคนี้ แต่โรงเรียนบ้านเปือยทำได้ และภายใต้เรื่องราวที่โรงเรียนปฏิบัติตามเป็นวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง โรงเรียนเปือยได้รับรางวัลชนะเลิศ โครงการเด็กไทยไม่กินหวาน ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานีเขต ๕  เขาทำได้ยังไง?

จริงๆแล้วคำตอบนี้ หากตอบตรงๆก็คือ โรงเรียนไม่มีของขาย เพราะแม่ค้าเองก็ไม่รู้จะมาขชายของให้ใคร ไม่มีขนมกรุบกรอบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่มีลูกอมรสหวานเจี้ยบทำให้ฟันผุ ไม่มีขนม ไม่มีขยะ โรงเรียนก็สะอาดปราศจากถุงพลาสติก เป็นผลที่ได้ต่อเนื่องกัน และที่น่าสนใจอีกก็คือ ความซื่อสัตย์ของเด็กนักเรียน ที่ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเดินทางเข้าไปในตัวอำเภอ หรือไปต่างที่ ก็สามารถหักห้ามตนเองได้ หรืออาจทานของหวานบ้างแต่เพียงเล็กน้อยตามประสาอยากรู้อยากชิมของเด็ก คุณครูสาวท่านหนึ่งบอกผมว่า เด็กนักเรียนบางคนที่เข้าไปในเมืองมาสารภาพว่าไปกินขนมหวาน ลูกอม  แต่ไม่เกินปริมาณ ครูได้เล่าให้ผมฟังต่อว่า "ด้วยเราเป็นโรงเรียนวิถีพุทธการกล่อมเกลาด้วยวิธีคิดคุณธรรมทำให้เด็กรู้ดี รู้ชั่ว และซื่อสัตย์ต่อตนเอง"

 

ผมสนใจเรื่องของแนวคิด “การห้ามเด็กนำเงินติดตัวมาที่โรงเรียน”  ว่าทำไมถึงคิดทำโครงการนี้ และเป็นไปได้อย่างไรที่เด็กจะไม่ใช้เงินในขณะที่พวกเขามาโรงเรียน (ย้อนอดีตสมัยเด็กๆผมเองคุ้นชินขอตังค์คุณพ่อคุณแม่ไปโรงเรียนทุกวัน )

ผอ.บงการ ตอบว่า “ โครงการอาหารอาหารกลางวันของโรงเรียนรัฐสนับสนุนเงินงบประมาณเพียงพอที่โรงเรียนจะจัดอาหารกลางวันที่พร้อมด้วยคุณภาพแล้วจึงไม่จำเป็นต้องนำเงินมาโรงเรียน”

และคุณครูเองก็มีมติและขอความเห็นชอบ ความร่วมจากทางผู้ปกครองทดลองไม่ให้เด็กนำเงินติดตัวมาที่โรงเรียน เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ติดตามผลและพบว่าเกิดผลดี ทุกอย่างวิวัฒนาการมาเป็นกฏที่นักเรียนทุกคนต้องไม่มีเงินติดตัวมาโรงเรียน นอกจากนี้ก็ยังมีบริบทที่ส่งเสริมให้เกิดกฏ กติกาเช่นนี้ กล่าวคือ “คนชนบทอีสานยากจน” ผู้ปกครองที่นี่ยากจนบางครอบครัวไม่มีเงินสักบาท แต่พอมีกฏเช่นนี้ทำให้ผู้ปกครองสบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าทุกครั้งที่ลูกไปโรงเรียนจะหาเงินได้ที่ไหน และแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนแนวทางหนึ่งคือการออมทรัพย์

 

โรงเรียนจัดอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียนได้กินทุกคนทุกวันในวันที่เปิดเรียน และอาหารก็มีคุณภาพ เป็นอาหารที่นักเรียนคิดเองทำเอง โดยใช้วัตถุดิบที่นักเรียนทำขึ้นส่วนหนึ่งคือ พืชผักสวนครัวที่ปลอดสารพิษและมีประโยชน์อย่างแท้จริง

นักเรียนมีความเสมอภาค คือทุกคนไม่ว่ายากดีมีจน ก็มาโรงเรียนโดยไม่มีเงิน นักเรียนได้รับการปลูกฝังตั้งแต่เอยว์วัยในเรื่องการดำนินชีวิตที่เป็นสุขและพอเพียงโดยไม่ใช้เงินเป็นตัวชี้วัด

ดังนั้น “เงิน” สำหรับที่โรงเรียนบ้านเปือย จึงไม่ได้มีความสำคัญไปกว่าสิ่งใดๆ กระบวนการที่ให้เงินมีบทบาทต่อการดำรงชีวิตน้อยที่สุด สร้าง-บ่มเพาะ นิสัยให้เด็กรู้จักพอเพียง มีน้อยใช้น้อย ใช้สอยแบบประหยัด

“เคยมีผู้ปกครองบอกมาว่า ไม่ให้เด็กใช้เงินเดี๋ยวใช้เงินไม่เป็น”  ผอ.บงการตั้งประเด็นต่อน่าสนใจ

“จริงๆแล้วไม่ใช่ครับ หากเราวิเคราะห์กันดีๆ การใช้จ่ายเงินใม่จำเป็นต้องจ่ายเงินออกไป มีวิธีการเรียนรู้การจ่ายออกไปอยู่แล้ว แต่ที่โรงเรียนเรามีพร้อม อาหารกลางวันเราก็จัดได้เต็มที่ อาหารมากคุณค่า มีประโยชน์ งบที่ทางรัฐสนับสนุนมาให้ก็เพียงพอ มาโรงเรียนก็ไม่ต้องเสียค่าเดินทาง เงินจึงไม่จำเป็น ในที่สุดผู้ปกครองเห็นประโยชน์จึงเลิกคัดค้านแนวคิดนี้”

นอกจากเด็กไม่ใช้เงินแล้ว พวกเขายังอดออมหยอดกระปุกไม้ใผ่ ในทุกวัน เงินที่ได้มานอกจากเป็นเงินที่ผู้ปกครองให้แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเงินจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กเอง ที่รับจ้างขุดมัน รับจ้างสารพัดในชุมชนช่วงวันหยุด ในช่วงวันที่ ๑ – ๕ ของเดือน กิจกรรมออมทรัพย์ ที่โรงเรียนเล็กๆแห่งนี้ มีชีวิตชีวายิ่งนัก กระปุกออมสินที่ทำจากไม้ใผ่ ถูกผ่ากลางนำเงินเหรียญออกมานับฝากธนาคารกันอย่างมีความสุข

ผอ.บงการเล่าต่อว่า “เราริเริ่มทำธนาคารออมทรัพย์ในโรงเรียนขึ้นเพื่อให้เด็กได้เริ่มออมกันตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล  ซึ่งเป็นการเรียนรู้การประหยัด อดออม ให้รู้จักวิถีชีวิตที่พอเพียง ชีวิตที่มีความสุขโดยไม่ต้องมีเงื่อนไขเรื่องมีเงินมาก”

แม้ว่าเงื่อนไขของชีวิตชนบทห่างไกล อาจมีปัจจัยที่ทำให้กิจกรรมลักษณะนี้สำเร็จลงได้โดยง่าย แต่นั่นเอง ก็ถือว่า เป็นความพยายามของโรงเรียนในการคิดหากระบวนการ “สร้างคน” กล่อมเกลาพัฒนาจิตใต้สำนึกของเยาวชน ให้เป็นคนดี และมีความสุข ไม่ใช่สอนสั่งแต่เพียงอย่างเดียว การปฏิบัติสำคัญยิ่งในการพัฒนาเด็กไปอย่างช้าๆ

"เงินมีความสำคัญก็จริงอยู่ แต่ไม่ใช่คำตอบทุกอย่างในการดำเนินชีวิตในสังคม"

คนมีเงิน มองสิ่งที่อยู่รอบตัวเองเป็นธุรกิจที่จะเพิ่มจำนวนเงินของตัวเองให้มีมากขึ้น แม้ธุรกิจที่จะเพิ่มจำนวนเงินนั้นจะแลกด้วยความพิการ หรือชีวิตมนุษย์ก็ไม่สนใจ แต่สิ่งที่คนมีเงินตอบตนเองไม่ได้คือ “มีเงินเท่าไหร่ถึงจะพอ”

ที่โรงเรียนบ้านเปือยสอนให้เยาวชนรู้จัก คำว่า “พอ” และ สอนให้รู้จักการดำเนินชีวิตโดยปลดพันธนาการบางอย่างให้หลุดพ้นไป การดำเนินชีวิตที่เป็นสุขและพอเพียงโดยไม่ใช้เงินเป็นตัวชี้วัด

จากการดำเนินงานดังกล่าวของโรงเรียนบ้านเปือย ขอเชิญทุกคนมาร่วมพิสูจน์การสร้างคน สร้างสังคม สร้างชาติ สร้างสุข โดยวิธีการที่ง่าย ไม่ต้องลงทุนมากได้ที่โรงเรียนตลอดเวลา และคณะครูรำลึกเสมอว่า “การพัฒนาคนต้องเริ่มพัฒนาไปจากเด็ก” เข้าทำนองคำพังเพยที่ว่า “ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก”

และสิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ “ครูคือผู้สร้าง ผู้แก้ไข ผู้พัฒนาคน หากคนหรือสังคมมีปัญหา ครูจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้”

เพราะครูคือ ผู้แก้ไขปัญหาให้สังคม ไม่ใช่สร้างปัญหาให้สังคม

 

จะปลูกไม้ให้ดอกบานงามทั่วถิ่น

จะปั้นดินด้อยราคามีค่ายิ่ง

จะฝาฟันแม้ยากลำบากจริง

จะสร้างสิ่งดีไว้ให้แผ่นดิน(1)

(1)

เอกสาร รายงานการดำเนินการโรงเรียนวิถีพุทธ โรงเรียนบ้านเปือย ต.บุเปือย อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ,สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต ๕