|
สรภัญญ์หรือสารภัญญะหรือสรภัญญะ
กลุ่มประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้สรุปไว้ว่า
สรภัญญ์ (สะ-ระ-พัน หรือสอ-ระ-พัน) หรือ สารภัญญะ (สา-ระ-พัน-ยะ) หรือ “สรภัญญะ” (สอ-ระ-พัน-ยะ)สามารถออกเสียงได้ทั้งสี่แบบ และถือว่าถูกต้องตามความนิยมของแต่ละท้องถิ่นเป็นบทสวดประเภทหนึ่งที่อุบาสกและอุบาสิกาในภาคอีสานนิยมสวดกันในวันอุโบสถศีล (วันพระ) หรือบางครั้งก็นำมาสวดประชันกันว่าคณะสวดหมู่บ้านใดจะสวดได้ไพเราะและบทสวดใครจะมีคารมคมคายกว่ากัน การสวดสรภัญญ์นี้ภาษาถิ่นอีสานเรียกว่า “ ฮ้องสรภัญญ์ ”
“ สรภัญญ์ ” เป็นการสวดมนต์ในทำนองสังโยค คือ การสวดเป็นจังหวะหยุดตามรูปประโยคฉันทลักษณ์ บทสวดจะมีลักษณะเป็นฉันท์หรือกาพย์ก็ได้แต่ที่นิยมกันมากคือ กาพย์ยานี สำหรับเนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับศาสนา บาปบุญคุณโทษนิทานชาดก นอกจากนั้น ก็ยังมีการแต่งกลอนเน้นไปทางศิลปวัฒนธรรม เช่น กลอนถามข่าวโอภาปราศัย ชักชวนให้ไปเยี่ยม การลา หรือไม่ก็อาจจะเป็นวรรณกรรมท้องถิ่นของอีสานอาทิ เรื่องกล่องข้าวน้อยฆ่าแม่ เป็นต้นบทสวดสรภัญญ์มักไม่เน้นในเรื่องความรักหรือการเกี้ยวพาราสีของคนทั่วไปเพราะการสวดสรภัญญ์นั้นเกี่ยวข้องกับทางศาสนา และผู้ฝึกสอนเป็นพระภิกษุจึงไม่ให้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก แต่อาจจะมีบางเรื่องเช่นตอนนางยโสธราพิมพาอาลัยอาวรณ์เจ้าชายสิทธัตถะที่หนีออกบวช ที่แสดงความรัก
สำหรับการสวดสรภัญญ์ในเมืองไทยนั้นมีการสวดมานานแล้วตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ แต่การสวดในยุคนั้นนิยมสวดเป็นภาษาบาลีและมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาโดยตรง ไม่มีเรื่องแต่งใหม่เป็นคำไทยผู้ที่สวดจึงมักเป็นพระสงฆ์ และอุบาสกอุบาสิกาที่อ่านภาษาบาลีได้คล่องแคล่วเมื่อการสวดสรภัญญ์ได้รับความนิยมมากขึ้นปราชญ์ทางพุทธศาสนาจึงได้แต่งคำสวดเป็นภาษาไทยให้อุบาสกอุบาสิกาและแม่ชีใช้สวดในวัด เช่น สวดทำวัตรเนื้อหาก็จะได้จากกระทู้ธรรมในพุทธศาสนสุภาษิต และธรรมบท
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่สามารถสืบทราบได้ว่ามีการสวดสรภัญญ์ตั้งแต่เมื่อใด ปัจจุบันการสวดสรภัญญ์ของพี่น้องชาวภาคอีสานนั้น นิยมสวดกันในงานศพงานทอดผ้าป่า งานกฐิน งานทอดเทียน งานกวนข้าวทิพย์ และในกิจกรรมวันธรรมสวนะ (วันพระ) ส่วนภาคกลางนั้นนิยมร้องในงานศพ เช่นเดียวกับการสวดพระอภิธรรม
การสวดสรภัญญ์ของภาคอีสานนี้ เทียบกับ ภาคกลาง ก็คือ สวดโอ้เอ้วิหารรายส่วน ภาคเหนือ จะเรียกการสวดแบบนี้ว่า อื่อระนำ จ๊อยทำนองธรรม และ ภาคใต้ เรียกสวดค้าน จุดมุ่งหมายของการสวดไม่ว่าจะของภูมิภาคใดก็ล้วนมีจุดประสงค์เดียวกันคือการเผยแพร่ธรรมะ ดังนั้น เนื้อหาที่ใช้สวดจึงมักให้คติธรรม เช่น เรื่องเวสสันดรชาดกและชาดกต่างๆ
การสวดสรภัญญ์มีรูปแบบการสวดตามลำดับการขับสรภัญญ์เป็นกลุ่มของกลอนดังนี้
๑. กลอนเตรียมตัว จะกล่าวถึงการเตรียมตัวกราบไหว้พระรัตนตรัยเนื่องจากธรรมเนียมของชาวพุทธก่อนจะทำสิ่งใดจะต้องไหว้พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ก่อนเป็นอันดับแรก กลอนนี้จึงเสมือนกลอนนมัสการหรือไหว้ครูนั่นเอง
๒.กลอนบูชาดอกไม้ กลอนบทนี้แสดงให้เห็นถึงการบูชาดอกไม้ที่ทุกคนเตรียมมาและถืออยู่ในมือแล้วหรือบางทีก็วางไว้ที่ขันกะหย่องตอนกราบพระครั้งแรกการบูชาด้วยดอกไม้ของหอมถือว่าเป็นอามิสบูชาเป็นการบูชาเบื้องต้นที่ศาสนิกชนควรจะทำ
๓. กลอนไหว้คุณครูบาอาจารย์ นอกจากไหว้พระรัตนตรัยแล้ว สิ่งที่ควรรำลึกต่อไปก็คือ ครูอาจารย์
๔.กลอนเดินทาง เป็นกลอนพรรณนาการเดินทางมาร้องสรภัญญ์ กลอนนี้เป็นการสะท้อนภาพชนบทที่นักร้องสรภัญญ์ได้เดินทางจากบ้านของตนเองบุกป่าฝ่าดงมายังสถานที่ร้องสรภัญญ์
๕. กลอนปัญญาน้อย เป็นกลอนแสดงการถ่อมตนไม่โอ้อวด ให้เกียรติผู้อื่น
๖. กลอนให้รักษาศีล เป็นการเริ่มกลอนที่เป็นเนื้อหาสาระของจริยธรรมคือว่าด้วยเรื่องทาน ศีล ภาวนา
๗. กลอนพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เป็นกลอนที่กล่าวถึงเนื้อหาของพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ว่ามีอยู่กี่ประการ
๘. กลอนสังขารไม่เที่ยง เป็นกลอนที่กล่าวถึงสภาวธรรมคือความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของสังขาร เพื่อเตือนนิกรชนให้สำนึกอย่าประมาท
๙.กลอนนรก-สวรรค์ เป็นกลอนที่ว่าด้วยนรก ซึ่งเป็นปลายทางของคนบาปและสวรรค์ซึ่งเป็นอานิสงส์ของคนบุญ
๑๐. กลอนคุณบิดาคุณมารดา เป็นกลอนที่เสริมด้านคุณธรรม เป็นการแสดงคุณบิดามารดาและชี้นำให้รู้จักบุญคุณของผู้มีพระคุณ ที่เรียกว่า “ กตัญญูกตเวที ”
๑๑.กลอนลาและอวยพร เป็นกลอนส่งท้าย ผู้ร้องสรภัญญ์จะบอกลาพระสงฆ์และผู้ฟังทุกคนแล้วอวยพรให้มีความสุข อยู่ดี มีแฮง (มีแรง)
คุณประโยชน์ของการสวดสรภัญญ์นอกจากจะทำให้ผู้ที่สวดได้เข้ามาใกล้ชิดพระศาสนาตั้งแต่วัยเยาว์แล้วในบทสวดยังเป็นบทกลอนที่เป็นประโยชน์ เช่น กลอนบูชาครู กลอนบูชาดอกไม้ กลอนศีลกลอนพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ กลอนบูชาคุณบิดร มารดา ซึ่งล้วนแต่บ่งบอกถึงการรู้คุณกตัญญู รู้จักการขออภัย ให้อภัย รู้จักความดีความชั่วซึ่งเป็นยอดแห่งมนุษยจริยธรรมทั้งสิ้นนอกจากนี้ยังมีการนำเอาวรรณคดีท้องถิ่นของภาคอีสานมาแต่งเป็นกลอนจึงทำให้ผู้ฟังได้รู้เรื่องนิทานพื้นบ้านต่างๆ ซึ่งเป็นนิทานที่มีคติสอนใจจึงเป็นการสืบสานไม่ให้นิทานพื้นบ้านต้องสูญหายไปกับกาลเวลา
ในปัจจุบันเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งที่ชาวอีสานได้ร่วมใจกันสืบสานการสวดสรภัญญ์ให้คงอยู่ด้วยการสวดในกิจกรรมวันธรรมสวนะและงานบุญต่างๆรวมไปถึงได้จัดให้มีการประกวดสวดสรภัญญ์กันอยู่เสมอมีการแข่งขันตั้งแต่ระดับตำบลจนถึงระดับภาค นอกจากนั้นแล้วยังได้ถ่ายทอดให้กับเยาวชนโดยการบรรจุอยู่ในเรียนการสอนวิชาวรรณกรรมท้องถิ่นในโรงเรียนต่างๆของภาคอีสานอีกด้วยจึงเชื่อได้ว่าการสวดสรภัญญ์อันเป็นอีกหนึ่งในมรดกวัฒนธรรมนี้จะยังคงอยู่คู่กับชาวอีสานต่อไปตราบนานเท่านาน
|
สวัสดีตอนเช้าๆ ครับคุณลำดวน
เราชาวอีสาน ควรอนุรักษ์เอาไว้ สร้างแรงจูงใจ ให้คนหนุ่มสาวมีความหวงแหน
ช่วงนี้เข้าพรรษา มีการทอดเทียน ขับร้องสารภัญสนุกมากครับ
** อยากได้เนื้อหากลอนจะหาได้จากไหน
** จะได้นำไปให้พระครูท่านพาเยาวชนร้อง
** ถ้าท่านใดมีส่งให้ด้วยนะค่ะ จะขอบคุณมาก
อยากได้บทสวดสรภัญญะ มาเปิดให้เด็กฟังเหมือนกันค่ะ
เพราะทุกวันศุกร์ก่อนเลิกเรียนจะเป็นกิจกรรมไหว้พระ-สวดมนต์ -สวดสรภัญญะ
ก็ไปกันแบบ ถูกมั่ง เพี้ยนกันบ้าง ทั้งครู ทั้งนักเรียน แต่ก็อยากให้เด็กได้รู้จักการสวดสรภัญญะเอาไว้บ้าง ใครมีข้อมูลตรงนี้ ก็เอามาฝากด้วยนะคะ จะเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง
หวัดดีค่ะ
คิดถึงแม่(แม่เสียแล้ว) จำได้ว่าตอนที่ท่านยังมีชีวิตเคยพาไปที่วัดฝึกร้องสรภัญญะ (ตอนเด็ก) เลยอยากฝึกร้องค่ะ
อยากได้เนื้อร้องนะคะเพราะมากเคยร้องเลยอยากได้เนื้อมาฝึกน่ะค่ะ
เคยร้องบทบูชาพระรัตนตรัย
บทสำเรียง (วันไหว้ครูจะมีร้องคะ)
อีกบทหนึ่งจำไม่ได้นะคะ
บทที่ 1 ร้องว่า
มาลาดวงดอกไม้ มาลาดวงดอกไม้มาตั้งไว้เพื่อบูชา
ขอบูชาคุณพระพุทธ ขอบูชาคุณพระพุทธ ผู้ได้ตรัสรู้มา
ขอบูชาคุณพระธรรม ขอบูชาคุณพระธรรม ผู้ได้นำคำสอนมา
ขอบูชาคุณพระสงฆ์ ขอบูชาคุณพระสงฆ์ ผู้ดำรงค์พระวินัย
บทที่ 2 ร้องว่า
จำเรียงทอยล๋อยกรานแด่อาจารย์เชียวชาญสอน
เคารพคุรอันสุนทรเอื้ออาทรด้วยกายใจ เอื้ออาทรด้วยกายใจ.....ที่เหลือจำไม่ได้ (อิอิ)
บทที่ 3 จำได้ทอนเกลือบสุดท้ายที่ร้องว่า
พฤหัสบดีดล พฤหัสบดีดล
เปรียบเป็นเช่นโพธิ์ไทรให้ร่มเงาเหล่านกกา ให้ร่มเงาเหล่านกกา
อะไรประมาณนี้นะคะ (อยากได้เนื้อร้องมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆค่ะช่วยลูกนกตาดำๆด้วยนะคะ)