ดึงพลังดี ๆ ที่กัลยาณมิตรบล๊อกเกอร์มีอยู่ โดยการดึงพลังเช่นว่านั้น จะต้องเริ่มจากการ “รู้ตัว” และ “รู้สึกอ่อนน้อมถ่อมตัว” เคารพนบนอบ อย่างที่ท่านกฤษณมูรติ กล่าวไว้ เพื่อนำความอ่อนน่อมถ่อมตนไปสู่ความสงบและเป็นกลางตามหลักพหรมวิหารสี่ในการโน้มนำสิ่งดี ๆ เข้าสู่ตน อันเป็นการพัฒนาจิตที่อยู่ในบริบทแห่งโลกโลกียะเท่านั้นนะคะ

บันทึกนี้ขอมุ่งเน้นเรื่องการดูดพลังจากกัลยาณมิตรบล็อกเกอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ศิลาอยากจะถ่ายทอดความคิดความรู้สึกออกมาเป็นตัวหนังสือเพื่อหวังจะให้เกิด รอยยิ้มแห่งจิต  (Smile of Mind) และทำให้ชีวิตสบายขึ้น (Take life easy)

 

หากเราเชื่อว่าตัวตนเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยเริ่มจากการ “รู้ตัว” ก่อน การเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นก็จะเป็นเสมือนการแปลงรูป Self Transformation จากดักแด้ไปเป็นผีเสื้อได้เลยทีเดียว

 

การเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็น “กระบวนการที่เกิดขึ้นจากภายใน” จากความเข้าใจแก่นแท้ของตนเอง  ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน

 

ทำไมเราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง?  ช่วงนี้เป็นช่วงที่ศิลากำลังเตรียมบทความหนึ่งเรื่องเพื่อเผยแพร่ในงานกิจกรรมขององค์กร ซึ่งให้ชื่อกิจกรรมว่า “รู้เรา รู้เขา เข้าถึง จึงพัฒนา”  ดังที่เคยเกริ่นนำมาบ้างแล้วว่าจะจัดขึ้นในปลายเดือนเมษายนนี้  ในที่นี้ จะไม่ขอเน้นกิจกรรมนั้น แต่จะดึงบางส่วนของบทความที่กำลังเขียนอยู่มาใส่ไว้ในบันทึกนี้

 

ในจุดแข็งที่เรามีอยู่ขณะเดียวกันก็เป็นจุดอ่อนได้เหมือนกันค่ะ  ศิลายกตัวอย่างเรื่องง่าย ๆ ใกล้ตัวเรา  ก่อนที่ศิลาจะเข้ามาเป็นบล๊อกเกอร์  เป็นคนที่เขียนอย่างเป็นเหตุเป็นผล มีการจัดระบบความคิดชัดเจน  เทคนิคการเขียนข่าวและบทความก็เรียนจบมาเป็นเรื่องเป็นราว จึงเน้นแต่สาระข้อเท็จจริงมากเกินไป

 

แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในวงการสังคมเรียนรู้ออนไลน์ G2K  ความที่ “รู้ตัว” อยู่แล้วว่าเรามีจุดอ่อนคือการใช้ความคิดอย่างมีเหตุผลมากเกินไป ย่อมทำให้การนำเสนอเนื้อหาแห้งแล้ง ขาดสีสัน  และควรจะต้องเพิ่มแนวการเขียนที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ของนักเล่าเรื่อง   ศิลาจึงใช้วิธีเข้าไปอ่าน เข้าไปแลกเปลี่ยนกับกัลยาณมิตรบล๊อกเกอร์หลายท่าน เพื่อการพัฒนาวิธีคิด วิธีรู้สึกและการมองโลกของตนเอง

 

ยิ่งเราเข้าไปเรียนรู้ในบล็อกต่าง ๆ ของกัลยาณมิตรมากเท่าไหร่  เราก็จะยิ่งเห็นสิ่งที่แตกต่างจากตัวเรา และเกิดกระบวนการเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงภายในตัวเราเองโดยอัตโนมัติ

 

ขณะที่เราเข้าไปในโลกแห่งการเรียนรู้ของกัลยาณมิตรหลาย ๆ ท่าน ศิลารู้สึกมองไม่เห็นตัวเอง…,มองเห็นแต่เนื้อหาของกัลยาณมิตรที่บรรจงถ่ายทอดความคิด ความรู้สึกออกเป็นภาษาเขียน

 

สิ่งที่เราจะเรียนรู้และดูดพลังกัน โดยแท้จริงมีเพียง 3 ประการหลักเท่านั้น

1.      ความคิด  เหตุผล

2.      อารมณ์  ความรู้สึกที่ต้องการสื่อ

3.      การแสดงออก บรรยากาศในบันทึก

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน แยกกันไม่ออกและหล่อหลอมรวมเป็นหนึ่ง

 

แต่ในขณะที่เราจะเรียนรู้และดูดพลังสิ่งดี ๆ เข้ามา  เราควรจะต้องแยกก่อนค่ะ

 

เราควรรู้ตัวว่าเราขาดอะไร หรือมีน้อยไป  แล้วเราก็ดึงส่วนดี ๆ นั้นเข้ามาสู่ตัวเรา 

 

เรามีเหตุผลมากเกินไป สาระเหลือเฟือเกินไป….ก็ดึงอารมณ์ความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เข้ามาผสมผสานและนำเสนอให้เห็นภาพที่เราอยากจะสื่อ

 

เราพรรณาด้วยอารมณ์มากไปไหม  อย่างนั้นสอดแทรกสาระเข้าไปให้เห็นบ้าง และอาจจะสรุปความคิดรวบยอดตามมุมมองของเรา และเปิดให้ท่านผู้อ่านมาร่วมแบ่งปันเหตุผลและอารมณ์กัน

 

ท่าทีของเจ้าของบล๊อกที่มีอัธยาศัยไมตรี เปิดกว้างทางความคิด ความรู้สีกในการแสดงออก ความเอื้ออาทร ความห่วงใยกัน  สามารถสร้างสัมผัสการรับรู้แก่ผู้อ่านได้ค่ะ

 

 

นอกจากนี้  การอ่านความเห็นของท่านผู้อ่านที่มาเยี่ยมก็นับว่าสำคัญ ควรอ่านด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่ควรตีความปรุงแต่งใด ๆ   ศิลาให้เวลาในการอ่านบันทึกของกัลยาณมิตรและแสดงความคิดเห็น  คิดเป็นสัดส่วนสูงกว่าการเขียนบันทึกและตอบความเห็นในบันทึกตนเองค่ะ สมมติว่ามีเวลา 2 ชั่วโมง/วัน ก็จะอ่านบันทึกและเม้นท์ท่านอื่น 1.30 ชม. ส่วนบันทึกตนเองจะปั่นเร็วมาก สะสมวันละนิดวันละหน่อยแล้วค่อยมา "ปล่อยของ" ลงไป รวมกับเวลาตอบความเห็นก็ไม่มากนักหากเทียบกับไปแวะเวียนบ้านกัลยาณมิตรเพื่อการดูดพลังแห่งความดีและความงดงามค่ะ

 

ขอให้มีความเชื่อมั่นในความดีของกันและกัน ก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดความรู้สึกเป็นกลางเช่นว่านี้  การเป็นกลางที่เรียกว่าอุเบกขานั้น จะต้องผ่านการมีเมตตา  กรุณา และมุทิตามาก่อนตามลำดับดังที่เคยกล่าวมาในบันทึกที่แล้ว

 

ดังนั้น การดูดพลังจากกัลยาณมิตรบล็อกเกอร์  จึงควรเริ่มต้นจากการ “รู้ตัว”และการมีพรหมวิหารสี่   ประกอบด้วย “ความอ่อนน้อมถ่อมตน”  โดยขอยกคำกล่าวของท่านกฤษณมูรติมาเพิ่มในบันทึกนี้ค่ะ

          การอุทิศตนและการเคารพนบนอบจึงเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่เอง  เมื่อผมเริ่มเข้าใจกระบวนการทั้งหมดของชีวิต ชีวิตไม่ใช่คือ “ตัวฉัน  ที่ปฏิบัติการอยู่เท่านั้น  แต่คือชีวิตของสัตว์ ชีวิตของธรรมชาติ หรือชีวิตเด็กขอทานตามท้องถนนด้วย  เรามองดูต้นไม้บ่อยแค่ไหน  คุณเคยมองดูต้นไม่หรือดอกไม้บ้างหรือเปล่า  และเมื่อคุณมองดู คุณมีความรู้สึกเคารพนบนอบไหม ไม่ใช่เคารพดอกไม้ที่กำลังเหี่ยวเฉา แต่เคารพความงามของดอกไม้ เคารพสิ่งประหลาดล้ำที่เราเรียกว่าชีวิต ที่ย่อมหมายความถึงการมีความรู้สึกนอบน้อมอย่างแท้จริง โดยไม่มีความรู้สึกร้องขอใด ๆ แล้วจิตใจของคุณก็จะสงบนิ่งโดยตัวของมันเอง จากนั้นคุณไม่ต้องมองที่ใครบางคนที่สงบนิ่งอีกต่อไป และในความสงบนิ่งนั้นไม่มีทั้งคุณและผม มีแต่เพียงความสงบนิ่งเท่านั้น และในความสงบนิ่งนั้น คุณจะพบว่ามีความเคารพนบนอบ ไม่ใช่เคารพในสิ่งใด แต่เป็นความเคารพโดยตัวของมันเอง แล้วชีวิตก็เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ไม่มีอำนาจเหนือใด ๆ มีแต่จิตใจที่สงบนิ่งอย่างสมบูรณ์[1]

 

          ขอสรุปอย่างยืนยันอีกครั้งหนึ่งค่ะ ว่าหากเรารู้ตัว เราสามารถปฏิวัติตนเองได้  ปฏิวัติจากภายใน แปลงรูปไปสู่ภาวะบารมีที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เรายึดติดค่ะ   ดึงพลังดี ๆ ที่กัลยาณมิตรบล๊อกเกอร์มีอยู่ โดยการดึงพลังเช่นว่านั้น จะต้องเริ่มจากการ “รู้ตัว” และ “รู้สึกอ่อนน้อมถ่อมตัว”  เคารพนบนอบ อย่างที่ท่านกฤษณมูรติกล่าวไว้  โดยความอ่อนน่อมถ่อมตนนี้จะนำไปสู่ความสงบและเป็นกลางตามหลักพหรมวิหารสี่เพื่อการโน้มนำสิ่งดี ๆ เข้าสู่ตน  อันเป็นการพัฒนาจิตไปสู่อีกระดับหนึ่งที่สูงขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังอยู่ในบริบทแห่งโลกโลกียะเท่านั้นนะคะ  



[1] จากหนังสือปฏิบัติจากดวงใจ 1  บรรยายโดยกฤษณมูรติ  และแปลโดยสายหยุด  พิมพ์โดยมูลนิธิอันวีกษณา  หน้า 91.

 -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------