ธปท.
ชี้ค่าเงินบาทไม่ได้แข็งกว่าสกุลอื่น จึงไม่กระทบส่งออก
ระบุปล่อยค่าเงินบาทให้เป็นไปตามกลไกตลาด ขณะเดียวกัน 26
เมษายนปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่ พิจารณาปัจจัยน้ำมัน
ดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งการใช้จ่ายของภาครัฐประกอบ
ด้านตลาดเงินจับตาประชุมจี-7 สรุปขยายกรอบเงินหยวน ลุ้น ธปท.
แทรกแซงบาทช่วยผู้ส่งออก
ดร.อัจนา ไวความดี ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึง
ผลกระทบจากการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทต่อภาคการส่งออกของไทยว่า
การส่งออกไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านค่าเงินบาทเพียงอย่างเดียว
แต่ยังขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าด้วย
โดยจะเห็นได้ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมปีก่อน
ที่ค่าเงินบาทไม่ได้แข็งค่ากว่าสกุลอื่นในภูมิภาค
แต่ประเทศไทยก็ไม่ได้ส่งออกมากกว่าประเทศอื่นมากนัก
“ตอนที่ค่าเงินสกุลอื่นแข็ง แต่ค่าเงินบาทไม่ได้แข็ง
ไทยก็ไม่ได้ส่งออกดีกว่าเค้ามากนัก
เรื่องของค่าเงินต้องใช้เวลาในการปรับตัว
จะไปห้ามค่าเงินไม่ให้แข็งก็ไม่ได้
ต้องขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานในตลาด” ดร.อัจนากล่าว
ดร.อัจนา กล่าวอีกว่า ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้า-คู่แข่ง
นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ยอมรับว่า
ค่าเงินบาทแข็งมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากเงินไหลเข้าก้อนโต
โดยมาจากดีลซื้อหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น เมื่อปลายเดือนมกราคม
และช่วงเดือนมีนาคมที่เงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปดูเมื่อปีที่ผ่านมา
โดยเฉพาะช่วงเดือนสิงหาคม 2548
จะเห็นว่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน แล้วค่าเงินบาทต่ำมาก
ซึ่งขณะนั้น เงินเฟ้อไทยยังต่ำอยู่มากก็เลยไม่น่าเป็นห่วง
ดังนั้น
เมื่อเฉลี่ยแล้วค่าเงินบาทไม่ได้แข็งมากไปกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
และหากเทียบกับค่าเงินเกาหลี สิงคโปร์ มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย
จะเห็นว่า ประเทศเหล่านี้แข็งค่ากว่าไทยมาก
ดังนั้นค่าเงินบาทยังมีช่องทางให้แข็งขึ้นไปได้อีก
ดร.บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการอาวุโส ธปท. กล่าวว่า
การเคลื่อนไหวอัตราแลกเปลี่ยน
ยังไม่น่าเป็นห่วงแต่สิ่งที่น่าห่วงคือเรื่องราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก
จนเกิดปัญหาซัพพลายช็อก
เพราะไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าราคาน้ำมันจะขึ้นไปถึงจุดสูงสุดที่ไหน
ซึ่งหากสถานการณ์ยังยืดเยื้ออย่างนี้ก็น่าเป็นห่วงเหมือนกัน
โดยเฉพาะหากลากยาวถึง 6 เดือน
เพราะอาจกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม
ยังเชื่อว่าจะไม่เกิดวิกฤติเหมือนในอดีต “คิดว่าธนาคารกลางสหรัฐ
น่าจะเข้าใกล้หยุดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้แล้ว
และเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยในไทยไม่น่าจะขยับขึ้นจนถึงเลข 2 หลัก”
ดร.บัณฑิตกล่าว
ดร.อัจนา ยังได้กล่าวถึง การปรับประมาณการภาวะเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ซึ่ง
ธปท. จะเผยแพร่ในรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อวันที่ 26 เมษายนนี้ด้วย
โดยกล่าวว่า ในการปรับประมาณการครั้งนี้ได้คำนึงถึงปัจจัยต่างๆ
ที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน
และการใช้จ่ายของภาครัฐบาลด้วย
โดยในส่วนของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมากในช่วงหลังจนถึงระดับ 70
ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนั้น ในการประมาณการเศรษฐกิจครั้งก่อนหน้าของ
ธปท.แม้จะไม่ครอบคลุมถึงในข้อสมมติฐานแบบทั่วไปแต่ในข้อสมมติฐานแบบแย่ที่สุด
ได้คาดการณ์ราคาน้ำมันครอบคลุมราคาปัจจุบันอยู่แล้ว
โดยในรายงานเงินเฟ้อ เมื่อเดือนมกราคม ธปท.
ประเมินว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัว 4.75-5.75% เงินเฟ้อ 3.5-5%
รายงานข่าวจากนักค้าเงิน ระบุว่า ค่าเงินเช้าวานนี้
อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากเมื่อวานนี้
เนื่องจาก
มีแรงซื้อดอลลาร์ในตลาด offshore ต่อเนื่อง เคลื่อนไหวที่ระดับ
37.83-37.86 บาทต่อดอลลาร์ นอกจากนี้
การอ่อนของค่าเงินบาทอาจมีการเก็งกำไรเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
อย่างไรก็ตาม
แนวโน้มค่าเงินบาทยังมีทิศทางแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเพราะสัปดาห์หน้า
อาจมีเงินไหลเข้ามาเพื่อการซื้อกิจการในไทย นอกจากนั้น
ดอลลาร์แข็งค่าแค่ระยะสั้น แต่ระยะยาวคาดดอลลาร์จะอ่อนค่าลง
เพราะทุนสำรองของสหรัฐที่เป็นดอลลาร์ลดน้อยลง
และมีสัญญาณชัดเจนว่าจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยระยะยาว ดอลลาร์จึงอ่อนค่าลง
โดยวานนี้ เยน/ดอลลาร์ อยู่ที่ 117.56-117.59 เยน
นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่า
ค่าเงินบาทในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีความผันผวนมาก
โดยตลอดสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 40 สตางค์
โดยอ่อนค่าสุดในรอบสัปดาห์ที่ระดับ 38.08 บาท ต่อดอลลาร์
และแข็งค่าสุดของสัปดาห์ที่ระดับ 37.65 บาทต่อดอลลาร์
ในตลาดต่างประเทศ ซึ่งเป็นการแข็งค่าสุดในรอบ 6 ปีครึ่งด้วย
ปัจจัยสำคัญของความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา
เป็นผลมาจากข่าวการขยายกรอบความเคลื่อนไหวของค่าเงินหยวน
นักบริหารเงินกล่าวว่า ขณะนี้
ยังไม่สามารถประเมินความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในสัปดาห์หน้าได้ชัดเจนนัก
เนื่องจากต้องติดตามการประชุมกลุ่มจี-7 ที่จะประชุมกันในวันที่ 21
เมษายนนี้
ว่าจะมีการหารือเรื่องการขยายกรอบความเคลื่อนไหวของค่าเงินหยวนหรือไม่
นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในสัปดาห์หน้า
เนื่องจากตลาดมองว่าค่าเงินดอลลาร์ควรอ่อนค่าลงมากกว่านี้
เพื่อแก้ปัญหาขาดดุลการค้าของสหรัฐให้ลดลง
ทำให้ค่าเงินภูมิภาคยังมีโอกาสที่จะแข็งค่าขึ้นได้อีก
สำหรับปัจจัยอื่นคงต้องรอการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐที่จะมีขึ้นในเดือนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม จะต้องจับตา ธปท.
ด้วยว่าจะเข้ามาแทรกแซงค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลงหรือไม่
เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาที่ค่าเงินบาทแข็งค่า
ทำให้ผู้ประกอบการส่งออกได้รับผลกระทบมาก
ซึ่งเชื่อว่าธปท.อาจเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการในการดูแลค่าเงินบาท
ทั้งนี้ กรอบความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในสัปดาห์หน้า
คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 37.70-38.20 บาทต่อดอลลาร์
กรุงเทพธุรกิจ 22 เม.ย. 49
ธปท. ชี้บาทแข็งไม่กระทบส่งออก ประเมินเศรษฐกิจใหม่ 26 เม.ย.
ธปท. ชี้บาทแข็งไม่กระทบส่งออก ประเมินเศรษฐกิจใหม่ 26 เม.ย.
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ห้องสมุดกรมบัญชีกลาง CGD Library · 25 เม.ย. 2549
นาง ศิริวรรณ หวังดี · 25 เม.ย. 2549
นาย สราวุธ ยงค์พิทักษ์วัฒนา · 25 เม.ย. 2549
หมอสุข · 25 เม.ย. 2549
โอ๋-อโณ · 25 เม.ย. 2549