คลังเหนียวดึงจ่ายเงินชดเชย ขาดทุนให้ ร.ฟ.ท. จนขาดสภาพคล่อง ต้องกู้เงิน 3-4 พันล้านบาท ใช้จ่ายแก้ปัญหาภายในไปก่อน
นายไชยยศ สะสมทรัพย์ รักษาการรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับรายงานว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มีปัญหาขาดสภาพคล่องเงินหมุนเวียนใช้จ่ายในองค์กร จึงได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ที่ดูแลรัฐวิสาหกิจทั้งหมด เร่งลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อหาทางดำเนินการแก้ไข
แหล่งข่าว ร.ฟ.ท. กล่าวว่า ปัญหาสภาพคล่องของ ร.ฟ.ท. เกิดจากรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังจ่ายเงินชดเชยการขาดทุนให้กับ ร.ฟ.ท. ล่าช้า ซึ่งขณะนี้มีขาดทุนสะสมที่รัฐต้องชดเชยรวมกัน สูงถึง 1.8 หมื่นล้านบาท ใน 3-4 ปีที่ผ่านมา กระทรวงการคลังให้เหตุผลว่างบประมาณมีจำกัดไม่พอจ่าย    ผลจากการขาดสภาพคล่องดังกล่าวทำให้ผู้บริหารของ ร.ฟ.ท. ต้องแก้ไขปัญหาสภาพคล่องด้วยการเตรียมกู้เงิน 3-4 พันล้านบาท มาใช้จ่ายภายในก่อนที่จะได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาล
แหล่งข่าวกล่าวว่า รัฐบาลจ่ายเงินชดเชย ขาดทุนล่าช้าทุกปี โดยปีหนึ่งจะจ่ายให้ 4 พันล้านบาท      แบ่งการจ่ายเป็น 2 งวด คือต้นปีงบประมาณ กับกลางปีงบประมาณ โดยในส่วนของเงินชดเชยงวดแรกต้นปี  งบประมาณได้มาแล้ว แต่งวดกลางปีงบประมาณยังไม่ได้ ทำให้ ร.ฟ.ท. ต้องทำแผนการกู้เงินเพื่อบริหารสภาพคล่องอยู่ตลอดทุกปี ซึ่งใน ปีนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำแผนการกู้เงิน โดยได้เสนอแผนไปยัง สคร. แล้ว
นายบุญศักดิ์ เจียมปรีชา อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ได้ตรวจสอบการเบิกเงินชดเชยขาดทุนของ ร.ฟ.ท. แล้ว ว่าจะเป็น ร.ฟ.ท. หรือกระทรวงคมนาคม เป็นผู้ดำเนินการเบิกจ่าย แต่จากการสอบถามทาง ร.ฟ.ท. ขณะนี้ได้รับการยืนยันยังไม่ได้ดำเนินการเบิกจ่ายมาที่กรมบัญชีกลาง ซึ่งหากได้รับเรื่องก็พร้อมดำเนินการตาม ขั้นตอนเบิกจ่ายให้ เพื่อไม่ให้การดำเนินการของ ร.ฟ.ท. มีปัญหาขาดเงินสดในการบริหารจัดการ
แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ทาง ร.ฟ.ท. ต้องเร่งดำเนินการฟื้นฟูกิจการเพื่อล้างขาดทุนกว่า    4 หมื่นล้านบาท จะได้ไม่มีปัญหาสภาพคล่อง โดยที่ผ่านมาทาง ร.ฟ.ท. ยังไม่ได้ ส่งแผนฟื้นฟูกิจการพิจารณา ซึ่งในแผนฟื้นฟูมีเงื่อนไขทาง ร.ฟ.ท. ต้องขายที่ดินให้กับกระทรวงการคลัง แลกกับการใช้หนี้จำนวนกว่า 4 หมื่นล้านบาท แต่ไม่สามารถตกลงราคาซื้อขายกันได้ ทำให้แผนฟื้นฟูกิจการเพื่อล้างการขาดทุนสะสมของ ร.ฟ.ท. ไม่สามารถออกมาแก้ไขปัญหาเรื่องรายได้และการดูแลองค์กรได้
โพสต์ทูเดย์   22 เม.ย. 49