หนังซีรีญี่ปุ่น เรื่อง walk my way หรือ
หัวใจผมบริสุทธิ์ เข้าฉายที่ช่อง THAI-PBS
มาได้ระยะหนึ่งแล้ว
เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ผู้เป็นออทิสติก
ที่ต้องเรียนรู้กับการอยู่ในสังคม
"แบบปกติ"
และคนที่ถูกเรียกว่า "คนปกติ"
ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมที่มี "คนออทิสติก"
เป็นสมาชิกสังคมเช่นกัน
หนังเรื่องนี้ได้มอบข้อคิดต่างๆ
ให้กับผู้ชมมากมาย
เสียดายที่ใกล้จะจบแล้ว
แต่เมื่อคืนพฤหัสบดีที่ผ่านมา (2 เมย.52)
สะดุดมากกับข้อคิดที่ได้รับจากเนื้อหาในตอนนี้หลายๆ
อย่าง
คำพูดที่สะดุดใจคือ
"ใครกำหนดว่า...เราต้องก้าวหน้า และ ทำไมความก้าวหน้า จึงมีความหมายว่า
ต้องได้ขึ้นเงินเดือน ต้องได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง"
(เป็นตอนที่ผู้บริหารสวนสัตว์ผู้ต้องการก้าวหน้าในอาชีพการงาน
พยายามทำทุกอย่าง
แม้กระทั่งนำสัตว์ที่กำลังป่วย
ออกมาให้ข่าวประชาสัมพันธ์
เพื่อดึงให้มีลูกค้าเข้าสวนสัตว์มากขึ้น
แต่แล้ว...เขากลับทำให้สัตว์ตัวนั้นป่วยจนเกือบตาย
เขารู้สึกว่า...เจ้าหน้าที่สวนสัตว์ทุกคนเป็นห่วงสัตว์ด้วยความจริงใจ
แต่ตัวเขากลับคิดถึงแต่ความก้าวหน้าในอาชีพการงานของตนเองเท่านั้น)
อีกตอนหนึ่ง เขาบอกว่า
เขาไม่สามารถเป็นตัวของตนเองได้ เพราะความเป็นผู้บริหารสวนสัตว์
เขาต้องแสร้งทำเป็นรักสัตว์ ต้องแสร้งเห็นใจคนพิการโดยการรับเข้าทำงาน
เพียงเพราะเขาเป็น "ผู้จัดการสวนสัตว์"

ในขณะที่ พระเอกของเรื่อง เทรุอากิ (ผู้เป็นออทิสติก)
ให้ข้อคิดกับผู้จัดการสวนสัตว์โดยไม่ตั้งใจว่า
"แม่บอกว่า...ถ้าทำงานได้หลายๆ อย่างก็ดี แต่ถ้าทำไม่ได้...ก็ไม่เป็นไร
แค่ทำงานได้บางอย่างก็ได้...แต่ทำให้เต็มที่"

เทรุอากิ...จดจำชื่อสัตว์ทุกตัว และรู้ข้อมูล ของสัตว์ทุกตัวในสวนสัตว์ได้อย่างละเอียด
เมื่อมีเด็กมาทัศนาจรสวนสัตว์ แล้วเข้าไปถามผู้จัดการสวนสัตว์
ผู้จัดการตอบไม่ได้...
แต่...เทรุอากิ...ท่องสิ่งต่างๆ
เกี่ยวกับสัตว์ตัวนั้นออกมาได้อย่างละเอียด.
หนังเล็กๆ ที่ให้ข้อคิดกับคนทำงานอย่างมากมาย
บางเรื่อง...เราต้องหันกลับมาทบทวนตัวเองเช่นกัน
ใครบอกว่า...เราต้องก้าวหน้า ??
และทำไม...ความก้าวหน้า ต้องหมายถึง การขึ้นเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง ??
ทำไม..เราไม่ทำงานด้วยความรักที่จะทำนะ และทำด้วยใจ ทำให้เต็มที่ไปเลย
มีหลายครั้ง...ที่เรา "แสร้งทำ"
เพื่อให้ดูดีใช่ไหม??
............................
หมายเหตุ : เรื่องย่อๆ ของ walk my way (นำมาจากweb t-pbs)
เทรุอากิเป็นชายหนุ่มอายุ
31 ปีที่มีอาการออทิสติค
เขาสามารถท่องรายชื่อผู้ชนะรายการตูเดอฟรองซ์ได้ หรือ
จำคำพูด ทวนประโยคใดประโยคหนึ่งซ้ำ ๆ ได้โดยไม่ผิดเพี้ยน
แต่เมื่อเป็นคำถามตรรกะ หรือ คำถามที่มีลักษณะเป็นนามธรรม เช่น
สบายดีไหม ? ไปไหนมาเหรอ ?
เทรุอากิกลับตอบไม่ได้
ความสามารถทางสติปัญหาเท่ากับเด็กสิบขวบเท่านั้น
สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาให้เทรุอากิมากมาย คนรอบข้างเข้าใจผิด
การดำเนินชีวิตดูจะลำบากยากเข็น
เพราะ
อาการออทิสติคไม่ได้เป็นโรคที่ทำให้สภาพร่างกายทรุดโทรมน่าสงสารเหมือนกับโรคอื่น
ๆ
อาการของเทรุอากินั้นทำให้เขาไม่เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไปในเรื่องการดำเนินชีวิต
หรือ มุมมองต่อโลกใบนี้
ทำให้โลกของเทรุอากิ และ คนทั่ว ๆ ไปคล้ายแยกออกจากกัน
แต่การดำเนินชีวิตของเทรุอากิ
มุมของของเทรุอากิต่อโลกภายนอก
บางครั้งบางครากลับกลายเป็นมุมมองที่สดใหม่
เหมือนเป็นคำแนะนำไร้เสียงให้กับคนรอบข้าง
เป็นตัวอย่างของการมองชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง
ที่เพียงแต่แปลกแต่ไม่ได้ผิดที่ตรงไหน
ซึ่งค่อนข้างต่างจากซีรีย์ที่มีแกนหลักเกี่ยวกับโรคร้ายทั่ว ๆ ไป
ซึ่งมักจะเน้นที่อาการป่วย เน้นที่การเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกาย
แต่เรื่องนี้กลับชี้ให้เห็นว่าคนที่เรียกตัวเองว่าคนปกติสมบูรณ์นั้น
...
ยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกมากมายจากคนที่เราตัดสินว่าเขาต่างจากเรา
น้ำตาที่มีให้เทรุอากิไม่ได้มาจากความสงสารหรือเห็นใจ
แต่มีให้เพราะชื่นชมในความกล้าหาญที่เดินชนปัญหา และ โลกภายนอก
การเติบโต และ เป็นอิสระสำหรับผู้ที่มีอาการออกทิสติคนั้นออกจะยาก
แต่เทรุอากิก็สรรหาวิธีการรับมือกับโลกภายนอก และ
ก้าวไปในหนทางของตัวเอง .
รายชื่อนักแสดง
Kusanagi Tsuyoshi
Karina
Sasaki Kuranosuke
Motokariya Yuika
Megumi
"ใครกำหนดว่า...เราต้องก้าวหน้า และ ทำไมความก้าวหน้า จึงมีความหมายว่า
ต้องได้ขึ้นเงินเดือน ต้องได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง"
จับใจจริงๆ ครับ ขอบคุณมากครับ
"แม่บอกว่า...ถ้าทำงานได้หลายๆ อย่างก็ดี แต่ถ้าทำไม่ได้...ก็ไม่เป็นไร
แค่ทำงานได้บางอย่างก็ได้...แต่ทำให้เต็มที่"
ชอบประโยนช์นี้มากเลยอะค่ะ
สวัสดีค่ะ อาจารย์บวร
ใช่ค่ะ แม้เราเองก็คิดเช่นนั้นบ่อยๆ ใช่ไหมคะ
ทำงานแล้วต้องก้าวหน้า
ก้าวหน้า...หมายถึง ต้องได้เงินเดือนขึ้น ต้องได้เลื่อนขั้น
แต่ทำไม..ความก้าวหน้า จึงไม่ได้หมายถึง..การได้ทำงานที่รัก.
ขอบคุณค่ะที่แลกเปลี่ยน
สวัสดีค่ะ เด็กดอย
ใช่ค่ะ เราไม่ต้องทำได้ทุกอย่างก็ได้...
แต่ทำทุกอย่างให้เต็มที่...
น่าจะเป็น "การทำงานที่ดีที่สุด และมีความสุขการทำอย่างเต็มที่"
ความก้าวหน้า...น่าจะหมายถึง...การทำได้งานที่รักอย่างเต็มที่...ว่าไหม?
น้อง Pris คะ
เข้ามาอ่านแล้ว ต้องบอกว่าชอบมากๆคะ เป็นผุ้ดูหนังที่จับสาระและความรู้ได้อย่างดี
สุดยอดคะ
รักแล้วคะ
สวัสดีค่ะ แม่ต้อย
ยินดีค่ะที่แวะมาอ่าน...
และยินดียิ่งกว่า...เพราะแม่ต้อยชอบสาระของหนังเรื่องนี้เช่นกัน
ไว้วันพุธ กับวันพฤหัสบดี เวลา 20.20 น. เรารอดูพร้อมกันนะคะ
ที่ช่อง TPBS ค่ะ.
สวัสดีค่ะ ครูอิง
ยินดีต้อนรับค่ะ วันพุธนี้คงมีเพื่อนๆ G2K ล้อมวงนั่งดูหนังเรื่องนี้ด้วยกัน
ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดดีๆ ร่วมกันนะคะ.
มีความสุขเช่นกันค่ะ.
หลงรักเทรุอากิ...
กับโปสการ์ดและคำสามประโยคในทุกวันของเขา
หลงรักความเรียบง่าย อย่างที่เรียกว่า “สะอ้าน”
หลงรักการถ่ายทอด เรื่องยากๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ
หลงรักวิธีคิด และการกระทำ ที่อยากทำได้จัง
จริงแล้ว ชอบการถ่ายทอดเรื่องราวของหนังญี่ปุ่น
ตั้งแต่ “โตเกียวทาวน์เวอร์” จนต้องไปหามาอ่าน
เคยเป็นประโยคสนทนาทุกบ่อย ขณะนั่งรถเข้าเมืองในทุกวันเสาร์อาทิตย์
ถ้า คนทำหนังในไทยเข้าใจว่า พลังของการทำหนังให้คนติดใจ
มันไม่ต้องใช้เนื้อหาทิ่มแทงสังคมเท่านั้น
หนังที่แทบทั้งเรื่องพูดอยู่แค่ไม่กี่ประโยคก็ดึงหัวใจคนได้เช่นกัน
นั่นอาจ...ทำให้เราสร้างคนที่เข้าใจถึงการยืนตรงเคารพธง...ได้เร็วขึ้น
(หมายถึงตัวเองที่ช้าเสมอ)
และคาดหวังว่าเมื่อตื่นจากการหลงรัก จะนำความรักที่ได้มาปฏิบัติอย่างตั้งมั่นอีกครั้ง...และอีกหลายครั้ง
“เทรุอากิ เป็นเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ ต้องดูแลสัตว์ทุกตัวให้ดีนะ สัญญานะ”
“อืม...สัญญา”
ขอบคุณเหลือเกินค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณอุมา
เจอ "แฟนคลับของเทรุอากิ" ตัวจริงเสียแล้ว
ยินดีค่ะที่ได้ แง่คิดงามๆ จากหนังดีๆ เรื่องนี้
เอาไว้เป็นกำลังใจในการทำงาน
และเอาไว้ใคร่ครวญ ยามท้อแท้ สิ้นหวัง และหวังมากไปก็ได้ค่ะ.
55
คืนนั้นมิยาโกะไม่สบายจึงโทรให้คาวางาระมาหาเขาในคืนนั้น แต่คาวางาระบอกปัดไปว่าไปหาไม่ได้ เพราะว่าต้องไปกินข้าวบ้านพ่อตาแม่ยาย มิยาโกะวางมือถือแล้วนอนร้องไห้
มิยาโกะพยายามตัดใจจากคาวางาระ เพราะว่าเขามีภายาอยู่แล้ว แต่ว่าตัวมิยาโกะเองไม่เหลือใคร เขาต้องอยู่คนเดียวมาตลอด มิยาโกะอยากมีใครสักคนไว้ดูแลกัน วันนั้นมิยาโกะบอกกับเพื่อน(จำชื่อไม่ได้)ว่าที่มิยาโกะพยายามตัดใจจากคาวางาระ เป็นเพราะว่ามิยาโกะรักและต้องการแต่งงานกับเขา แต่ว่าคาวางาระมีเจ้าของอยู่แลล้ว มิยาโกะจึงตัดสินใจที่จะไม่รับโทรศัพท์จากคาวางาระ
วันต่อมา มิยาโกะไปทำงานด้วยสีหน้าเศร้าหมอง
แต่พอเจอหน้าเทรุอากิ ก็ยิ้มได้ เทรุอากิยืนหน้านิ่ง (เทรุอากิ ยิ้มเป็นป่าวนะ)
ตอนเย็นมิยาโกะเดินกลับพร้อมกับเทรุอากิ พวกเขาแวะซื้อมันเผา ไปนั่งกินที่ม้านั่งประจำ
บนม้านั่งมีใบไม้หล่นเต็มไปหมด เทรุอากิปัดใบไม้ออกเฉพาะพอสำหรับเขานั่งคนเดียวเท่านั้น มิยาโกะจัง มองอย่างเข้าใจ ต่างคนต่างกินมันเผาของตัวเอง โทรศัพท์ของมิยาโกะดังขึ้น เป็นคาวางาระเองที่โทมา มิยาไม่รับสาย ปล่อยให้มันดังอยู่อย่างนั้น เทรุอากิยังคงนั่งกินมันเผาต่อไปโดยไม่สนใจเสียงใดๆ
สักพัก ฝนก็ลงเม็ด โทรศัพท์ของมิยาโกะ ดังขึ้นมาอีก คาวางาระโทมาอีกเรื่อยๆ แต่มิยาโกะกำลังตัดใจจากเขาโดยการไม่รับโทสับ
เทรุอากิเอาร่มออกมากาง โดยที่ไม่หันไปมองข้างๆเลยว่ายังมีมิยาโกะอีกคนที่นั่งตากฝนอยู่ข้างๆ เทรุอากิกางร่มกินมันอย่างเอร็ดอร่อย
มิยาโกะปล่อยให้น้ำตาไหลท่ามกลางสายฝน มองดูเทรุอากินั่งกินมนัเผาอยู่ภายใต้ร่ม
และมองดุโทสับที่คงดังขึ้นมาอีกหลายๆรอบ
เป็นฉากที่ฉันนั่งดูแล้วสะอื้นจนตาบวม เช้าอีกวัน พอไปทำงานนะ ไม่กล้ามองหน้าใครเลย เพราะฉันว่าน่าสงสารนางเอก ที่พยายามเลิกกะผู้ชายคนรักที่มีเจ้าของอยู่แล้ว แต่ว่ามิยาโกะเป็นผู้หญิงคนนึงที่ยังต้องการคนคอยดูแล มีเพียงคนที่เขาสนิทมากที่สุดคือเทรุอากิ แต่ว่าเทรุอากิคงไม่สามารถดูแลมิยาดกะได้
มิยาโกะต้องร้องไห้เวลาฝนตก เพื่อที่เทรุอากิจะได้ไม่รู้ว่าเขาร้องไห้
แต่ว่าการมีความรักอย่างมิยาโกะมันน่าเจ็บปวดยิ่งนัก จะว่าไปแล้ว ถ้าเป็นอย่างเทรุอากิก็คงดี ไม่ต้องรักใคร ไม่ต้องดูแลใครๆ
และชอบมากเลยกับอีกฉากนึง
ที่เทรุอากิถามแม่ว่า "การแต่งงานคืออะไร ผมต้องแต่งงานไหม"
ซึ้งจนน้ำตาไหล
สวัสดีค่ะ ทั้งสองผู้อ่านที่เข้ามา
เจอ แฟนคลับเทรุอากิ อีกแล้ว ยินดีค่ะที่ หนังดีๆ มีคนดูเยอะๆ ค่ะ