ท่ามกลางผู้คนมากมายในสังคมที่เรา “รู้จัก” ทว่ามิอาจ “รู้ใจ”

เสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้น

ช่วงใกล้ ๕ ทุ่มของคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

เราเดินไปรับโทรศัพท์ด้วยความรู้สึกที่ทั้งแปลกใจ ทั้งกังวลใจ...ใครโทรมาดึกขนาดนี้นะ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?

 

“Hallo, c’est Thippawal?” เสียงปลายทางที่ตอบกลับมาเป็นภาษาฝรั่งเศสทำให้เราคิดคำนวณเวลา ถ้าที่เมืองไทย ๕ ทุ่ม ที่ฝรั่งเศสคงจะประมาณ ๖ โมงเย็นกระมัง

 

“ทิพวัลย์...เธอใช่ไหม?” เสียงปลายทางถามมาอีกครั้ง เป็นเสียงของใครบางคนที่เราคุ้นชิน

 

“Pierre, c’est toi...c’est vrai?” ...“ปิแอร์, เธอหรือ...ใช่เธอจริง ๆ หรือ?” เราถามกลับไปด้วยความดีใจ...จากนั้นบทสนทนาระหว่างเราสองคนก็เริ่มต้น...

 

เดือนกันยายน ๒๕๓๓... เราเดินทางไปเรียนต่อในสาขาพัฒนาการเกษตรด้วยทุนของรัฐบาลฝรั่งเศส โดยหลังจากที่ได้เรียนคอร์สภาษาฝรั่งเศสอย่างเข้มข้นอยู่ ๖ เดือนที่เมือง Vichy ครูเราคือ Prof.Dr.Marc Dufumier ต้องการให้เราได้ปรับตัวเพื่อเรียนรู้ด้านวิชาการและได้คุ้นเคยกับวัฒนธรรมการศึกษาของฝรั่งเศส จึงวางแผนให้เราย้ายมาเรียนที่ Paris…เราเข้าเรียนคอร์สภาษาฝรั่งเศสที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ในช่วงตอนเย็นและวันหยุด ส่วนวันธรรมดาครูให้เราเข้าชั้นเรียนวิชาต่าง ๆ ซึ่งเป็นหลักสูตรปีที่ ๒ ของสถาบันการเกษตรแห่งชาติ กรุงปารีส (INA-PG)...ที่นี่เอง ที่เราได้พบกับปิแอร์ หรือ Mr. Pierre Boudinot ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นเพื่อนรัก(มาก ๆ)คนหนึ่งของเรา

 

เรากับปิแอร์ได้เรียนด้วยกันเพียงประมาณปีครึ่ง เพราะปิแอร์ย้ายไปเรียนต่อในสาขา Immunology ที่สถาบันปาสเตอร์ ...แม้จะไม่ได้เรียนที่เดียวกันแล้วก็ตาม แต่เรากับปิแอร์รวมทั้งเพื่อน ๆ ในกลุ่มอีก ๔-๕ คนก็ยังคบหาใกล้ชิดสนิทสนมกันเรื่อยมา

 

ปิแอร์ไม่ค่อยชอบไปเดิน Musieums หรือเดินดูงานศิลปะตามแกลลอรีต่าง ๆ เหมือนเรากับเพื่อนอีกคน แต่สิ่งที่เราสองคนชื่นชมเหมือนกันคือการได้อยู่กับธรรมชาติ ขุนเขา ราวป่า ท้องฟ้า และสายน้ำ...เราทั้งสองชอบถ่ายภาพเหมือนกัน จึงมีภาพเรื่องราวของธรรมชาติที่บันทึกเก็บเป็น Slide Collection ...ยามมีเวลาก็เอามาดูกันมาอวดกัน...เวลาไปเดินป่า ปิแอร์ชอบดูนก ส่วนเราชอบหามุมสงบเพื่อหลับตาพักใจ

 

เมื่อเรียนจบปริญญาเอก ปิแอร์ทำ Postdoctorate ต่ออีก ๑ ปี จากนั้นก็เข้าทำงานในตำแหน่งนักวิจัยที่ INRA ซึ่งอยู่ชานกรุงปารีส แม้ปิแอร์ต้องทำงานหนักตาม life style ของนักวิจัยฝรั่งเศส และยังต้องมีชั่วโมงบรรยายพิเศษให้แก่นักศึกษาในหลายสถาบัน แต่ปิแอร์ก็มีเวลาให้เราเสมอ... โดยเฉพาะในช่วงที่เราคร่ำเคร่งเขียนงานวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ปิแอร์จะมาคอยช่วยตั้งคำถาม ชวนคิด ชวนคุย เพื่อให้เรา “ตกผลึก” ในการคิดและเขียนงาน...ที่สำคัญคือช่วยปรับแก้ภาษางานเขียนของเราให้สละสลวย กระชับ และได้ใจความ

 

หลังเรียนจบกลับเมืองไทยในกลางปี ๒๕๔๑ ด้วยบทบาทหน้าที่ของผู้ประสานงานโครงการความร่วมมือทางวิชาการไทย-ฝรั่งเศส และผู้ประสานงานโครงการวิจัยของประชาคมยุโรป ทำให้เราต้องเดินทางไปประชุมที่ยุโรปหลายครั้ง และทุกครั้งที่มีโอกาส... เราจะหาเวลาไปเยี่ยมปิแอร์ที่บ้านพักในปารีส

 

วันที่รู้ข่าวว่าปิแอร์จะแต่งงาน เป็นอีกวันหนึ่งที่เรารับรู้ถึงความเต็มตื้นในใจ... เพื่อนรักของเราจะมีใครบางคนมาคอยอยู่เคียงข้างเพื่อห่วงใยและดูแล เรามั่นใจว่าชีวิตคู่ของเพื่อนจะเต็มไปด้วยความสุข เพราะหัวใจของปิแอร์เพื่อนเราจะ "มั่นคง" เสมอ...สำหรับคนที่เขารัก

 

“ทิพวัลย์ เธอต้องมางานแต่งงานของฉันให้ได้นะ สัญญานะว่าเธอจะมา...” ปิแอร์ส่งเสียงมาตามสาย ตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพฯ-ปารีส และตั๋วรถไฟ TGV ปารีส-ดิจงบ้านเกิดของปิแอร์เป็นสิ่งที่เพื่อนจัดเตรียมไว้ให้สำหรับเรา...เพื่อการเดินทางไปร่วมงาน

 

พิธีแต่งงานของเพื่อนเรียบง่ายและงดงาม เรามีโอกาสได้ทำความรู้จักกับ Sirje เจ้าสาวของปิแอร์ในวันนั้น หลังจากที่ได้รับรู้เรื่องราวของเธอผ่านคำบอกเล่าของปิแอร์มาหลายปี ...ตัวจริงของเธอน่ารักมาก เป็นผู้หญิงที่อ่อนโยน ใจดี ทว่าแฝงไว้ด้วยความเข้มแข็งอยู่ภายใน...

 

ปิแอร์และเรายังคงติดต่อกันเรื่อยมา ทางเมล์บ้าง โทรหากันบ้าง ส่งการ์ดถึงกันบ้าง แต่ด้วยภารกิจที่เพิ่มขึ้นของเราทั้งคู่ ทำให้เราขาดการติดต่อกันไปนานเกือบปี

 

สรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ทว่า เสียงของเพื่อนที่สอบถามเรื่องราวสารทุกข์สุขดิบในชีวิตยังคงเป็นน้ำเสียงของ “ปิแอร์” เพื่อนคนเดิม ที่เราสัมผัสได้ถึงกระแสแห่งความรักและความห่วงใยเช่นที่เพื่อนเคยมีให้ตลอดมาเสมอ

 

ก่อนวางสาย...ปิแอร์บอกเราว่า “มีบางสิ่งที่อยากจะขอร้องเธอ สัญญาได้ไหมว่าเธอจะทำ?”

“อะไรหรือ ถ้าทำให้ได้ก็จะทำนะ” เราตอบ

 

“เธอต้องพักผ่อนบ้าง เธอทำงานหนักเกินไป สุขภาพเธอจะไม่ดี สัญญานะ... สัญญาว่าเธอจะทำงานให้น้อยลง อย่างน้อย ๓ ชั่วโมงต่อสัปดาห์” เสียงจากสายทางไกลของเพื่อนแจ่มชัด เราทั้งตื้นตันทั้งนึกขำในใจ... โธ่เอ๋ยนึกว่าจะขอสัญญาจากเราเรื่องอะไร

 

“๓ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ก็คือ ๒๖ นาทีต่อวันใช่ไหม คิดว่าน่าจะทำได้อยู่นะ...ขอบคุณมากที่เป็นห่วง ฉันให้สัญญาว่าจะทำงานน้อยลง..Oui, je te promiseเรากล่าวย้ำอีกครั้งด้วยความเป็นห่วงเพื่อนเช่นกันว่า “ปิแอร์ เธอก็ต้องพักผ่อนให้เพียงพอด้วยเหมือนกันนะ ...กินให้พอ นอนให้พอด้วยนะ”

 

ข้อความสั้น ๆ ในเมล์ที่เพื่อนส่งตามมาในวันรุ่งขึ้น ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นในใจ... ท่ามกลางผู้คนมากมายในสังคมที่เรา “รู้จัก” ทว่ามิอาจ “รู้ใจ” ท่ามกลางความรู้สึกที่ทับซ้อนและผลประโยชน์ที่ถูกกล่าวอ้างในนามของคำว่า “มิตรภาพ” ...ยังคงมีใครบางคนที่รัก ห่วงใย และปรารถนาดีกับเราอย่างจริงใจ

 

“คิดถึงฉันบ้าง และทุกครั้งที่คิดถึงฉัน จำได้ไหมว่า สัญญากันไว้อย่างไร ทิพวัลย์ ...เธอต้องทำงานให้น้อยลงนะ...สัญญานะ”

 

เราเขียนบันทึกนี้ด้วยความคิดถึงปิแอร์ อยากบอกเพื่อนรักอีกครั้งว่า...เราจะพยายามทำงานให้น้อยลง เราสัญญา...ขอบคุณสำหรับความรักและความห่วงใยที่เพื่อนมีให้ตลอดระยะเวลาเกือบ ๑๘ ปีที่เราสองคนได้รู้จักกันและเป็นเพื่อนกัน

 

แม้เราจะอยู่ห่างไกลกัน แต่ใจของเราอยู่ใกล้กันใช่ไหม

 

และสัญญานะว่าจะเป็นเพื่อนรักกันตลอดไป...