สรุปบทเรียน การทดลองปฏิบัติราชการ ณ สำนักงานเกษตรจังหวัดกำแพงเพชรตอน 1(ต่อ)
แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากเกษตรกร(มืออาชีพ)
การถอดองค์ความรู้เรื่องประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง
ประวัติของเกษตรกร คุณสุรินทร์ พิชัย เป็นเกษตรกรอยู่ ม. 2 ตำบลวังไทร อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และปริญญาโท บริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่อยู่เลขที่ 109/1 หมู่ 2 ต.วังไทร อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร เบอร์โทรศัพท์ 084-6740426,055-750046 ปัจจุบันปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ประมาณ 800 ไร่ เป็นการปลูกมัน 2 ปี และแบ่งขุดขายทุกปีสลับกันไป ผลผลิตเฉลี่ยจะได้ประมาณไร่ละ 8-10 ตัน นอกจากคุณสุรินทร์จะปลูกในลักษณะขุดหัวมันจำหน่ายแล้ว ในแปลงปลูกของคุณสุรินทร์ ยังปลูกเพื่อจำหน่ายพันธุ์มันสำปะหลังด้วย เป็นการปลูกเพื่อทดสอบพันธุ์มันที่เหมาะสมกับพื้นที่ และแนวทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังใช้แปลงปลูกของคุณสุรินทร์ เป็นแปลงทดสอบพันธุ์ต่างๆในสภาพการผลิตจริงของเกษตรกรด้วย นอกจากนี้คุณสุรินทร์ยังได้แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งของตนเองมาทำการศึกษาถึงกระบวนการผลิต เพื่อหาแนวทางการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังให้เพิ่มขึ้นด้วย อาชีพของคุณสุรินทร์ นอกจากจะเป็นจะเป็นเกษตรผู้ปลูกมันสำปะหลัง และเป็นผู้จำหน่ายพันธุ์แล้ว ยังเป็นเจ้าของโรงปุ๋ยอินทรีย์เจ้าของลานมันด้วย
ลักษณะพื้นที่ปลูก ลักษณะดินเป็นดินร่วนปนทราย(ค่อนเข้ามาทางทราย)พื้นที่มีการปลูกพืชตลอดไม่ได้พักดิน พื้นที่ทั้งหมด 2 ไร่ เป็นที่ดอน น้ำไม่ท่วม เดิมปลูกข้าวโพดเนื่องจากพื้นที่แห้ง ฝนทิ้งช่วง
การเตรียมดิน ใช้ผาน 3,ผาน 7 สาเหตุที่ไถเพราะต้องการให้หน้าดินลึก ดินเก็บความชื้นได้ดี การไถจะทำให้โครงสร้างของดินเล็กลง อากาศไหลเวียนได้ มีออกซิเจน เก็บความชุ่มชื้นได้นานเมื่อเกิดฝนทิ้งช่วง และเป็นการพักดินด้วยไม่ได้ไถระเบิดดินดาน เนื่องจากโครงสร้างของดินเป็นดินร่วนปนทราย จะไม่เกาะกันเป็นชั้นดินดาน การยกร่องใช้รถไถใหญ่ ความกว้างร่อง 1 เมตร โดยถ้าพื้นที่ลาดเอียงจะยกร่องต่ำ จะได้เก็บความชื้นได้นาน สำหรับพื้นที่ปกติที่ไม่ลาดเอียง จะยกร่องสูงทำให้วัชพืช เจริญเติบโตช้ากว่ามัน เพราะต้นมันจะอยู่สูงกว่าเจริญเติบโตคลุมดิน ซึ่งคุณสุรินทร์ตั้งข้อสังเกตว่า ความลึกของผาน 3,7 มีผลต่อการระบายน้ำ,อากาศ,ทนแล้ง
การเตรียมพันธุ์ ที่มาของพันธุ์ แปลงทดลองของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำมาทดลองในพื้นที่ โดยใช้ท่อนพันธุ์สด สมบูรณ์ ไม่มีโรค-แมลง ตัดตรง ยาว 20-25 ซม. ก่อนปลูกจะเก็บท่อนพันธุ์ไว้ 2 เดือนโดยเก็บไว้กลางแจ้ง จากนั้นจึงนำท่อนพันธุ์ไปจุ่มในน้ำยากลุ่ม Methalene แล้วนำมากองรวมกัน ใช้กระสอบคลุม 2 วัน ที่อากาศถ่ายเทก็จะเริ่มแตกรากจึงนำไปปัก เนื่องจากจะช่วยย่นระยะการแตกรากในดิน และจะช่วยลดความเสี่ยงของการตายของท่อนพันธุ์ด้วย (การตัดท่อนพันธุ์นั้นจะตัดสด ใช้เลื่อยวงเดือนมีมิเตอร์จับความเร็ว ใช้ความเร็วรอบ 1,450 รอบ/วินาที มีมูเร่ขนาด 5 นิ้ว-ตัวฉุด/3 นิ้ว-ตัวตาม ทำให้เวลาตัดท่อนพันธุ์ไม่ช้ำ แตกรากดีและไว) พันธุ์ที่ใช้ปลูกและเหมาะสมกับสภาพดินของคุณสุรินทร์ คือพันธุ์ระยอง 9 กับพันธุ์เขียวปลดหนี้
วิธีการปลูก ปลูกเดือน มี.ค. ระยะระหว่างแถว x ต้น 100x80 ซม. ปลูกที่ระยะ 80 ซม. จะช่วยในเรื่องของความสามารถในการใช้ธาตุอาหาร ให้พื้นที่ใบได้รับแสง เพื่อจะได้มีการสังเคราะห์แสง และใบยังเจริญเติบโตคุมวัชพืชได้ด้วย วิธการปักจะปักตรง ปักลึกประมาณ 5 ซม. ปักลึกเพื่อจะทำให้รากเจริญเติบโตดี ถ้าขาดอากาศรากเจริญเติบโตน้อย ซึ่งจะมีผลถึงหัวมันได้ เมื่อปลูกเสร็จจะใช้ฟางคลุม(วัสดุคลุม) จะช่วยในเรื่องของการชะล้างหน้าดิน เก็บความชื้นได้ และมันสามารถทนแล้งได้
ระบบน้ำ อาศัยน้ำฝนธรรมชาติตามฤดูกาลเพาะปลูก ตั้งแต่เดือน มี.ค.-ก.พ. ของปีถัดไป ในช่วง 3 เดือนแรกควรให้น้ำพอเหมาะ เพื่อให้มันมีการสร้างลำต้นและใบ จะส่งผลไปถึงผลผลิตที่ได้รับ
การกำจัดวัชพืช ใช้รถไถเดินตาม ไถกลบวัชพืช สันแปลงจะใช้คน ช่วงเวลาและจำนวนครั้งที่กำจัดขึ้นอยู่กับปริมาณฝน มีการใช้สารเคมีบ้างพวกไกลโคเสล เพราะจะได้ผลดีกว่ายาคุมวัชพืช(ที่ทำให้โครงสร้างดินแน่น การระบายอากาศไม่ดี ส่งผลถึงการสร้างราก ทำให้มันเจริญเติบโตช้า)ใช้ 2 ครั้ง
ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี โดยใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 50 กก./ไร่ หว่าน 16-8-8 25 กก./ไร่แล้วจึงยกร่อง ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 25 กก./ไร่ ยูเรีย 25 กก./ไร่ หลังปักท่อนมัน(เมื่อมันมีอายุ 1 เดือน)โดยหยอดข้างต้นมัน แล้วกลบด้วยรถไถ เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของมัน จากนั้นเมื่อมันมีอายุ 3 เดือนใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 25 กก./ไร่และใส่ 0-0-60 ยูเรีย อย่างละ 25 กก./ไร่ หยอดกลบข้างต้นแล้วกลบด้วยรถไถเพื่อเร่งการสร้างหัว นอกจากนี้ยังได้มีการฉีดฮอร์โมนเพื่อยับยั้งการเจริญทางยอด 3 เดือน 1ครั้งและ 5 เดือน 1 ครั้ง เป็นสารชื่อเอพิคอท ทำให้ข้อสั้น (ไปกัก Jib ไม่ให้เกิดการแตกยอด ใบลดการเจริญเติบโตทางต้น) ฉีดพ่นทางใบในอัตรา 1 ลิตรต่อน้ำ500ลิตร
การเก็บเกี่ยว ขุดเมื่อมันมีอายุ 11.5 เดือน ประมาณกลางเดือน ก.พ. (ก่อนตรุษจีน)ขุดช่วงฤดูแล้งเพื่อให้มี %แป้งสูงน้ำหนักดี ผลผลิตเฉลี่ย10 ตัน/ไร่ %แป้ง 27 ขึ้นไป โดยคุณสุรินทร์ให้ข้อสังเกตว่าเพราะเก็บในช่วงหน้าแล้ง % แป้งจึงสูง(และถ้าแป้งดี ใบล่างจะร่วง)
ต้นทุนการผลิต
- การเตรียมดิน 700 บาท/ไร่
- ค่าท่อนพันธุ์ 760 บาท/ไร่
- ค่าปุ๋ย(อินทรีย์+เคมี+ฮอร์โมน) 2,635 บาท/ไร่
- ค่าสารเคมีกำจัดวัชพืช+ศัตรูพืช 800 บาท/ไร่
- ค่าเก็บเกี่ยว+ขนส่ง 2,500 บาท/ไร่
รวมต้นทุนการผลิต 7,395 บาท/ไร่
การตลาด ขายได้ตันละ 1,700x10=17,000
ได้กำไร 17,000-7,395= 9,605
ข้อมูลโดยคุณสุรินทร์ พิชัย
การถอดองค์ความรู้เรื่องประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง
ประวัติของเกษตรกร ชื่อคุณลุงเทียบ กรรณีวงษ์ อายุ71 ปี ที่อยู่เลขที่ 1 หมู่ 19 บ้านสองหนอง ต.วังชะพลู อ.ขาณุวรลักษบุรี เดิมคุณลุงเทียบปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์,ถั่วเขียวผิวมัน แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากข้าวโพดมีปัญหาเรื่องการระบาดของตั๊กแตน ผลผลิตเสียหายจากการทำลายมาก ส่วนถั่วเขียวผิวมัน จะมีต้นทุนการผลิตสูง เพราะใช้สารเคมีมาก ค่าตอบแทนต่ำ ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน ต่อมาจึงเปลี่ยนมาปลูกมันสำปะหลังพันธุ์พื้นเมืองแทน แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากให้ผลผลิตน้อย คุณภาพของหัวมันไม่ค่อยดี โดยมีเปอร์เซ็นแป้งต่ำ,ขนาดหัวมันใหญ่แต่มีน้ำมาก ไม่เป็นที่ต้องการของโรงงาน ต่อมาจึงนำพันธุ์ส่งเสริมเข้ามาปลูกแทน ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ระยอง5 ซึ่งปลูกมาแล้ว 10 ปี พันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 และพันธุ์เขียวปลดหนี้ ซึ่งเริ่มปลูกมาประมาณ 2 ปี และพันธุ์ระยอง 7ซึ่งลุงเทียบจำไม่ได้ว่าได้ท่อนพันธุ์มาตั้งแต่ปีไหน แต่ก็ปลูกมานานแล้วและคุณภาพผลผลิตเป็นที่น่าพอใจมากที่สุดเมื่อเทียบกับพันธุ์อื่น โดยลุงเทียบบอกว่ามันระยอง 5 ที่ได้มาจากโรงงาน DI คุณภาพผลผลิตดี แต่พบว่าเมื่อปลูกไปนานๆหัวมันจะแหลม ส่วนพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ทรงต้นจะโต จะแตกกิ่งออกข้างและต่ำทำให้มีปัญหาเรื่องการใช้เครื่องมือที่จะส่งผลให้ต้นมันเสียหาย ส่วนพันธุ์ระยอง มีลักษณะเด่นคือ เก็บเกี่ยวง่าย ขั้วอ่อนกรอบทำให้เฉาะง่าย แตกยอดเร็วกว่าพันธุ์อื่น 15 วันรวมระยะเวลาที่ปลูกมันมาได้ทั้งหมด 32 ปี
ลักษณะพื้นที่ปลูก ลักษณะดินเป็นดินร่วนปนทราย พื้นที่ปลูกเป็นที่ดอน น้ำไม่ขังเพราะลุงเทียบได้มีการปรับพื้นที่ปลูก พื้นที่ปลูกทั้งหมดมี 4 ไร่เป็นที่ดินของตนเอง ไม่เคยนำดินไปวิเคราะห์เพราะไม่รู้จักสถานที่ตรวจ การเดินทางไปก็ไม่สะดวกและคิดว่าขั้นตอนน่าจะยุ่งยาก ไม่มีการปลูกพืชแซมหรือพืชหมุนเวียน แต่ลุงเทียบได้ทำการหว่านกากถั่วป่นอัตรา 2.5 ตันต่อ 14 ไร่(รอฝนตกแล้วไถกลบ)
การเตรียมดิน ไถผาล 3 ลึก หลังจากหว่านกากถั่วป่นและฝนตกครั้งที่ 1 รอฝนตกครั้งที่ 2 จึงใช้รถไถใหญ่ยกร่อง(2 ร่อง)ผาล 7 ลึก 25 ซม. กว้าง 1.2 เมตร ลึก 30 ซม. ซึ่งเป็นการไถกลบหลังรองพื้น
การเตรียมพันธุ์ พันธุ์ที่ลุงเทียบคิดว่าเหมาะกับพื้นที่ของลุงคือ พันธุ์ระยอง 7 ซึ่งได้มาจาก ดร.บุญเพ็ง ได้มา 1 มัด มีประมาณ 20 ต้น ซึ่งลุงเทียบได้นำมาขยายพันธุ์ต่อ โดยนำมาชำในถุง ใช้ดินและแกลบดำเป็นวัสดุปลูก ตัดยาว 10 ซม.(มี 2-3 ตา) ปักชำให้เหลือ 1 ตา นำไปวางในที่ร่ม เมื่อมีใบ 1-2 ใบ จึงนำไปปลูกในแปลงขยาย อายุ 13 เดือนจึงตัดมาขยาย โดยตัดท่อนยาว 1.5 ม. นำมาตั้งกองไว้ เป็นเวลา 2 เดือน ในที่ร่มใต้ต้นไม้ จากนั้นนำมาตัดด้วยมีดทีละต้น ความยาว 40 ซม. ในลักษณะตรง ซึ่งลุงเทียบบอกว่าที่ตัดตรงเพราะหัวมันจะออกรอบรอยตัดและการตัดท่อนยาวจะช่วยในเรื่องของวัชพืช(เวลาพ่นสารเคมี ละอองจะไม่ได้สัมผัสกับยอดที่เกิดใหม่ เพราะถ้าสัมผัสจะเกิดแผลไหม้ประมาณ 1 เดือน จะหักและตาย) ไม่แช่ท่อนพันธุ์เพราะเคยใช้แล้วแต่ไม่ได้ผล เมื่อตัดเสร็จแล้วจะนำไปปลูกเลย
วิธีการปลูก ปลูกต้นฤดูฝน ประมาณเดือนมีนาคม(ต้องรอฝนตกครั้งที่ 2 ก่อน) โดยจะทำการปักท่อนพันธุ์ให้ตรง ลึกประมาณ 10 ซม.(3-4 ตา) ระยะปลูกระหว่างแถวxต้น 1.2x0.6 ม. เนื่องจากสะดวกในการใช้รถไถเล็กเข้าไปพรวนดินกำจัดวัชพืช เวลาปลูกไม่กดดินข้างๆเพราะจะทำให้ดินแน่นถ้าฝนตกลงมา น้ำจะไม่ซึมถึงท่อนพันธุ์ อาจเกิดรากช้าได้ และที่ปักท่อนพันธุ์ลึกเพื่อให้หัวมันอยู่ลึก ไม่ลอยเวลาถูกชะล้างจากน้ำฝนในกรณีเก็บมันไว้ค้างปี(หัวมันจะลอย เวลาถูกแดดในฤดูแล้งจะทำให้หัวมันเน่า)
ระบบน้ำ อาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ มี 2 ครั้งหลังปลูก เป็นฝนตามฤดูกาลเริ่มตั้งแต่เดือนมี.ค.-พ.ย. ปริมาณฝนตกมากในช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค. โดยมีฝนตกครั้งแรกในเดือน มี.ค. ในเดือนเม.ย. จะมีฝนตก 2 ครั้งต้นเดือนและปลายเดือน สำหรับเดือน พ.ค.ถึงก.ย. จะมีฝนตกชุก(แทบทุกวัน)ช่วงเดือนต.ค.ถึงพ.ย.จะมีปริมาณฝนที่ไม่ชุกมาก ส่งผลให้มันของลุงเทียบมีการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดีเนื่องจากได้ปริมาณน้ำฝนเพียงพอ
การกำจัดวัชพืช ใช้รถไถเดินตาม กำจัดครั้งแรกเมื่อมันมีอายุ 1 เดือน ครั้งที่ 2 เมื่อมันอายุ 4 เดือนโดยใช้รถไถเดินตามไถในร่องแปลง ประมาณ 2 สัปดาห์ ถ้ามีหญ้าขึ้นอีก ก็จะใช้วิธีการถอนตามร่องแปลงอีกครั้งอาจมีการใช้สารเคมี(กรัมมอกโซน) บ้างถ้ามีฝนตกชุกและหญ้าขึ้นมาก แต่ปีนี้ไม่ได้ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชเพราะต้นมันมีการเจริญเติบโตดีทำให้ใบแผ่คลุมพื้นที่ร่องแปลงได้ การกำจัดวัชพืชวิธีนี้เพื่อลดขั้นตอนการปฏิบัติและประหยัด
ปุ๋ย ใส่ปุ๋ย 3 ครั้ง โดยครั้งแรกเป็นปุ๋ยรองพื้น สูตร 16-8-8 อัตรา 18.4 กก./ไร่ หว่านในร่องก่อนไถกลบแล้วพรวน ใส่ครั้งที่ 2 เมื่อมันมีอายุ 4 เดือน สูตร 15-15-15 อัตรา 25 กก./ไร่ เป็นการใส่ปุ๋ยพร้อมกับการกำจัดวัชพืช หว่านก่อนใช้รถไถกำจัดวัชพืช เพื่อเพิ่มแป้งให้กับหัวมันสำปะหลัง นอกจากนี้ยังมีการใช้ฮอร์โมนซึ่งได้สูตรการหมักมาจากการอบรมของธกส. เป็นฮอร์โมนที่ได้จากการหมักผลไม้สุก ฉีดพ่นทางใบโดยใช้เครื่องพ่นสะพายหลัง(ที่ใช้ฉีดยาวัชพืช) ฉีดเมื่อมันมีอายุ 5 เดือนขึ้นไป ฉีดประมาณเดือนละ 3 ครั้ง โดยดูจังหวะฝนอีกที(ฉีดตอนดินชื้นเท่านั้น) ฉีดเช้าหรือเย็น เพื่อให้ดินสามารถดูดซับปุ๋ยไปใช้ได้ดี โดยฉีดให้คลุมทั่วทั้งต้น
การเก็บเกี่ยว เก็บเกี่ยวเมื่อมันมีอายุ 18 เดือน ประมาณเดือน ต.ค. โดยใช้รถไถขุด ซึ่งลุงเทียบบอกว่าค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวนั้นเท่ากับ 3,300บาท/ไร่ โดยลุงเทียบจะจ้างเหมา ทั้งเฉาะ ขนส่งถึงลานมัน เหตุผลที่ลุงเทียบเก็บเกี่ยวเมื่อมันมีอายุ 18 เดือนเพราะ การผลิตมันอายุ 12 เดือน จะได้ผลผลิต 8 ตัน/ไร่ แต่ถ้าเก็บมันไว้ค้างปี จะได้ผลผลิตมากกว่าเป็น 2 เท่า โดยไม่ต้องลงทุนมากและใช้เวลาไม่นาน เท่ากับการปลูกมัน 12 เดือนอีกรุ่น โดยผลผลิตมันของลุงเทียบปีนี้เฉลี่ยแล้วได้ 15 ตัน/ ไร่(เมื่อมันอายุ 12 เดือน ลุงเทียบจะมีการตัดต้นขายไร่ละ 3,000 บาท ประมาณเดือน ก.พ. โดยตัดสูงจากพื้นดิน 50 ซม. เพราะถ้าไม่ตัด เมื่อลมพัดแรงๆ ต้นมันจะล้ม ทำให้ผลผลิตเสียหาย และการตัดต้นยังช่วยให้เกิดต้นใหม่ ซึ่งสามารถคลุมวัชพืชได้ดี
ต้นทุนการผลิต การเตรียมดิน 1,350 บาท/ไร่ เตรียมพันธุ์และการปลูก 220 บาท/ไร่ วัชพืช 150 บาท/ ไร่ ปุ๋ยและฮอร์โมน 1122.5 บาท/ไร่(ขึ้นอยู่กับราคาผลไม้) การเก็บเกี่ยว 3,300 บาท/ไร่ ค่าใช้จ่ายทั่วไป 357 บาท/ไร่
การตลาด ขายได้ 21,000 บาท/ไร่ ต้นทุน 6,499 บาท/ไร่ ได้กำไร 14,501 บาท/ไร่
ข้อมูลโดยคุณลุงเทียบ กรรณีวงษ์
แวะมาเยี่ยมชม อ่านสาระความรู้ด้านการเกษตรครับ