ใครไม่ได้ตามไปฟังการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถอดบทเรียนการจัดการความรู้ ครั้งที่2 ติดตามได้ที่นี่ค่ะ

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ GTW

เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มีค.ที่ผ่านมา ป้าแต๋ง ได้ post ประเด็นว่าทำไมต้องจัดการความรู้ และ ได้รับความสนใจจาก คุณ small man และ ท่านผอ. และท่านอื่นๆ โดยเฉพาะท่านที่อยู่ มช.แล้วอยากมาฟัง ก่อนอื่น ชมบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบบสรวลเสเฮฮา ตามประสาคน KM ก่อนนะคะ แล้วจะนำมาเฉลยต่อไปเพราะเดี๋ยวต้องเดินทางไป กทม. ไปเยี่ยมคุณแม่หลังการผ่าตัดค่ะ

 

มาเฉลยกันดีกว่าว่าสรุปเบื้อหาที่ บรรยายต่อคำถามที่ว่า

ทำไมพวกเราต้องมาระดมจัดการความรู้ และ มีlสังคม gotoknow 

เหตุใดจึงต้องจัดการความรู้1 :การกระตุ้นเชิงกฎหมายและนโยบาย

 

            จากการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์การบริหารประเทศ ที่เน้น การพัฒนาคน..ในฐานะทรัพยากรมนุษย์ และ การให้ความสำคัญกับการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ รัฐบาลในยุคแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติแผนที่ 8-9-11 ได้ให้ความสำคัญกับกาปรับเปลี่ยนโครงสร้างของหน่วยราชการ และ วิธีคิดของประชาชน ด้วยการทำแบบไทยๆที่ต้องเริ่มที่ภาครัฐก่อน จึงมีการออกกฎหมาย และ นโยบาย รวมทั้งแผนให้มีการปฏิรูปประเทศแบบบูรราการ เริ่มจากการผลักดัน นโยบาย และ สร้างตัวชี้วัด ที่สำคัญ ในมิติที่4 ๙งถ้ามิติที่ 4 ไม่พัฒนา จะทำให้ มิติที่1 และ 2 และ 3 เกิด ขึ้น ไม่ได้

          โดยทั่วไปพวกเรามักมองการจัดการความรู้ที่ผลลัพธ์เชิงบุคคลและองค์กร (จากที่พวกเราได้รับการอบรมจากวิทยากร และ ศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเอง) โดยไม่ได้มองที่มาที่ไปว่าเหตุใดประเทศของเราจึงต้องทำสิ่งนี้ สิ่งนี้สำคัญอย่างไร และ ทำไมหน่วยราชการต่างๆถึงได้มีการจัดการความรู้กันยกใหญ่  และ การนำความรู้พื้นฐานด้านการจัดการความรู้ไม่ได้แทรกซึมอยู่ในจิตสำนึก และ จิตวิญญาณของผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่

เพราะเราขาดการสื่อด้วยใจ จิตวิญญาณละวัตถุประสงค์ร่วมกันว่า พวกเราในฐานะคนไทยไม่ว่าจะเป็นใครก็มีส่วนนำพาประเทศชาติไปสู่แถวหน้าของการพัฒนาโดยเน้นความรู้ที่อยู่บนฐานความเข้าใจตนเองเพียงพออย่างพอเพียงที่ทำให้ เกิดปัญญานำพาสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาไปได้

       ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

       หมวด ๓
การบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ

มาตรา ๑๑ ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ โดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถประมวลผลความรู้ในด้านต่าง ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้อง รวดเร็วและเหมาะสมกับสถานการณ์ รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์และปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการในสังกัดให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและมีการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการให้สอดคล้องกับการบริหารราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามพระราชกฤษฎีกานี้

 

 กรอบการประเมินผลตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ

มิติที่ 1 ประสิทธิผล ตามยุทธศาสตร์

มิติที่ 2 คุณภาพการให้บริการ

มิติที่ 3 ประสิทธิภาพของการปฎิบัติราชการ

 มิติที่ 4 การเรียนรู้และพัฒนาองค์กร

 

รู้แบบนี้แล้วพวกเราคงต้องเข้าใจฐานคิดและเห็นความสำคัญของการจัดการความรู้เพิ่มขึ้น  แต่ในทางปฏิบัติ

ยังเกิดช่องว่างของความรู้ อย่างมากเพราะ เราอาจจะ

รู้ว่าไม่รู้

ไม่รู้ว่ารู้

ไม่รู้ว่าไม่รู้ หรือ นึกว่า รู้แต่เป็นรู้แบบผิดๆ และ รู้ว่ารู้ไม่พอ ยังมีแบบแปลกๆอีกมากค่ะ ป้าแต๋งเป็นพวกขี้สงสัย คิดว่าเป็นแบบ รู้ว่าไม่รู้  และว่ารู้ไม่พอ 

แล้วสมาชิก GTK เป็นแบบไหนร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันค่ะ