สามวัน (๑๔ – ๑๖ มี.ค. ๕๒) ที่แม่ฮ่องสอน ผมได้ไปทำหน้าที่ถึง ๓ ด้านพร้อมๆ กัน
๑. เรียนรู้เรื่องวิทยาลัยชุมชน ให้เข้าใจถึงแก่น
๒. แสดงให้คนเห็นว่า ผมทำหน้าที่ผู้ใหญ่ บนฐานของความเป็น “ผู้ไม่รู้” ไม่ใช่แสร้งทำตัวเป็น “ผู้รู้” อย่างที่นิยมทำกันในสังคม
๓. ให้กำลังใจทีมงาน วชช. แม่ฮ่องสอน โดยการตอกย้ำคุณค่าแท้ หรือ “แก่นคุณค่า” ของ วชช.
วิทยาลัยชุมชน ไม่ใช่มหาวิทยาลัย วชช. ต้องมีจิตวิญญาณคนละชุดกับมหาวิทยาลัย และทำหน้าที่แก่สังคมคนละแบบกับมหาวิทยาลัย ประชากรเป้าหมายก็เป็นคนละกลุ่ม เป้าหมายในการเข้ามาเรียนก็คนละเป้าหมาย
คนที่เข้ามาเรียนใน วชช. ขณะนี้ ร้อยละ ๙๕ เรียนเพื่อเอาความรู้ไปทำงาน เรียนเพื่อทำงาน ไม่ใช่เพื่ออนุปริญญาหรือแผ่นกระดาษ คนที่ต้องการเรียนต่อเพื่อให้ได้ปริญญาตรี เป็นส่วนน้อยมาก และจริงๆ แล้วมีมหาวิทยาลัยมาให้บริการถึงที่อยู่แล้ว อย่างที่ตัวจังหวัดแม่ฮ่องสอนเข้าใจว่ามีถึง ๓ มหาวิทยาลัย ที่อำเภอปางมะผ้าก็มี ที่อำเภอปายก็มี ผมตีความตามแนว KM ว่า วชช. สอนความรู้ปฏิบัติ (ความรู้ฝังลึก) ๗๐% สอนความรู้แจ้งชัด (ทฤษฎี) ๓๐%
ดังนั้น วชช. จึงต้องไม่เน้นสร้างอาจารย์ของตนเองแบบมหาวิทยาลัย สมศ. ต้องไม่ประเมิน วชช. โดยใช้เกณฑ์จำนวนอาจารย์ต่อจำนวน นศ. แบบมหาวิทยาลัย วชช. ต้องเน้นสร้างเครือข่ายอาจารย์ที่เป็นผู้รู้อยู่ในพื้นที่นั้นเอง ให้มากที่สุด เพราะจะเกิดประโยชน์หลายทาง คือ
๑. ดำรงสภาพการเรียนการสอนที่เน้นความรู้ปฏิบัติ เพราะถ้าสอนโดยอาจารย์ประจำ การเรียนการสอนจะเน้นทฤษฎีไปโดยอัตโนมัติ
๒. เกิดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างอาจารย์ (พิเศษ) กับนักศึกษา ซึ่งที่จริงก็เป็นคนในพื้นที่ด้วยกัน แต่อยู่คนละสภาพสังคม ให้เข้ามาใกล้ชิดกัน เกิดความร่วมมือกัน เป็นเครือข่ายทางสังคมต่อกัน เท่ากับ วชช. เป็นเครื่องมือเปิดพื้นที่ทางสังคมให้แก่คนด้อยโอกาส และคนในพื้นที่ห่างไกล
๓. วชช. เป็นเครื่องมือสร้างความร่วมมือร่วมใจในพื้นที่ สร้างความมั่นใจตนเองในพื้นที่ ทำให้เห็นว่าในพื้นที่มี “ผู้รู้” จากการปฏิบัติ ที่เอาความรู้มาถ่ายทอดแก่คนอื่นได้ เป็นความรู้ที่ทันสมัย เป็นที่ยอมรับ และนำไปใช้ได้จริง
อาจารย์ของ วชช. ที่มีจำนวนน้อยนั้น ผมมีความเห็นว่า (ไม่รู้ว่าความเห็นนี้จะผิดหรือถูก) ไม่ควรเน้นความเป็น content expert แบบอาจารย์ของมหาวิทยาลัย แต่ควรเน้นความเป็น process expert หรือ facilitator expert เน้นทักษะในการทำหน้าที่เชื่อมโยงกับฝ่ายต่างๆ ในพื้นที่หรือชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทักษะในการเอื้อให้เกิดงานวิจัยท้องถิ่น และทักษะในการหาความต้องการเรียนรู้ของท้องถิ่น สำหรับเอามาเปิดหลักสูตรระยะสั้น และหลักสูตรอนุปริญญา ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเน้นหลักสูตรระยะสั้นมากกว่า
อาจารย์ของ วชช. ต้องทำวิจัยคนละแบบกับอาจารย์มหาวิทยาลัย โดยอาจารย์ของ วชช. เน้นทำวิจัยท้องถิ่น เน้นทำวิจัยประยุกต์ใช้ความรู้ (Knowledge Translation Research) ไม่ใช่เน้นวิจัยสร้างความรู้ใหม่ (Knowledge Generation Research)
นักวิชาการที่รักงานวิชาการเชิงทฤษฎี ไม่ควรมาเป็นอาจารย์ของ วชช. ควรไปอยู่ในมหาวิทยาลัย อาจารย์ของ วชช. ควรเป็นคนที่รักวิชาการแนวปฏิบัติ ไม่ใช่แนวทฤษฎี และ วชช. / สวชช. / สกอ. / กกอ. ต้องช่วยกันออกกฎระเบียบด้านความก้าวหน้าทางวิชาการของอาจารย์ วชช. ที่ไม่ใช่แบบเดียวกันกับอาจารย์มหาวิทยาลัย ต้องคิดเกณฑ์คุณภาพผลงานวิจัยของอาจารย์ วชช. ขึ้นใหม่ ให้แตกต่างจากเกณฑ์คุณภาพของผลงานวิจัยของอาจารย์มหาวิทยาลัย คือต้องมีคุณภาพต่างแบบ ต่างเกณฑ์ ที่เป็นคุณภาพจริงๆ ไม่ใช่หลอกๆ
ผมให้ความเห็นต่อคณะที่ร่วมเดินทางว่า การเจรจาทำความตกลงทำหลักสูตรมาตรฐาน และข้อสอบมาตรฐาน กับมหาวิทยาลัยนั้น เป็นผลเสียมากกว่าผลดี เพราะจะทำให้ วชช. สูญเสียความเป็น วชช. คือหันไปเน้นสอนและสอบความรู้ทฤษฎี การทำความตกลงนี้ มีประโยชน์ต่อผู้ต้องการเรียนต่อให้ได้ปริญญา ซึ่งเป็น นศ. ส่วนน้อยมาก เป็น นศ. กลุ่ม exception การทำงานแบบหลงเอา exception เป็น rule นี้เป็นความผิด พลาดที่คนทำกันบ่อย ในนามของความหวังดี
จึงมีการคุยกันว่า วชช. น่าจะแยกหลักสูตรและข้อสอบออกเป็น ๒ แบบ คือแบบต้องการเตรียมเรียนต่อ กับแบบเน้นทำงาน ต่างก็มี excellence หรือ quality แบบของตัวเอง แนวเน้นเรียนต่อ ก็เตรียมทำความตกลงมาตรฐานหลักสูตรและข้อสอบ กับมหาวิทยาลัยที่จะรับไปเรียนต่อไว้
ข้อดีของ วชช. ที่มหาวิทยาลัยไม่มี อย่างหนึ่งคือค่าใช้จ่ายต่ำมาก เรียน อนุปริญญา ๒ ปี ค่าเล่าเรียน ๓ พันบาทเศษเท่านั้น หากเรียนมหาวิทยาลัยต้องจ่ายสิบเท่านี้
ข้อดีอีกอย่างหนึ่ง เท่าที่ผมไปเห็น คือชั้นเรียนเล็ก นศ. มีจำนวนน้อย ทำให้อาจารย์เอาใจใส่ นศ. ได้ทั่วถึง
ผมไปให้ความเห็นแบบทวนกระแส (และเจ้าหน้าที่ของ วชช. คงจะไม่ชอบ) ว่า วชช. ไม่ควรเน้นมีตึกของตัวเอง ควรอาศัยหน่วยงานอื่นอยู่อย่างที่ผมไปเห็น จะดีกว่า เพระจะเป็นการบังคับกลายๆ ในคนของ วชช. ต้องสร้างและใช้ทักษะเครือข่าย เพื่อทำงานร่วมกับคนอื่น หน่วยงานอื่น ให้เกิดสภาพ win – win ให้เกิดสภาพที่เราไปใช้อาคารของเขา แล้วเขาได้ประโยชน์ ได้ผลงาน ได้ชื่อเสียง เท่ากับ วชช. เน้นใช้ทรัพยากรที่มีอยู้แล้วในพื้นที่ ให้เกิดคุณค่าด้านการเรียนรู้ เกิดประโยชน์แก่คนในพื้นที่
สิ่งน่าเน้นเพิ่มขึ้น คือการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงในกิจกรรมสาธารณะ ทุกพื้นที่มีกิจกรรมสาธารณะที่มีอยู่แล้วมากมาย และสร้างขึ้นใหม่ก็ได้ น่าจะมีหลักสูตรให้ นศ. วชช. เข้าไปร่วมแบบอาสาสมัคร และใช้ความรู้พัฒนากิจกรรมเหล่านั้นให้มีคุณภาพสูงขึ้น ตัวผลงานคือผลการสอบ หากประยุกต์ KM เข้าไป การเรียนรู้จากการปฏิบัติ จะมีพลังยิ่ง
วชช. ต้องแสวงหาความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย โดยต้องร่วมมือแบบเท่าเทียมกัน หรือแบบ “ดีคนละด้าน” คือ วชช. เก่งความรู้ปฏิบัติ มีความใกล้ชิดและรู้จักชุมชนมากกว่า
วิจารณ์ พานิช
๑๘ มี.ค. ๕๒
รับความรู้เรื่อง วชช. ครับ อาจารย์หมอ :)...
การเยี่ยม วชช มส ได้บทสรุปที่ชัดเจน และผมพยายามพูดคุยกับพนักงานของ วชช ในแนวนี้ โดยเฉพาะคนในมส 75% ระัดับความรู้ระดับประถมศึกษา การสอนและฝึกอบรมระยะสั้น จะเข้าถึงประชากรส่วนใหญ่ที่ต้องพัฒนาทักษะวิชาชีพ
บทบาทของ อาจารย์ วชช ที่ให้เด่นทางด้านการประสานงาน และทำงานร่วมกับชุมชน เป็นคุณลักษณะที่สำคัญ เพื่อให้รู้่เกี่ยวกับท้องถิ่นและภูมิปัญญาท้องถิ่น ทราบความต้องการท้องถิ่นในเรื่องที่จะเรียนรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพ
สำหรับความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย เรามุ่งที่จะถ่ายทอดความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่ชุมชน ได้ทำไปแล้วหลายเรื่อง
เรื่องที่เรียน ส่วนมากใช้โรงเรียน ก็มีปัญหาใช้ได้เฉพาะเสาร์อาทิตย์ การจะเข้ามาหาความรู้นอกเวลาไม่สามารถทำได้ ปัจจุบันนี้เทศบาลแต่ละอำเภอได้ให้ที่สำหรับประสานงานและค้นคว้า นอกจากเป็นศูนย์เรียนรู้นักศึกษาแล้วยังเป็นที่เรียนรู้ของชุมชนด้วย จึงมีศูนย์ประสานงาน ทีมีห้องสมุดสำหรับค้นคว้าเล็กๆ มีคอมพิวเตอร์สำหรับสืบค้นข้อมูล การที่สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองเสริมจากที่เรียนรู้จากอาจารย์พิเศษ นับว่าจำเป็น ตอนนี้จึงเป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับประชาชนของเทศบาล และศูนย์ประสานงานของวิทยาลัยชุมชน
การที่ไม่มีอาคารตนเองเลย สิ่งหนึ่งที่ขาดไปคือบรรยากาศทางวิชาการ
กิจกรรมสาธารณะ ที่ผ่านมานักศึกษาทำได้ดี และมีประโยชน์ต่อชุมชน
เนื่องจากพนักงานและอาจารย์ของ วชช มีเพียงประมาณ 30 คน ขณะนี้งานล้นมือ อยากดึงพลังของอาจารย์พิเศษ มาช่วยงาน วชช มากขึ้น นอกจากการสอนช่วงสั้นๆ ยังหากระบวนการนี้ไม่ได้ ผมพยายามพูดกับอาจารย์พิเศษ ว่าไม่ใช่อาจารย์รับจ้างสอน แต่ต้องการจิตวิญญาณที่เป็นอาจารย์ของ วชช จริงๆ
เห็นด้วยกับความเห็นของอาจารย์ค่ะ ที่วชช.ควรมีเกณฑ์มาตรฐานที่แตกต่างจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันตามการจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษา ทั้งนี้เนื่องด้วย วชช.มีลักษณะเฉพาะตนที่ไม่เหมือนสถาบันอุดมศึกษาอื่น ทั้งด้านเป้าหมายการผลิตบัณฑิต ด้านกายภาพ ด้านวิชาการในการจัดการศึกษา จึงไม่ควรที่ วชช.จะต้องเดินตามรอยมหาวิทยาลัย แต่ควรจักต้องคงเอกลักษณ์ในการบริหารการศึกษาให้สมกับชื่อวิทยาลัยชุมชนที่เน้นกลุ่มตลาดลูกค้า ผู้รับประโยชน์ในชุมชนนั้นๆ เป็นหลัก (ปล.อย่าหลงตลาด จนเสียความเป็ฯตัวของตัวเอง)
เรียนอาจารย์ที่เคารพ
วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน เป็นวิทยาลัยที่มีเสน่ห์ มีความต่าง กับวิทยาลัยอื่นๆ จัดการศึกษาตามแนวปรัชญาของวิทยาลัยชุมชนได้เป็นอย่างดี เป็นที่เชื่อถือของประชาชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอนระดับหนึ่ง มีคณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการวิชาการที่เข้มแข็ง มุ่งมั่นในการทำงานอย่างเสียสละ แต่..ก็ไม่ได้หมายความว่าวิทยาลัยของเราจะไม่มีปัญหาเสียเลยทีเดียว ประเด็นหนึ่งที่สร้างปัญหาต้องร่วมกันแก้ไขตลอดมานั่นก็คือ กฏ เกณฑ์ ระเบียบของ กอ.ที่เราต้องปฏิบัติตาม น่าจะผ่อนคลาย หรือยืดหยุ่นได้บ้าง เช่น เกณฑ์ที่เกี่ยวกับอาจารย์ผู้สอน (เพียง 1 ตัวอย่าง) เนื่องจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีข้อจำกัดในเรื่องบุคลากรค่อนข้างมาก การสรรหาบุคลากรตามเกณฑ์และมีคุณภาพ มีข้อจำกัดพอสมควร จะทำอย่างไรให้เกิดการยืดหยุ่นอย่างมีคุณภาพได้ เป็นเรื่องที่ควรทำครับ ได้มีโอกาสต้อนรับอาจารย์ ได้สนทนาพูดคุย ประทับใจอาจารย์มากครับ อาจารย์เป็นนักจัดการความรู้ที่มีคุณค่าของเมืองไทยครับ
อาจารย์เก