Marpha–Ghasa
เช้านี้อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส ไปเที่ยววัดทิเบต เดินไม่ไกลจากที่พัก เห็นทางขึ้นเป็นบันไดสูง ไม่อยากจะก้าวขึ้นไปเลย บันไดสีขาวสะอาดตา ตัดกับหลังคาน้อยสีแดงที่ครอบกระบอกมนต์ เป็นระยะๆไปตลอดทางระหว่างกลางของบันได ต่อเนื่องสวยงาม กระบอกมนต์แถวละ 5 ถ้าเดินหมุนกระบอกขึ้นไปเรื่อยคงทำให้ลืมความเหนื่อยได้เหมือนกัน ถ้าเป็นโรคกลัวความสูงก็ไม่ต้องเหลียวหลัง มองขึ้นอย่างเดียว ขึ้นถึงลานกว้างเสียงสวดมนต์ชัดเจนขึ้น วัดนี้มีอาคารสีสันแบบวัดทิเบต 3 หลังใหญ่ ด้านหน้าและด้านซ้าย – ขวา ด้านขวามีทางขึ้นไปชมวิวของเมืองนี้ มองลงไปเห็นท่อนฟืนตากอยู่บนหลังคาบ้านแทบทุกหลังคาเรือน อยู่ท่ามกลางหุบเขา
เดินออกจาก Marpha เดินตามทางแผ่นหินขนาดใหญ่ที่ปูลาดไว้สุดหมู่บ้าน พบสวนแอปเปิ้ล อีกหลายสวน ออกลูกเต็มต้น เดินผ่านลานกว้างของกรวดหิน มองดูแล้วน่าจะเป็นทางไหลของน้ำเมื่อหิมะละลาย เดินไปเรื่อยๆ เบื้องหน้าเป็นภูเขาหิมะ Dhawala giri (8167 เมตร) เดินไปตามไหล่เขาเลียบริมแม่น้ำ Kali Gandaki ขึ้นลงตามสภาพภูมิประเทศ มีบางช่วงที่น้ำเหือดแห้ง เดินต่อไปผ่านหมู่บ้าน Tukuche village เป็นหมู่บ้านเล็กๆ เงียบๆ หมู่บ้านติดกัน
ในแถบนี้ดูจากแผนที่ปักไว้เมื่อผ่าน Tukuche มาไม่ไกล Tukuche–kobang - Lujung – kokhethainti ธรรมชาติแถบนี้สวยงามมาก มองไปทางไหนก็สวยก่อนถึง Lujung ต้องเดินลงเนินไปมีฝูงลากำลังขึ้นมา เพื่อนบางคนลงไปก่อนบ้างแล้ว ฉันกำลังเดินลงแล้วเห็นฝูงลากำลังสวนขึ้นมาอีกฝูง จึงบอกภูวันให้บอกคนข้างบนว่ารอก่อนยังไม่ต้องลงมา แล้วช่วงเสี้ยววินาทีก็เกิดความชุลมนของฝูงลา ฝูงม้าวิ่งสวนกันฝุ่นตลบชนปุ๊เข้าอย่างจังจนล้มฉันคว้าไว้แต่ไม่ทันชายหนุ่มชาวเนปาลีที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนมาช่วยอีกแรง พอทรงตัวได้ทั้งสองคนก็ดูความวุ่นวายของฝูงม้า ฝูงลา วิ่งฝุ่นตลบ รอให้เหตุการณ์สงบแล้วจึงเดินลงมา นีบอกว่าเค้าก็ลื่นล้มก่อนหน้าที่จะเกิดความวุ่นวาย ไม่รู้หนุ่มที่ไหนพุ่งตัวมาช่วยอย่างรวดเร็ว รู้สึกประทับใจจริงๆ ถามแล้วนีเจ็บเข่าเล็กน้อย
ลงมานั่งพักที่หน้าบ้านหลังน้อยสีแดงปูนทำด้วยไม้ ด้านหลังเป็นภูเขาหิมะ สวยมากๆ นิดบอกว่าWall paper มองไปทางไหนก็สวย พวกเรากำลังเดินหันหน้าเข้าสู่ Annapurna I ด้ายซ้ายเป็น nilgiri และด้านหลังคือ Dhawala giri ฉันมีความสุขมากที่มาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติเท่าสวยงามและเพื่อนร่วมเดินทางที่น่ารัก
เดินข้ามสะพานแขวนข้ามแม่น้ำจากเขาลูกหนึ่งสู่เขาอีกฝากหนึ่งมองไปข้างหน้า ถ้ามองลงล่างอาจมองเห็นขาตนเองสั่นได้ มาถึงหมู่บ้าน Kolopani บ่าย 3 โมง พักกินข้าวกัน หมู่บ้านนี้สวยงามมากล้อมด้วยภูเขาหิมะ
มองไปทางไหนก็สวย อยากนอนค้างที่นี่จัง จะเฝ้ามองทั้งวัน
เดินขึ้นลงภูเขาแล้วข้ามสะพานยาวอีกครั้งเย็นมากแล้ว หลายคนเหนื่อยและอ่อนล้า แต่พวกเราต้องเดินต่อไป ทางลาดชันผ่านไปแล้วพร้อมแสงตะวัน ภูวันบอกว่าต่อไปเป็นทางราบ ทุกคนเริ่มใช้ไฟฉายส่องทาง พากันเดินไปพูดคุยน้อยลง รีบเร่งเดินทาง ลูกหาบเดินมารับพร้อมกับช่วยถือกระเป๋า หลายคนดีใจเพราะนึกว่าใกล้ถึงแล้ว แต่ไม่เป็นเช่นนั้นเดินอีกประมาณครึ่งชั่วโมงจึงถึง ถึงที่พัก 18.45 น. โรงแรม Old mustang ห้องพักสะอาดมีห้องน้ำในตัว ต้องขึ้นไปชั้นสอง เดินถึงหน้าห้องมีชายหนุ่มมาชวนคุย ช่างหาเรื่องมาคุย เค้าพูดว่า “Your face same my face.” ฉันนึกขำในการเปิดประเด็นของเจ้าหนุ่มคนนี้ แล้วต่อด้วย “Yourhair same my hair.”พูดคุยกันอีกนิดหน่อย ก็ได้เสียงเรียกจากข้างล่าง ฉันฟังไม่เข้าใจหรอก เห็นรีบร้อนลงไป แหม...เสียดายจัง
สาวปุ๋ยบอกฉันว่าฟองทั้งสองฝ่าเท้า ฉันคิดว่าน่าจะเป็นที่รองเท้าเพราะฉันลงทุนซื้อมาหลายพัน เท้าของฉันไม่เป็นอะไรเลย ยังนึกขำที่รัชนีมักจะพูดบ่อยๆว่ารองเท้าเค้าดีจริงๆพี่ ฉันกับนีซื้อรองเท้ารุ่นเดียวกันยี่ห้อเดียวกันเป็นแบบหุ้มข้อ North faceเหมือนกัน ระหว่างทางเดินมักจะพูดว่ารองเท้าเค้าดีจริงๆ ต้องขอบคุณนิดกับโบว์ลที่เป็นห่วงใยเรื่องนี้มาก แนะนำและพาไปหาซื้อ สำหรับฉันคิดว่าคุ้มเพราะเดินทุกวันเดินบนกรวดหิน รักษาอุณหภูมิด้วย มาในทีอากาศหนาวเย็นแบบนี้มือ เท้า ศีรษะต้องอุ่น ถ้าไม่สบายจะทำให้เที่ยวไม่สนุก
วันนี้นอนพักที่ ความสูง 2010 เมตร อุ่นสบายภายใต้ผ้าห่มหนาและหนัก



อ่านๆ แล้วพลันให้นึกถึงวันดีๆ บนที่สูงจัง
ก็แหม...ของเขาดีจริงๆ นี่นา
เอ..เส้นทางที่ผ่านมา บางเส้นอื่นมีรูปมาอวดแล้ว
ทำไงเส้นนี้ถึงมีรูปมั่งง่ะ
จะดูรูปอีก...จะดูรูปอีก...