ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาวินาศ

ช่วงเวลานี้แสงแดดเจิดจ้าจริง ๆ อยู่ที่ไหนก็ร้อนชวนให้คิดไปถึงเมื่อครั้งโลกเราถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งห่อหุ้มอยู่ก็ไม่ต่างจากผลส้มแช่งเย็นมีน้ำแข็งเกาะจนมองไม่เห็นผลส้มลูกนั้นพอเวลาเนิ่นนานเข้าน้ำแข็งละลายกลายเป็นทะเลน้อยใหญ่ 

 บ้างก็กลายเป็นเกาะแก่งน้อยใหญ่เป็นทะเลสาบที่แผ่นดินแห้งมากก็กลายเป็นทะเลทรายหลายแห่งเช่นกัน  แต่ในส่วนที่น้ำแข็งยังละลายไม่หมดก็ยังเป็นภูเขาน้ำแข็งสูงชันตามขั้วโลกเหนือยังมีน้ำแข็งปกคลุมอยู่ทั่วไป 

 แต่ใครจะคิดบ้างว่าน้ำแข็งบนโลกนี้จะไม่เพิ่มมาอีกแล้วมีแต่จะสลายไปจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับการกระทำของคนเราที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ละ  ทุกสิ่งอยู่บนโลกนี้คนเราสร้างความเจริญจนกลายเป็นวัฒนธรรมเมื่อเจริญถึงขีดสุดก็กลายเป็นอารยธรรมของโลก

แต่การกระทำของคนเราก็เหมือนเหรียญมีสองด้าน  ถ้าการกระทำเป็นการทำลายโลกอย่างตัดไม้ทำลายป่าทุกแห่งมีตึกบ้านโรงงานขุดน้ำมันมาเผาขับรถเล่นเผาป่าสร้างมลภาวะก่อเกิดพิษเป็นอันตรายมากมากต่อโลกและทุกสิ่งที่มีชีวิตบนโลกแล้วยิ่งคนไร้ศีลธรรมไม่เกรงกลัวต่อบาปกรรมไม่ละลายใจที่ต้องกระทำความชั่วต่าง ๆ แล้ว 

 เราลองนึกภาพดูสิว่าบ้านคือโลกหลังนี้จะมีสภาพเป็นเช่นไรกันเรารักบ้านบ้านก็รักเรา  ทุกสิ่งล้วนเป็นของคู่มีกลางวันก็คู่กับกลางคืนแล้วโลกเรามีอะไรเป็นคู่นะนี่เพราะความเป็นคู่จะช่วยเชิดชูซึ่งกันและกันอะไรละจะมาช่วยโลกให้อยู่เย็นได้

แต่อย่างไรก็ตาม  ผมว่าเราก็เป็นหนึ่งชีวิตถึงจะน้อยก็พอช่วยโลกสวยด้วยมือเราได้โดยการไม่ทำลายโลกอย่างว่าแต่ส่งเสริมเหรียญอีกด้านทางดีอย่างน้อยเราก็สร้างจิตใจตนเองให้มีหิริ ( ความละลายใจที่จะทำบาป ) โอตตัปปะ ( ความเกรงกลัวต่อผลที่จะเกิดจากการทำบาป ) ตามหลักศาสนธรรม 

 เออทำให้คิดว่าโลกนี้มีศีลธรรมเป็นคู่สอดคล้องกับท่านพุทธทาสที่กล่าวเป็นอมตะวาจาว่า...

ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาวินาศ 

ศีลธรรมกลับมาโลกาสงบเย็น.