เวลาผ่านไปเดี๋ยวก็ผ่านไปแล้วสามวันสำหรับสัปดาห์นี้ เวลามีงานให้ทำหลายๆ งานพร้อมๆ กันนี่เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกินครับ

แต่นี่มันปิดเทอมนี่น่า ทำไมมีงานเยอะนัก?

ในหลายปีที่ผมสังเกตมา ความเป็นจริงแล้วชีวิตอาจารย์มหาวิทยาลัยนี่เวลาในการทำงานได้เต็มที่คือช่วงปิดเทอมนี่เอง เพราะเป็นช่วงที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการสอน สามารถบริหารเวลาได้เต็มที่ เป็นเวลาในการเริ่มโครงการใหม่ๆ ไม่ว่าเป็นโครงการวิจัยหรือโครงการบริหารวิชาการต่างๆ ครับ

แต่ในเทอมนี้ผมไม่ได้เป็นผู้สร้างงานเองเสียแล้ว แต่ต้องเล่นบทบาท "คุณเอื้อ" ให้เกิดงานขึ้นมาให้ได้ในกลุ่มอาจารย์ของภาควิชาที่ไฟยังแรงเลือดลมยังร้อนอยู่ อาจารย์ไฟแรงนี่ไม่จำเป็นต้องเป็นอาจารย์รุ่นใหม่นะครับ วัยวุฒิกับความสนุกในการทำงานนี่ไม่ได้แปรผันตรงกันครับ

ผมเริ่มวันจันทร์ของสัปดาห์นี้ด้วยการเข้าประชุมกรรการสอบคัดเลือกนักศึกษาปริญญาเอกของคณะแทน ดร.จันทวรรณ เป็นการเข้าประชุมแทนที่พูดแทนไปเยอะมากอย่างยิ่ง เจตนาเพื่อแสดงเจตจำนงให้เห็นว่าภาควิชาต้องการเห็นการเรียนการสอนระดับปริญญาเอกที่เน้นคุณภาพที่ต้องการสร้างคนที่สามารถทำงานได้จริงมากกว่าตอบโจทย์ของ "ผู้ใหญ่"

เป็นการประชุมที่ออกรสเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่เป็นการต่อสู้ทางความคิด แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นต่อเนื่องจากสิ่งที่หลักสูตรนี้ได้รับมอบหมายมาจากสภามหาวิทยาลัยว่าต้องเป็นหลักสูตรที่เน้นคุณภาพในการเรียนการสอน ดังนั้นเมื่อสภามหาวิทยาลัยส่งลูก ภาควิชารับลูก และคณาจารย์ที่มีส่วนร่วมในหลักสูตรเห็นถึงความ "strong" ในการตั้งเป้าอยู่ที่ประเด็นนี้ โอกาสที่การเรียนการสอนและดำเนินงานจะผิดพลาดไปจากสิ่งที่สภามหาวิทยาลัยต้องการก็คงเป็นไปได้ยาก

คณาจารย์คุณวุฒิระดับปริญญาเอกหลายต่อหลายคนต่างก็รอทิศทาง ถ้ามีใครสักคนจุดประกายว่า "เรา" อยากเป็นอะไรก็ไม่ยากที่จะดำเนินการไปในทิศทางนั้น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ตั้งเป้าจะเป็นมหาวิทยาลัยคุณภาพที่เน้นงานวิจัยนำการเรียน นโยบายมหาวิทยาลัยชี้ไว้ชัดว่าเราจะทำการศึกษาแบบ "learning" ไม่ใช่ "teaching" ดังนั้นถ้าภาควิชารับนโยบายของมหาวิทยาลัยชัดเจนก็ไม่ยากที่คณาจารย์ในภาควิชาจะเห็นทิศทางในการดำเนินงาน ผมเชื่อว่าคณาจารย์ทั้งคณะต่างก็อยากทำงานในแนวทางเดียวกับมหาวิทยาลัย การทำงานแตกต่างกับมหาวิทยาลัยไม่ใช่เป็นแนวทางที่สวยงามเลย ดังนั้นเราต้องสนับสนุนคนที่อยากทำงานตามแนวทางมหาวิทยาลัยให้ทำงานได้เต็มที่และเห็นได้ชัด จนเกินกว่าที่ใครจะไปใช้เป็นเหตุผลได้ว่าคนเหล่านี้ไม่อยากทำงานตามแนวทางมหาวิทยาลัยจึงทำให้คณะต้องแตกต่างครับ

ผมกับ ดร.จันทวรรณ ผ่านช่วงเวลาที่ต้องทำงานอยู่ใต้แผ่นคอนกรีตใต้น้ำลึกมานานกว่าจะได้มีโอกาสขึ้นมาหายใจเหนือน้ำ อาศัยลูกบ้าและความอดทนอย่างสูงเสียเลือดและเสียน้ำตาไปไม่น้อยถึงจะได้มีวันนี้ และนี่คือสาเหตุที่ผมตัดสินใจเป็นหัวหน้าภาควิชาครับ

มันจะยากอะไรนักหนาที่จะเปิดโอกาสให้อาจารย์ทำงานตามนโยบายมหาวิทยาลัยที่พยายามเอื้อเฟื้อทรัพยากรทุกอย่างให้ทำงานอยู่แล้ว

เป็นหัวหน้าภาคง่ายนิดเดียวครับ

หลังจากประชุมกับหลักสูตรปริญญาเอกเรียบร้อยแล้วผมก็ประชุมต่อกับนักศึกษา Dummy Compnany ต่อทันที สำหรับโครงการนี้ได้ ดร.ธนาวุฒิ มาเป็นพ่องานในการดูแลนักศึกษาให้เข้ารูปเข้ารอยและผ่านไปให้ได้

ดร.ธนาวุฒิ จบกลับมาทำงานนี่เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งอีกอย่างหนึ่งของผม ตอนแรกผมก็หวั่นๆ ว่า ดร.ธนาวุฒิ จะคิดอย่างไรกับรูปแบบการมาทำงานในมหาวิทยาลัย แต่พอได้เห็นความตั้งใจในการอยากเป็นนักวิชาการจริงๆ ผมก็ใช้ชื้นและทำให้ชีวิตการทำงานมีความสุขขึ้นเยอะเลย

มี ดร.ธนาวุฒิ และ ดร.ศิริลักษณ์ จบกลับมาทำงานในเวลาใกล้เคียงกันนี้นี่เมื่อมารวมกับผมและ ดร.จันทวรรณ แล้ว ภาควิชามี task force ที่รวมกำลังกันได้เข้มแข็งมากทีเดียว เรื่องนี้ก็อุ่นใจขึ้นเยอะมากครับ

ตอนที่กำลังคุยกันเรื่อง Dummy Company นั้นผมขอตัวออกจากห้องประชุมมาก่อนเพื่อจัดการงานต่างๆ แล้วช่วงเย็นได้เข้าไป UsableLabs แล้วเริ่มต้นด้วยการเขียนโปรแกรมเพิ่มส่วน RSS ใน Portal.in.th โดยส่วนนี้ก็กลับมาทำต่อที่บ้านและทำต่อในช่วงเช้าของวันอังคารถึงแล้วเสร็จเรียบร้อย ตอนนี้ Portal.in.th มี feed ให้ใช้แล้วนะครับ

ในวันอังคารนี้เป็นวันที่ผมได้ทำงานกับ UsableLabs เต็มที่ แต่ก็มีเวลาที่ต้องไปคุยกับทีมงานในภาควิชาบ้างเป็นระยะครับ

ช่วงเย็นของวันอังคารก็ได้ประชุมกับ มะปราง แนท กุ้ง และอาร์ม ในการวางแผน GotoKnow Forum และเนื่องจากวันอังคารนี้ ดร.จันทวรรณ ไปกรุงเทพฯ ผมต้องรีบกลับไปเลี้ยงลูก ดังนั้นต้องเล่นบท dominate ในการสั่งงานเล็กน้อยครับ

ในช่วงกลางคืนผมได้มีโอกาสส่ง outline ของการอบรม "หลักสูตรการจัดการความรู้ออนไลน์สำหรับองค์กร (Digital KM)" ให้แก่กรมส่งเสริมสุขภาพจิตที่ได้ติดต่อทางพวกเรามาครับ ตอนนี้เราเปิดบริการใหม่เพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งแล้วก็คือการอบรมตัวนี้นี่เอง ซึ่งเดี๋ยวพวกเราจะนำเสนอในรายละเอียดต่อไปครับ

ผมเริ่มต้นวันพุธด้วยการวัดตัวตัดเสื้อแจคเก็ต GotoKnow ร้านที่เราเลือกเขาน่ารัก เขาบอกว่าสำหรับทีมงาน UsableLabs เขายินดีตัดให้พิเศษเพื่อให้เข้ารูปครับ งานนี้พวกเราขอหล่อนะครับ

เราเลือกร้านทำเสื้อแจคเก็ต GotoKnow หลายร้านและหลายแบบ แต่ในที่สุดเราเลือกร้านตัดสูทเก่าแก่ของหาดใหญ่ เราต่อราคาจนราคาที่ได้จะแพงกว่าสั่งทำจากโรงงานในกรุงเทพฯ เล็กน้อย แต่เราได้งานคุณภาพในระดับร้าน เราตัดสินใจว่าคุณภาพเสื้อเป็นเรื่องสำคัญกว่าราคา เพราะเราอยากให้ทุกท่านที่ได้รับเสื้อมีความสุขในการใส่เสื้อเหล่านี้ เสื้อต้องเป็นเสื้อที่ใส่ได้ดีและภาคภูมิครับ

วันพุธนี้เราต้องทำงานกันในห้อง common room ของ MBA เพราะเขาทาสีในชั้นสามของตึก คิดๆ แล้วก็น่าสงสารนักศึกษา MBA ที่เขามาดูหนังสือสอบเพราะเขามีพวกเราเดินไปเดินมาเต็มห้องไปหมดเลย ไม่เป็นไรนะ แบ่งๆ กันไปครับ ช่วงทาสีนี่เป็นช่วงหนักหนาอยู่พอประมาณทีเดียวครับ

ตกบ่ายวันพุธก็ได้คุยกันเรื่อง GotoKnow Forum กันต่อแล้วก็ได้ผลลัพธ์และแบ่งงานกันไปทำเพื่อคุยกันต่อในวันพฤหัสฯ งานคืบหน้าไปได้ด้วยดีทีเดียวครับ

ทีมงาน UsableLabs เป็นทีมงานที่มาจากนักกิจกรรมเป็นหลัก เราเลือกคนจากกิจกรรมเป็นตัวตั้งและเกรดเป็นตัวรอง ผมดีใจที่ผมเลือกคนไม่ผิดเพราะเราสามารถทำงานเป็นทีมได้อย่างดีมากทีเดียว ผมบอกทุกคนเสมอว่าเราจัดการองค์กรเหมือนทีมกีฬาและเกมส์ที่เรากำลังแข่งขันอยู่คือเกมส์ Digital Divide ดังนั้นทุกคนไม่ได้กำลังทำงานในรูปแบบเหมือนกับการทำงานที่อื่นๆ แต่พวกเราคือนักกีฬาที่กำลังเล่นกีฬาเพื่อเอาชนะในเกมส์ Digital Divide นี้ครับ

ตอนนี้เรามีคนกันทั้งหมด 15 คนแล้ว จำนวนเท่ากับทีมฟุตบอลทีมหนึ่งทีเดียว แน่นอนครับ เราทำประตูทุกวัน เป้าหมายของเราแต่ละวันคือจะทำให้ Digital Divide แคบลง วันละนิดวันละน้อย ถ้าตั้งใจทุกวัน ในที่สุด Digital Divide ในประเทศไทยจะต้องหายไปครับ