การศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้

          เสียงร้องที่ถูกกลั่นมาจากความรู้สึก และท่าทางจากลูกคู่ที่นั่งอยู่เรียงราย ได้ผสมผสานกันอย่างลงตัว คล้อยตามไปกับทำนองที่เร้าใจ บนเวทียกพื้น กำลังสะกดใจผู้ชมที่ยิ้มรับกับความสามารถของผู้แสดงอย่างน่ายกย่องในลีลาที่ต้องยกนิ้วมือให้ และเมื่อการแสดงจบก็ได้รับเงินรางวัลจากนายก อบต.ลาโละ ผบ.ร้อย ตชด.และจากผมซึ่งเป็นประธานในวันนั้นมากพอสมควร

         "ดีเกร์ฮูรู" คือ ศิลปที่ถูกถ่ายทอดมาจากผู้ชำนาญการในหมู่บ้าน ถ่ายทอดไปสู่เด็กนักเรียนตัวเล็กๆของโรงเรียนบ้านอีนอ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และผู้เป็นหัวหน้าวง ก็ยังพิการทางสายตามาแต่กำเนิด แต่ด้วยความรักใน "ลิเกร์ฮูรู"จึงเป็นผู้ที่ได้รับการฝึกให้เป็นทั้งหัวหน้าคณะและตีกลองรำมะนา ด้วย ในโอกาสที่มาแสดงโชว์ในพิธีมอบเกียตริบัตรให้กับบัณฑิตน้อย 5 โรงเรียนของอำเภอรือเสาะ ในวันที่ 19 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมา

         มาถึงวันนี้ ได้พยายามสืบหาประวัติความเป็นมาของ "ดิเกร์ฮูรู" จึงได้ทราบว่า  "ดิเกฮูลู" ถือเป็นการละเล่นพื้นบ้านของจังหวัดชายแดนภาคใต้ คำว่า “ดิเกร์” หรือ “ซี เกร์” ซึ่งภายหลังเขียนเพี้ยนเป็น “ดิเก” มาจากภาษาเปอร์เซีย หมายถึง การอ่านทำนองเสนาะและเพลงสวดเพื่อสรรเสริญพระเจ้า อีกนัยหนึ่งคือ กลอนเพลงตอบโต้ การส่วนคำว่าฮูลู แปลว่า ใต้หรือทิศใต้ รวมความแล้วหมายถึง การขับบทกลอนเป็นทำนองเสนาะจากทางใต้

         การแสดงของดิเกฮูลูทางภาคใต้จะมีความแตกต่างจากลิเกไทยภาคกลางอย่างชัดเจน ทั้งด้านการแต่งกาย เครื่องดนตรี เนื้อเรื่อง ฉากแสงสีเสียง และการตั้งวงแสดงที่มีลักษณะคล้ายกับวงลำตัด โดยคณะหนึ่งประกอบด้วยลูกคู่ประมาณ 17 คน แต่จะมีผู้ขับร้องประจำคณะเพียง 2-3 คนเท่านั้น
      
         นักแสดงจะนั่งเป็นแถวๆ มีทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็กๆ 8-9 ขวบ นักแสดงวัยรุ่น วัยกลางคน และคนสูงอายุ ทุกคนจะทำหน้าที่ร้องรับและปรบมือ โยกตัว สำหรับเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบจังหวะ เพื่อสร้างความสนุกสนานในการแสดงดิเกฮูลูนั้น ประกอบด้วย บานอเล็ก บานอใหญ่ หรือ “รือบานา” (กลองรำมะนา) 2 ใบ , โก่ง (โหม่ง) 1 ใบ , ฆ้องวง 1 ลูก และลูกแซ็ก 1 คู่ บางครั้งอาจมีขลุ่ยเป่าคลอขณะลูกคู่ขับร้อง เนื่องจากขณะที่ร้องหรือขับกลอน ดนตรีจะต้องหยุดบรรเลง(ที่มา http://www.thaisouthtoday.com/index.php?file=news&obj=forum.topic.forprint(1011)

       การแสดงดิเกฮูลูในท้องถิ่นใต้ตามประเพณีนิยม มักจะแสดงในงานพิธีต่างๆ เช่น เข้าสุนัต งานมาแกปูโละ หรืองานแต่งงาน และปัจจุบันดิเกฮูลูยังแสดงในงานเทศกาลต่าง ๆ ร่วมกับมหรสพอื่น ๆ บางท้องที่ก็แสดงในงานพิธีสำคัญ เช่น พิธีถวายพระพรในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นต้น

       เสียงร้องเพลงภาษาไทยสลับมลายู(ยาวี) จึงทำให้ผู้ที่เข้าใจภาษาจะรู้ซึ้งถึงความหมายของเพลงได้เป็นอย่าง ซึ่งอาจจะกล่าวถึงชีวิต สังคม ธรรมชาติ และการป้องกันยาเสพติด เป็นต้น

       ผมนึกขึ้นได้ว่า สถานศึกษาหากได้บรรจุกิจกรรมการแสดง"ดีเกร์ฮูรู" ให้กับนักเรียนก็จะช่วยให้นักเรียนมีคุณลักษณะต่อไปนี้ ได้

  • การรักในภาษามาลายูท้องถิ่น(ยาวี)

  • การใช้ภาษาไทยได้คล่องขึ้น

  • ความสุนทรีย์ในดนตรี ทำนองและการเข้าจังหวะ

  • การอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม

  • การทำงานเป็นทีมและหมู่คณะ

  • การแสดงออกซึ่งศิลปการแสดง

  • สร้างกระบวนการคิด

  • การรณรงค์ในเรื่องการป้องกันสารยาเสพติด เอสด์ พัฒนาชุมชน ความสมานฉันท์

  • ใช้ดิเกร์ฮูรูในการสร้างสันติสุขในพื้นที่

  • ฯลฯ

       อยากเห็นสถานศึกษา คุณครู หรือผู้เกี่ยวข้องเข้าไปรณรงค์เรื่องนี้อย่างจริงจัง เป็นประโยชน์ครับ