สวัสดีค่ะป้าเล็ก คุณส้ม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาคุณร่มเย็นกับลินไปเยี่ยมคนงานที่Hamilton และSt.Catherineมาด้วยค่ะ
คนงานโดยทั่วไปก็สบายดีค่ะ แต่เป็นโรคโทต๊องกันเยอะช่วงนี้
เค้าคงรักเธอเหมือนกัน รักเพราะไกล้ชิดกัน ศีลธรรมก็กั้นไม่ไหว
แต่รักที่เธอให้เขา รักนั้นเพื่ออะไร ครอบครัวเค้าอยู่กับใคร ถ้าเธอไปแย่งเค้ามา....
เพิ่งทราบข่าวจากคนงานพิคโคนี่ฟาร์มว่าเขาได้รับวีซ่าทำงานจากอิมมิเกรชั่นแล้ว โดยอิมมิเกรชั่นให้มาหนึ่งปี(ไม่ทราบป้าเล็กกับคุณส้มจำเคสนีได้หรือเปล่า อ่ะ เล่าย้อนนิดนึงนะคะ คนนี้เขาครบเทอมสองปีแล้ว แต่แฟนเพิ่งคลอดลูก เขาไม่อยากกลับไปสี่เดือนตามกฏ เลยเขียนจดหมายขอความเห็นใจให้อยู่ต่อโดยไม่ต้องกลับประเทศไทยแล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษให้เค้าเซ็นชื่อ พร้อมกับจดหมายรับรองจากนายจ้าง ซึ่งกรณี้นายจ้างให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แล้วให้เค้าไปยื่นที่อิมมิเกรชั่น เมื่อประมาณเดือนธันวาคมที่ผ่านมา) ตอนนี้ลูกชายเริ่มโตแล้ว กำลังน่ารักน่าชังค่ะ กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่มีอะไรก็โทรปรึกษาศูนย์แรงงานตลอด และเป็นกลุ่มที่ไม่หนีวีซ่าค่ะ
เรื่องคนงานก็ไม่มีอะไรน่าสนใจมากมายนัก คนที่มีลูกก็เป็นแม่คน คนที่ยังไม่มีก็รีบเร่งจะมี คนที่หนี่วีซ่าอยู่ก็หนี่ไป คนที่ยังไม่หนีก็เตรียมจะหนีเพราะไม่ยอมกลับบ้านเรา เหตุผลข้อเดียวที่สั่งให้หัวใจทำทุกอย่าง ก็คือใจฉันมันรักเงิน ......
"กลับบ้านเรามันก็ไม่รู้จะทำอะไรน่ะลิน พี่ยังไม่อยากกลับ อยากอยู่ทำงานเก็บเงินไปก่อน"
ค่ะๆเข้าใจค่ะ เศรษฐกิจบ้านเรามันแย่ นาก็แล้ง ข้าวก็ไม่มีราคา แต่ของกลับแพง น้ำมันก็ขึ้น งานก็ไม่มี คนตกงานกันเป็นแสน แฟนก็เรียกร้องจะเอามือถือ จะเอาคอนโด โธ่ ถัง รัฐบาลก็แย่ การเมืองก็วุ่นวาย ควาย แย้ เชี่ยเต็มสภา โย่ โย่ โย่
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ ตอนที่กำลังโซ้ยก๋วยเตี๋ยวอย่างเอร็ดอร่อยที่บ้านคุณเดือนงามนั้น ก็มีสองสามีภรรยา อายุประมาณห้าหกสิบเข้ามานั่งแล้วสิ่งแรกที่ถามคือ (ถามคุณร่มเย็น)
คุณทำงานตำแหน่งอะไร คุณเป็นใคร?
OMG!ท่าทางดุดันขึงขังยิ่งกว่ายักษ์ที่เฝ้าวัดพระแก้วซะอีก คราวนี้คุณร่มเย็นก็ตามสไตล์แกซิคะ เอ่อคือผมเป็นอาสาสมัครศูนย์แรงงาน.......บลา บลา.....พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะเพิ่งได้รับการไหว้วานว่า ไม่ต้อง(กรุณา)แนะนำลินนะคะ
แต่ทั้งสองสามีภรรยานี่รวมพลังกันมาอย่างดี ถามต่อว่าสถานทูตไทยเนี่ยทำอะไรให้คนงานไทยบ้าง แล้วถ้าเกิดเหตุอะไรกับคนงานสถานทูตจะทำอะไรได้มั่ง ถึงคราวนี้ข้าพเจ้าก็จำต้องเปิดตัว เปิดอก(อันน้อยนิด)เปิดใจ แนะนำตนเองว่า หน้ากะเหรี่ยงๆอย่างข้าเจ้านี่แหล่ะ เป็นเจ้าหน้าที่ศูนย์แรงงานไทย กำลังจะขยับปากพูดต่อ....คุณลุงคุณป้าสองคนนี้แกไวกว่าวัยที่เห็นเป็นอักโข แกยิงคำถามมาเป็นชุดๆๆๆๆ แต่ละชุดแสลงทิ่มแทงใจข้าน้อยยิงนัก ฟังไปนึกไป เจ็บเอ๋ยเจ็บกระดองใจ
กินเงินเดือนจากรัฐบาลไทยหรือสถานทูตไทย? แล้วทำอะไรให้คนงานมั่ง?คำตอบก็สวนมาทันทีจากข้าพเจ้าเช่นกันว่า ค่ะสถานทูตเล็งเห็นความสำคัญของปัญญาแรงงานไทยที่นี่เลยเจียดงบประมาณมาให้ก้อนนึง ซึ่งก็น้อยนิดมาให้พวกเราช่วยเหลือแรงงานไทย เราก็มีอาสาสมัครที่เสียสละมากๆทำงานร่วมกับเราอีกคนคือป้าเล็ก
รู้ๆรู้จักคนชื่อเล็ก ว่าแต่แล้วจะช่วยอะไรคนงานไทยบ้าง?ช่วยยังไง?อันนี้ก็ต้องแล้วแต่กรณีนะคะ ปกติเราก็จะให้ข้อมูลที่ถูกต้องและให้คำปรึกษากับแรงงานไทยอยู่แล้ว ช่วยยังไง อันนี้ต้องขอถามว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนแล้วถึงจะบอกได้ว่าเราจะช่วยเหลือยังไง
สมมุติว่านายจ้างจ่ายค่าจ้างน้อยกว่าที่ระบุในสัญญาแล้วเก็บเงินค่าที่พักกับคนงานอีก อันนี้จะทำยังไง?ลุงแกพูดไปก็มีน้ำโห สังเกตุได้จากวอลลูมเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ วัดค่าเดซิเบลจากความรู้สึกได้ประมาณ99.66เดซิเบล เอ่อ จริงๆอันนี้ต้องเอาสัญญาว่าจ้างมาดูนะคะว่าใช่จริงหรือเปล่า กรณีจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าที่ระบุเนี่ย ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็ถือว่านายจ้างผิดสัญญา เราสามารถเอาผิดนายจ้างได้
ถ้าเอาผิดกับนายจ้าง แล้วนายจ้างไล่ออกจะทำยังไง?รัฐบาลจะให้เงินมาจ่ายค่าอยู่ค่ากินคนงานหรือเปล่า?นายจ้างไม่สามารถทำอย่างนั้นได้หรอกค่ะ
แล้วถ้าเขาจะทำล่ะ?จะทำยังไง จะมีทางช่วยเหลือยังไง?อ่ะ เอาเป็นว่าถ้านายจ้างทำอย่างนั้นจริงเนี่ย ทางสถานทูตก็จะสอบถามไปว่าจริงหรือเปล่า ก็คือไต่สวนข้อเท็จจริง
โดยการโทรศัพท์ไปหรือมาคุยเลย?(โถๆๆลุงขา สถานทูตเค้าจะพูดคุยกันวิธีไหนก็แล้วแต่เค้าเห็นเหมาะสมซีค๊ะ แม๊....) ก็มีการติดต่อกับนายจ้างหลายทางนะคะ แล้วแต่ความเหมาะสมที่สถานทูตจะพิจารณา อาจจะโทรมาสอบถามหรือทำหนังสือสอบถามไป อีเมลไปถาม เป็นต้น
แล้วจะได้ผลขนาดไหน?อันนี้ก็ต้องแล้วแต่ลิขิตฟ้านะคะ เอ๊ยไม่ใช่ อันนี้ก็ต้องแล้วแต่ว่าทั้งนายจ้างและลูกจ้างเนี่ยจะให้ความร่วมมือมากน้อยแค่ไหน ยกตัวอย่างง่ายๆคนงานที่ถูกเอาเปรียบเนี่ย พร้อมที่จะร้องเรียนเข้ามายังศูนย์แรงงานหรือสถานทูตหรือเปล่า เรามีหน่วยงานที่คอยให้ความช่วยเหลือทางด้านกฏหมายและแรงงานอยู่ไม่น้อย กรณีนายจ้างผิดสัญญาเอารัดเอาเปรียบเนี่ย หากร้องเรียนมาก็จะมีหน่วยงานจาก Legal aid และunionคอยช่วยเหลือ เค้ามีพร้อมทั้งทีมทนายความและworker right devisionที่จะช่วยเหลือ
เมื่อสองเดือนก่อนมีคนงานไทยตกถังแครอทแล้วบาดเจ็บซี่โครงหัก อันนั้นจะช่วยได้ยังไง?สำหรับรายนั้น ขอถามหน่อยว่าคนเจ็บชื่ออะไร เบอร์โทรศัพท์อะไร
เค้าไม่บอกๆไม่ให้บอก(แล้วก็หันข้างไปกระซิบกันเป็นภาษาปะกิดโก้เก๋ แปลได้ว่าอย่าพูดให้มันชัดเจนนัก พูดทั่วๆไปก็พอ แหม๊ คุณนายขา ที่นั่งหายใจกันอยู่ในบ้านทั้ง11ชีวิตเนี้ย มีใครเว่าปะกิดบ่ได้บ้างค๊ะ) ก็นั่นไงคะ เค้าเองไม่กล้้าเข้ามาร้องเรียนแล้วจะให้เราช่วยเหลือยังไง แต่สำหรับรายนี้ทางสถานทูตก็หาเค้าจนเจอ แล้วก็โทรไปคุยกับเค้าแล้ว เค้าบอกว่าหนึ่งเค้าผิดกฏหมายอยู่ สองเค้ากลัวเพื่อนๆคนอื่นๆจะเดือดร้อนไปด้วยหากนายจ้างเลิกจ้าง สามเค้ากลัวถูกตำรวจจับ สุดท้ายเค้าก็เลือกที่จะไม่ทำอะไร ให้ทางบ้านที่เมืองไทยส่งยามาให้กิน นั่นมันก็เป็นการตัดสินใจของเขา นั่นคือสิ่งที่เราพยายามถามว่า สำคุญที่สุดคือคนงานกล้าร้องเรียนเข้ามาหรือเปล่า แม้แต่ชื่อยังไม่กล้าบอกแล้วจะให้ช่วยยังไง แต่สำหรับคนนี้เนี่ย สุดท้ายทางสถานทูตก็ควานหาจนเจอ แล้วโทรไปคุยกับเค้า จริงๆเค้าสามารถเคลมWSIBได้ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะหนีวีซ่าอยู่ก็ตาม แต่ด้วยความที่กลัวตัวเองและเพื่อนๆอีกโขยงใหญ่ที่เป็นโรบินฮู้ดอยู่เช่นกันจะได้รับความเดือนร้อน นายจ้างจะไม่จ้างอีก ก็เลยตัดสินใจไม่ทำอะไร ได้แต่ให้ทางบ้านที่เมืองไทยส่งยามาให้กินรักษาตามอาการ
อาทิตย์ก่อนมีคนไทยสองคน กำลังจะขึ้นเครื่องกลับเมืองไทย แต่เจ้าหน้าที่เค้าไม่ให้ขึ้นเครื่อง ข้าพเจ้าเลยถามกลับว่า ทำไมไม่ให้ขึ้น?
เค้าบอกว่าต้องมีใบรับรองจากสถานทูตไทยก่อนว่าสองคนนี้กลับเมืองไทยได้ อ้าวทำไมต้องมีเอกสารรับรองจากสถานทูต นั่นก็อาจจะเป็นไปได้ว่าเค้าไปสมัครเรฟูจีไว้แล้วเกิดเปลี่ยนใจกลางคัน ตูจะกลับบ้านโว๊ย อะไรอย่างเนี้ย ทีนี้เจ้าหน้าที่เค้าอาจจะเกรงว่าขึ้นเครื่องไปแล้ว พอไปเหยียบแผ่นดินไทยปุ๊บ ตม.ไทยจะไล่ให้กลับมาแคนาดาหรือเปล่า เพราะลื้อไปสมัครเรฟูจีไว้นั่นก็แสดงว่าลื้อไม่สามารถจะใช้ชีวิตที่เหลือหายใจบนผืนแผ่นดินสยามได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง คนที่ต้องเป็นธุระเอาสองคนนั่นกลับมาคือสายการบินที่ให้ขึ้นเครื่องมา ทีนี้ใครเค้าจะมายิ้มร่าออกค่าเครื่องบินให้สองคนนั้นคะ?
แต่สองคนนั้นเค้าไม่ได้กลับเองรัฐบาลส่งกลับ อ้าว นั่นไงล่ะ เค้าถูกอิมมิเกรชั่นแคนาดาผลักดันให้กลับภูมิลำเนาใช่มั้ย? ทีนี้คำถามต่อมาคือสองคนนั้นมีพาสปอร์ตหรือเปล่า เพราะส่วนมากคนงานที่หนีไปสมัครรีฟูจีจะถูกยึดพาสปอร์ตไป พอตอนกลับต้องไปประสานกับอิมมิเกรชั่นพื้นที่ที่เค้ายึดพาสปอร์ตเราไว้ ก็คือที่ๆเราไปยื่นใบสมัครรีฟูจีไว้นั่นล่ะ แต่หากไม่มีพาสปอร์ตตั้งแต่หนีออกมาจากฟาร์มเดิมแล้ว นั่นก็ยิ่งไปกันใหญ่ ก็ต้องตามหากันว่าพาสปอร์ตตัวเองอยู่ไหนกันแน่ อยู่ที่นายจ้างเดิม หรือดีหน่อยนายจ้างหรือเอเย่นนั้นก็จะส่งไปให้สถานทูตไทย หรือไม่ก็หากันไม่เจอล่ะทีนี่
เอางี้ดีกว่านะ เอาเป็นว่าเวลาคนงานเค้าพูดอะไรให้ฟังน่ะ ให้ฟังหูอีกหูหนึ่งเก็บไว้ก่อนแล้วถามให้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น ถามต้นสายปลายเหตุ และถ้ามีหลักฐานยืนยันได้ด้วยจะยิ่งดี ไม่ใช่ว่าคนงานโกหกหรอกค่ะ แต่บางครั้งมันเกิดจากความไม่รู้ ไม่เข้าใจของคนงานเอง ยิ่งพวกที่มากับเอเย่น บางคนไม่เคยอ่านสัญญาการจ้างงานหรอก บอกให้เซ็นชื่อตรงไหนก็เซ็นไปยังงั้นแหล่ะ พอได้ข้อมูลที่แน่ชัดแล้วค่อยมาว่ากันเป็นกรณีๆไปว่าจะแก้ไขปัญหายังไง ที่สำคัญย้ำอีกครั้งว่าต้องบอกความจริง ไม่ใช่อ้ำๆอึ้งๆถามไปก็บิดอยู่นั่นแหล่ะ ไม่รู้เรื่องกันสักที แล้วทีนี้ก็หาว่าสถานทูตใจดำไม่มาดูดำดูดี
แล้วทูตน่ะชื่ออะไรนะ มาฮามิลตันคราวก่อนก็เห็นว่ามาขู่คนงาน....(มาถึงตอนนี้พวกเราไม่อยากคุยด้วยแล้วล่ะค่ะ ขอโทษนะคะ อันนี้มันจะกลายเป็นอย่างอื่นไปแล้ว ไม่ใช่การหารือกันแล้ว ขออนุญาตไม่ฟังและไม่ต่อละกันน๊า เดี๊ยวจะไปกันหย่ายยยยยย)
และแล้วไม่นานเกินสามวินาที คุณลุงกับคุณป้าสองคนนี้ก็ทำท่าเหมือน เฮ้อ มาเสียเที่ยวเปล่าๆตู คิดแล้วว่าพวกนี้ก็ไม่ได้เรื่องอยู่นั่นเอง ไปล่ะ แต่น แตน แต๊น ไปโดยไม่พูดกล่าวอะไรสักคำ
แต่พวกเราสิ่ด้วยความเป็นไทย เลยยกมือไหว้ขอบคุณกันใหญ่ ขอบคุณที่สนใจคนงานไทยนะคะ(อันนี้จากใจจริง รู้สึกขอบคุณเค้าจริงๆที่เค้ายังสนใจให้ความช่วยเหลือคนงานไทย)
เจ้าของบ้านก็กล่าวขอบคุณว่า ยังไงก็ต้องขอขอบคุณสมาคมลาวมากๆที่ให้ความโซ่ยเหลือแรงงานไทยมามากจริงๆ
มาถึงทีนี้ก๋วยเตี๋ยวที่โซ้ยเข้าท้องไปเมื่อตะกี้ทำไมมันจืดๆฟะ!! โอ้ เอ้ กันอยู่นานสองนาทีก็ร่ำลาเจ้าของบ้านออกมา บึ้ด จ้ำ บึ้ด ต้องไปหาเหาใส่หัว เอ้ยต้องไปเยี่ยมคนงานที่St.Catharineต่อล่ะค่ะ
ขึ้นรถปิดประตูยังไม่ทันสนิท ก็มีคนกระทบไหล่ดาราดังปึัก เป็นการปลอบใจ
"เฮ้ยลิน ดีมาก พี่รู้ว่านายโกรธ หน้าแดงเชียว"
อ่ะ แน่นอนไม่ใช่ร่มเย็นนะเฟ้ยจะได้หนิมๆติ๋มๆให้เค้าใส่ๆๆๆอยู่ฝ่ายเดียว
โถ ป้าเล็กขา คุณส้มขา ลินน่ะล้อเล่นหรอก โกรธเกิดอะไรกัน มันก็แค่อากาศร้อน พริกก๋วยเตี๋ยวมันเผ็ดมากไปหน่อยแค่นั้นเอง แล้วไอ้ที่เสียงดังน่ะมันเป็นธรรมชาติของคนเสียงดังฟังชัด โกรธเกิดอะไรก๊านน
แต่....สองคนนี้เป็นใคร ชื่อไรฟะ?!!
สุดท้ายก็ได้ความกระจ่างมาว่า ชื่อ คุณป้าแป้ด กับคุณลุงนิธิ แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นคนไทยหรือคนลาว พูดไทยชัดมากนึกว่าคนไทย แต่ทำไมเจ้าของบ้านต้องขอบคุณสมาคมลาวที่ให้ความช่วยเหลือคนงานไทยน๊า ยังงงๆ
เสร็จจากนั้นก็ไปSt.Catharine ไปเยี่ยมคุณฝน พิรุณพร กับพี่ต๋อย ที่ทำงานอยู่St.David farm ที่เคยไปเยี่ยมปีก่อนมีกันอยู่สี่สาว ตอนนี้หนีกันไปหมดเหลือแค่พี่ต๋อยทีวีซ่าจะหมดอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ส่วนคุณฝนแกเล่าให้ฟังว่า ใช้ทางลัดเลื่อนตำแหน่งตัวเองไปเป็นภรรยาคนแคเนเดียนเชื้อสายเขมรเรียบร้อยโรงเรียนจีนตั้งแต่กลางปีที่แล้ว แกยังคงทำงานอยู่ที่เดิม แต่ไม่ต้องมีเรื่องวีซ่าให้หนักอก(หนักจริงๆ)หนักใจอีก ท่าทางแกจะใช้ทางลัดที่ถูกเสียด้วยซี เพราะบ้านช่องใหญ่โต สะดวกสบาย พ่อแม่สามีใจดีแต่กับพวกเราพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ ภาษามือภาษากาย แต่เข้าใจกันดีเจ้าค่ะ ไม่เพียงแต่เข้าใจกันดี พวกเรายังเรียนภาษาเขมรมาอีกหนึ่งคำคือ "อาคูณ" ขอบคุณเจ้า นั่นเอง
เดินสายกลับมาHamiltonอีกรอบ ก็ไปเยี่ยมคนงานที่บ้านพักประมาณหกเจ็ดคน ในหกเจ็ดคนนี้มีอยู่สามคนที่ทำงานอย่างถูกต้องคือมีวีซ่าทำงาน นอกจากนั้นก็โรบินฮู้ทกันทั้งนั้นเลยค่ะ ที่ยอมมาเจอหน้าเจอตากันอยู่ก็คือพวกที่มีความสุขดี กล้าสู้แสงสว่างและแสงแดด
ไม่ใช่จดหมาย
ไม่ใช่รายงาน
ก็แค่พูดตามที่ใจมันคิด
ยิ่งคิดยิ่งพินิจยิ่งว้าวุ่นใจ
ปล.อย่าเพิ่งทวงรายงาน เพราะกำลังปั่นอยู่นะจ๊ะ
ต้องรวบรวมข้อมูลให้มากๆและละเอียดๆ นายกหนุ่มหล่อของเราจะได้ให้ตังค์มาเยอะๆ โย่
ศูนย์บริการแรงงานไทย ณ นครโตรอนโต
23 มีค.2009