คุณครูคนใหม่

    

“คิดถึงเหลือเกิน...” 

 

 

                       วกเราทุกคนยืนดูรถกระบะคันนั้น แล้วก็หัวเราะออกมาพร้อม ๆ กัน  มันจะสามารถใส่อะไรลงไปได้อีกไหมนี่”  เสียงน้องคนเล็กของฉันถามขึ้นมา จบคำถามนั้นพวกเราก็หัวเราะออกมาพร้อม ๆ กันอีกครั้งหนึ่ง

 

                     ภาพของรถยนต์กระบะเก่า ๆ ที่พวกเราอันหมายถึงพ่อ แม่ ฉันและน้อง ๆ อีกสามสาวพยายามที่จะนำสิ่งของยัดใส่เข้าไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ทำให้มองดูเหมือนรถคันนั้นจะปริแยกชิ้นส่วนออกจากกันให้ได้ ขณะที่ฉันกำลังจับโน่นเปลี่ยนนี่เพื่อให้มีช่องว่างที่จะสามารถใส่สิ่งของที่ฉันคิดว่าจำเป็นจะใส่ลงไปให้ได้อีกนั้น ฉันก็ได้ยินเจ้าของรถที่พ่อกับแม่ไปว่าจ้างเหมามาพูดขึ้นว่า

                “ต้องเอาไปด้วยหรือลุง”

                  ฉันหันไปมองว่าเขาหมายถึงอะไร แล้วพวกเราก็ประสานเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อเห็นพ่อของฉันกำลังแบกโอ่งน้ำใบเล็ก ๆ น่ารักมาวางไว้ข้างรถ พ่อบอกคนขับรถว่า

                “ต้องเอาไปซิ ไม่อย่างนั้นจะเอาอะไรใส่น้ำกินน้ำใช้ล่ะ”

               แล้วพวกเราก็รื้อของทั้งหมดบนรถลงมาเพื่อนำโอ่งใบดังกล่าวเข้าไปวางไว้ด้านในสุดของรถแทน ก่อนแล้วจึงนำสิ่งของบางอย่างที่พอจะใส่ลงไปในโอ่งใส่ตามไปอีกทีเพื่อประหยัดเนื้อที่  น้องสาวมากระซิบที่ข้างหูของฉันว่า

                 “ตัวคอยดูพ่อไว้นะ อย่าให้ไปแถวข้างบ้าน เดี๋ยวเกิดไปเจออะไรเข้า  เราอาจจะต้องรื้อของกันอีก” 

 

                      วันนั้นเราเก็บของขึ้นรถกันตั้งแต่เช้า ซึ่งของนั้นเราเตรียมกันมาหลายวันแล้ว ของบางอย่างต้องเก็บต้องห่อกันอย่างดี กลัวว่าจะไปแตกเสียหายเสียก่อนที่จะถึงจุดหมายปลายทาง เช่นถ้วยชาม เป็นต้น ทั้ง ๆ ที่เราเตรียมตัวกันมาหลายวัน แต่เมื่อถึงคราวต้องขนขึ้นรถ พวกเราก็หยิบเข้าหยิบออกจากเวลาตั้งแต่เช้ากว่าจะได้ออกเดินทางก็เกือบเที่ยงวันและก็ช่างบังเอิญเหลือเกิน เมื่อเราเก็บของขึ้นรถเสร็จและออกเดินทาง ฝนที่ตั้งเค้ามาแต่เช้าก็ตกเหมือนฟ้ารั่วทีเดียว

 

                      รถคันที่เราเหมากันไปวันนั้น เป็นรถกระบะที่ปกติเจ้าของใช้ทำรถโดยสารวิ่งโดยสารอยู่ เจ้าของจะต่อเป็นคอกกั้นสำหรับให้ผู้โดยสารนั่ง มีเบาะยาวสองแถวและมีหลังคา แต่ไม่สามารถคุ้มฝนให้พวกเราได้ พ่อกับแม่นั่งตอนหน้าคู่กับคนขับ เราสี่สาวพี่น้องนั่งไปข้างหลังกับของที่ขนมา โดนฝนสาดเปียกไปทั้งคนทั้งของ 

                        เราว่านกมันหนาวนะ ดูสิ...ตัวสั่นเชียว เอามันมาทำไมก็ไม่รู้” 

                        เสียงน้องสาวบ่น พวกเราหันไปดูเจ้านกตัวที่ว่า มันเป็นนกเขาชวาตัวเล็ก ๆ ที่ฉันเอามันมาด้วย ตอนที่ฉันบอกว่าฉันจะเอาเจ้าตัวเล็กนี้มาด้วย ทุกคนห้ามเป็นเสียงเดียวกัน ว่าจะเอามันมาทำไม แค่กรงของมันก็กินเนื้อที่ในรถมากแล้ว แต่ฉันไม่ยอม ฉันบอกว่าฉันรักเสียงขันของมัน ฉันอยากเอามันไปอยู่ด้วย    เวลามันขันฉันจะได้คิดถึงทุก ๆ คนที่อยู่ทางบ้าน เพราะไม่มีใครทางบ้านที่จะไปอยู่กับฉันได้เลย ฉันจึงอยากให้มันเป็นตัวแทนของทุกคน เราช่วยกันเอาลวดผูกกับซี่ลวดด้านบนของกรงแล้วจึงผูกกับราวใต้หลังคารถ เวลารถวิ่งกรงมันจะแกว่งไปมา น่าสงสารมันเหมือนกัน ไม่รู้ว่ามันจะเมารถหรือเปล่า

 

                     ระยะทางจากบ้านของฉันไปถึงจุดหมายปลายทางเกือบ 90 กิโลเมตร ถ้าเป็นสมัยนี้    รถวิ่งชั่วโมงกว่า ๆ ก็ถึงแล้ว             แต่สมัยนั้นพวกเราไปถึงปากทางเข้าหมู่บ้านเกือบ ๆ ห้าโมงเย็น ประกอบกับฝนตกหนักมาตลอดทาง  จึงทำให้เหมือนบรรยากาศจะมืดเร็วกว่าปกติ เมื่อเลี้ยวรถเข้าปากทางมาได้เล็กน้อย คนขับก็หยุดรถแล้วลงมาบอกว่า

                  “จะไปต่อได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ทางเป็นถนนดินอีกตั้งเก้ากิโล” 

                  พวกเราสี่สาวพี่น้องไม่รู้จะออกความเห็นว่าอย่างไร   จึงปล่อยให้เป็นธุระของพ่อกับแม่และคนขับรถตัดสินใจกันเอง

 

                     ทางที่เราจะไปกันนี้ พวกเราและแม้แต่คนขับรถก็ไม่เคยไปกันมาก่อน เราจึงไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเราจะได้พบเจออะไรบ้าง ตกลงเราต้องเดินหน้ากันต่อ สองข้างทางที่รถวิ่งผ่านมาจะเป็นป่าลาน ต้นไม้ใหญ่ยังมีให้เห็นอยู่บ้าง พวกเราเห็นไร่ฝ้ายเป็นครั้งแรกในชีวิต เห็นไร่ข้าวโพดข้าวฟ่าง กลิ่นดินเมื่อถูกฝนทำให้หอมชื่นใจแบบแปลก ๆ พวกเราไม่ค่อยได้กลิ่นเช่นนี้นัก เพราะเราเกิดในเมือง เติบโตในเมือง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราจะต้องเดินทางไปในที่ที่เราไม่เคยไปมาก่อน และฝนก็ช่างไม่เป็นใจเลย ตกหนักมาตลอดทาง ถนนดินนั้นเมื่อถูกน้ำฝน ก็จะทั้งเฉอะแฉะและลื่น มีหลายครั้งที่รถที่เรานั่งกันไปลื่นไถลออกนอกถนน พวกเราส่งเสียงวิ๊ดว๊ายแต่น้ำเสียงก็ยังเจือปนไปด้วยความสนุกสนาน

 

                      เลยปากทางจากถนนใหญ่มาหลายกิโลพอสมควร สภาพของถนนเริ่มลำบากมากขึ้นเหมือนไม่ใช่ถนน น่าจะเป็นทางเดินหรือทางเกวียนมากกว่า บางแห่งมีหล่มลึกท่วมเข่า คนขับรถพยายามหลบแต่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบากมาก มาตอนหลังฉันจึงได้รู้ว่าหล่มลึก ๆ นั้น เกิดจากรอยล้อของรถไถนั่นเอง ใกล้จะเข้าหมู่บ้าน รถของเราติดหล่ม พวกเราทั้งหมดจึงลงไปช่วยกันเข็น แต่ก็ไม่สามารถทำให้รถขยับเขยื้อนได้เลย นอกจากนั้น ล้อรถที่หมุนติดหล่มอยู่นั้นยังได้ดีดเอาดินโคลนกระเด็นมาเต็มเนื้อเต็มตัวพวกเราจนจำสภาพเดิมแทบไม่ได้ พ่อแม่และคนขับเริ่มวิตกกังวล ความสนุกของพวกเราก็หมดลงไปด้วย เวลาก็เริ่มจะมืดลงทุกที  พอดีมีรถไถคันหนึ่งผ่านมาพบ คุณลุงคนขับรถไถบอกให้พวกเรารออยู่ตรงนั้นก่อนและแกก็ขับรถไถเข้าไปในหมู่บ้าน  สักพักแกก็กลับมามีคนนั่งบนรถไถมาด้วยสองสามคนและมีผู้ชายหนุ่ม ๆ เดินตามมาอีกจำนวนหนึ่ง

 

                       เมื่อทุกคนมาถึงเรามีการทักทายกัน แล้วคุณลุงคนขับรถไถก็บอกให้คนที่ตามมานั้นช่วยกันยกข้าวของบนรถลงจากรถและช่วยกันถือคนละไม้คนละมือเพื่อนำไปส่งยังจุดหมายปลายทาง อะไรที่เป็นของหนักเช่นโอ่งน้ำ เครื่องครัว คุณลุงก็มีน้ำใจใช้รถไถบรรทุกไปให้ พวกเราเองก็ช่วยยกช่วยถือในสิ่งที่กำลังของพวกเราพอจะทำกันได้ แต่ส่วนมากจะเป็นของชิ้นเล็ก ๆ และมีน้ำหนักไม่มากนัก พ่อถามคนที่มาช่วยยกของว่าอีกนานไหมกว่าจะถึง เขาตอบว่าประมาณหนึ่งกิโลเมตร ถ้าเป็นปัจจุบันฉันคงไม่ไหวแน่ แต่ตอนนั้นพวกเรากลับคิดว่าอีกกิโลเดียวเอง ระยะทางที่เดินจากจุดที่รถติดหล่มก็จะผ่านตลาดของหมู่บ้าน ซึ่งจะมีร้านค้าเล็ก ๆ และบ้านผู้คนอยู่ค่อนข้างหนาตากว่าตามถนนที่เราผ่านมา และมีถนนที่เป็นดินลูกรังที่มีหินปนอยู่บ้าง ทำให้การเดินพอจะทรงตัวอยู่ได้ไม่ลื่นมากนัก ผู้คนที่นั่งอยู่ตามบ้านหรือร้านค้าของหมู่บ้านต่างมองพวกเราเป็นตาเดียว ฉันและน้อง ๆ เริ่มมีความสุขอีกครั้งหนึ่ง พวกเรามองตอบเขาและยิ้มให้ ทุกคนยิ้มตอบและพวกเขาก็คงจะพูดถึงพวกเราด้วย เพียงแต่ระยะไกลทำให้เราไม่รู้ว่าเขาพูดถึงเราว่าอย่างไร แต่ฉันคิดว่าเขาคงพูดถึงพวกเราในทางที่ดีอย่างแน่นอน

 

                    “ว๊าย..ย..ช่วยด้วย” 

                   พวกเราได้ยินเสียงร้องนี้เมื่อเดินผ่านตลาดมาแล้ว  ถนนที่ต่อจากถนนในตลาดจะเป็นถนนดิน เมื่อเปียกฝนจะเป็นโคลนเหนียวมาก พวกเราเคยอยู่กันแต่ถนนลาดยางในเมืองเมื่อต้องมาเดินบนถนนโคลนอย่างนี้ เราจึงทรงตัวไม่ได้ และเสียงร้องเมื่อสักครู่ก็คือเสียงร้องของน้องสาวฉันเอง เธอลื่นล้มเปรอะเปื้อนดินโคลนไปทั้งตัว พวกเราหันไปมองแล้วก็หัวเราะดัง ๆ ออกมาเกือบจะพร้อม ๆ กัน เราดูคนที่มาช่วยเราถือของทุกคนไม่ได้สวมรองเท้า เดินด้วยเท้าเปล่าทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ แต่พวกเราไม่เคยเราจึงสวมรองเท้าเดินและในที่สุดดินโคลนเหนียว ๆ ก็พอกรองเท้าเราเสียหนาเตอะจนไม่สามารถเดินต่อไปได้ พวกเราจึงมีภาระเพิ่มขึ้นอีกอย่างคือนอกจากจะถือของที่เตรียมมาแล้ว    เราต้องหิ้วรองเท้าที่มีโคลนหนา ๆ ติดอยู่  อีกคนละหนึ่งคู่

 

                      เราถึงจุดหมายปลายทางด้วยความเมื่อยล้าไปทั้งเนื้อทั้งตัว ตะวันก็ใกล้จะตกดินเต็มที คนขับรถขอแรงคุณลุงเจ้าของรถไถไปช่วยดึงรถขึ้นจากหล่ม พ่อแม่และน้อง ๆ ช่วยกันจัดของให้ฉัน ทุกคนช่วยกันทำด้วยความเร่งรีบ เพราะอากาศเริ่มจะมืดจริง ๆ แล้ว และทุกคนที่มาส่งฉันก็จะต้องเดินทางกลับบ้าน แม่กลัวว่าเมื่อทุกคนเดินทางกลับ  ฉันจะต้องจัดบ้านทำความสะอาดบ้านคนเดียว แม่จึงบอกให้ฉันไปตักน้ำจากคลองหลังบ้านมา เพื่อเตรียมที่จะถูบ้านหลังจากช่วยกันปัดกวาดเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งบอกให้พ่อและน้องเดินไปเป็นเพื่อนฉัน เพราะข้างทางลงไปสู่คลองนั้นจะมีป่าละเมาะและต้นหญ้าคาสูงท่วมเอวและค่อนข้างรก

                    “ไม่ต้องหรอก หนูไปคนเดียวได้ ช่วย ๆ กันอยู่ทางนี้ก็แล้วกัน” 

                   ฉันบอก ก่อนที่จะเดินถือถังน้ำลงไปทางหลังบ้าน โดยไม่ได้สวมรองเท้าไปด้วยเนื่องจากได้รับบทเรียนเรื่องโคลนติดรองเท้าตอนที่เดินมาแล้ว  แต่เพียงเท้าแตะดินได้ไม่กี่ก้าว ฉันก็ต้องวิ่งกลับเข้ามาในบ้านอย่างไม่คิดชีวิต ขนลุกขนพอง สั่นไปหมดทั้งตัว ทุกคนตกใจพากันถามฉันว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันพูดอะไรไม่ออก น้ำตาพาลจะไหลให้ได้  พ่อซึ่งเป็นตำรวจและวันนั้นท่านพกปืนไปด้วย ท่านปลดปืนลงมาถือในท่าที่พร้อมจะป้องกันอันตรายให้ โดยบอกให้ฉันพาท่านไปดูซิว่าเจออะไรมา  ทุกคนมองหน้าฉันและคอยฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ โดยเฉพาะน้องสาวทั้งสามคนของฉัน ความเป็นผู้หญิงและยังอยู่ในช่วงวัยรุ่นทำให้พวกเธอกลัวจนหน้าซีดพูดอะไรไม่ออก แม่ถามฉันอีกว่าเจออะไรมา ฉันจึงกลั้นใจตอบไปว่า 

                “ไส้เดือนน่ะแม่...อื๋ยยย..ตัวยาวเป็นฟุตเลย....ทั้งยาวทั้งใหญ่...ใครจะไปตักน้ำก็ไปเถอะ..หนูไม่เอาด้วยแล้ว....” 

                  พ่อกับแม่หัวเราะออกมาเกือบจะพร้อมกัน   แล้วพ่อก็พูดว่า

                “ก็เมื่อกี้ตอนเดินมาน่ะ...มันเลื้อยอยู่เต็มถนน มัวเดินลอยหน้าลอยตาเป็นนางงามอยู่น่ะสิ ถึงได้ไม่เห็นน่ะ....เห็นชาวบ้านมองเข้าหน่อย...เดินยืดใหญ่...แม่คุณครูคนใหม่..”

                 แล้วทุกคนก็ประสานเสียงหัวเราะกันอีกครั้งโดยมีฉันยืนหน้ามุ่ยอยู่คนเดียว

 

                และวันนั้น วันที่ฉันยังถวิลหาอยู่ทุกวันนี้ ก็คือวันที่  7  มิถุนายน  พ.ศ.2522  วันที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดลพบุรีออกคำสั่งแต่งตั้งให้ฉันเดินทางไปรับตำแหน่งครู 2 ระดับ 2 โรงเรียนบ้านน้ำสุด อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี นั่นเอง......

*******************

ขอบคุณ   น.อ้วน  

ี่กรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ดอกทานตะวันแสนน่ารัก

ให้มาประดับบันทึกของครูแจ๋ว ขออนุญาตไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ