วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน 2551 ตื่นเช้าอาบน้ำกินข้าวแบบสบายๆ แม้จะเพิ่งผ่านการเที่ยวสวิสมาและกลับถึงบ้านกว่าจะได้นอนหลับก็เกือบตีหนึ่ง เกือบ 9 โมงเช้ารีบไปที่โรงเรียนนานาชาติดาร์วินชี่เพื่อไปรับเอกสารรับรองการเข้าเรียนของลูกทั้งสามคน หลังจากนั้นก็รีบไปที่สถาบันเพราะมีนัดถ่ายรูปหมู่ร่วมกันทั้งชั้น อากาศไม่หนาว ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่มีฝนตก ดอกไม้ ต้นไม้และใบหญ้าในสวนหย่อมพื้นที่ตรงกลางของสถาบันงดงามเมื่อหมดหนาวเข้าสู่หน้าร้อน เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารงานทั่วไปของสถาบันกำลังวุ่นวายกับการติดต่อกับนักศึกษาใหม่ในรุ่นต่อไปที่จะเรียนเป็นภาษาฝรั่งเศสหลังจากผ่านการปิดซัมเมอร์นี้ไป ส่วนภรรยาอยู่บ้านพักก็เตรียมเก็บสัมภาระลงกระเป๋าเดินทางไว้ก่อนเพราะเวลาในการเก็บของมีไม่มากนัก ไหนจะเก็บของเตรียมกลับเมืองไทย ไหนจะเก็บของเตรียมไปเที่ยวต่ออีกหลายวัน
เพื่อนๆมากันเกือบครบ 38 คน ขาดเบเคเล่กับมาร์กาเร็ตไปสองคน พร้อมกับการแซวของเพื่อนๆว่าเธอไปแต่งหน้าแต่งตัวยังไม่เสร็จ มีช่างภาพมืออาชีพมาทำหน้าที่ถ่ายรูปหมู่ให้ รวมทั้งถ่ายรูปพวกเราแบบเดี่ยวๆทีละคน อาจารย์หลายท่านมาร่วมถ่ายรูปด้วยทั้งวิม ทอม ฟาเบรียง วาลลาเรีย ปิแอร์ แต่อาจารย์ผู้ใหญ่หลายคนก็ติดภารกิจไม่ได้มาถ่ายรูปด้วย เกลินด้า สาวร่างสูงใจดีเจ้าหน้าที่บริหารงานหลักสูตรก็มาร่วมแสดงความยินดีและถ่ายรูปร่วมด้วย หลังจากนั้นก็เป็นการถ่ายรูปกันเป็นคู่ เป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยตามความสมัครใจของแต่ละคน กล้องใครกล้องคนนั้น บรรยากาศสดชื่น มิตรภาพ เต็มไปด้วยรอยยิ้มของผองเพื่อน กับความสำเร็จที่ก้าวเข้ามาถึงในวันนี้
หลังจากถ่ายรูปเสร็จผมก็กลับบ้านพัก แล้วพาภรรยากับลูกๆนั่งรถรางไปที่ตลาดและห้างสรรพสินค้าแถวถนนเมียร์ เพื่อซื้อของฝากกลับเมืองไทย ไปร้านช็อคโกแลตที่ขึ้นชื่อของเบลเยียม เวลาที่มีไม่มาก ทำให้รู้สึกเร่งรีบและลุกลนมาก ทำให้การเดินเลือกซื้อของไม่ค่อยสนุกนัก และขณะซื้อของไปก็พยายามคิดไปด้วยว่าจะสามารถขนของใส่กระเป๋าเดินทางกลับเมืองไทยได้หมดหรือเปล่าเพราะของใช้ส่วนตัวของแต่ละคนก็เยอะมากอยู่แล้ว ซึ่งเพื่อนๆหลายคนที่ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวก็เก็บเงินทุนที่ได้ซื้อข้าวของเตรียมกลับบ้านกันเยอะมาก อย่างเช่นเกรซที่ซื้อของฝากคนในครอบครัวจำนวนมาก หรือบูโคล่าที่ซื้อของใช้หลายอย่างทั้งมือหนึ่งมือสองเช่นคอมพิวเตอร์ ปริ๊นท์เตอร์ รถจักรยานเด็ก และอื่นๆอีกมากมายซึ่งเธอบอกว่าที่ไนจีเรียหาซื้อยากและราคาสูงมาก เพื่อนหลายคนจึงต้องเก็บสัมภาระบรรจุลงกล่องและส่งกลับบ้านทางเรือขนส่ง
ผมเคยมีประสบการณ์รับพระราชทานปริญญาบัตรในเมืองไทยมาสองครั้งแล้ว พิธีรับปริญญาบัตรในเมืองไทยถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีคุณค่าแก่ชีวิตเป็นอย่างมาก เป็นสิ่งที่ผมประทับติดตรึงใจอย่างไม่รู้ลืม ผมรับพระราชทานปริญญาบัตรแพทยศาสตรบัณฑิตจากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ศาลาอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี เดือนมกราคม พ.ศ. 2537 หลังจากออกไปเป็นแพทย์ประจำรับใช้ประชาชนชาวอำเภองาว จังหวัดลำปางได้เกือบปี ผมลาพักร้อนไป 3 วันเพื่อเข้าร่วมการซ้อมพิธีพระราชทานปริญญาบัตร การรับพระราชทานปริญญาบัตรจากในหลวงและพระบรมราโชวาทที่พระองค์ได้พระราชทานในวันรับปริญญาครั้งนั้น ได้ช่วยตอกย้ำให้ผมต้องทำงานเพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงและแผ่นดินไทยอย่างเต็มกำลังความสามารถมาทุกวันนี้
ช่วงเช้าและเย็นวันซ้อมรับปริญญาก็มีการถ่ายภาพในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และในส่วนของคณะแพทยศาสตร์จำนวนมาก กับพี่ๆน้องๆและผองเพื่อน ที่เต็มไปด้วยมิตรภาพและรอยยิ้มเช่นกัน ในเช้าของวันรับจริงก็ได้ถ่ายรูปกับแม่ ปู่ย่า ลุงป้า น้าอาที่เหมารถตู้มาร่วมแสดงความยินดีกัน ในฐานะที่ผมเป็นหลานคนแรกที่ได้เรียนจนจบปริญญาบัตร แต่หากนับลูกพี่ลูกน้องของแม่แล้ว ผมก็เป็นคนที่สามที่ได้ปริญญาและเป็นหมอคนที่สามของหมู่บ้านป่ากุมเกาะ (คนแรกคือหมอสำเริง สีแก้ว คนที่สองคือหมอหนึ่ง แท่นมณี) ผมจำรอยยิ้มความปลาบปลื้มยินดีในแววตาของแม่ได้พร้อมกับการโอบกอดหอมแก้มให้เป็นรางวัลแห่งความสำเร็จในการศึกษาของผม ลูกชาวไร่จนๆที่ต้องเช่าที่เขาทำกิน
ผมได้มีโอกาสเรียนจนจบปริญญาของ มสธ. อีกแต่ด้วยภารกิจที่ต้องตรวจคนไข้ ไม่สามารถหาแพทย์มาแทนได้ ผมจึงไม่สามารถไปเข้าร่วมพิธีพระราชทานปริญญาบัตรที่สวนอัมพรได้ และมีโอกาสได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรอีกครั้งในเดือนมกราคม พ.ศ. 2548 เมื่อผมเรียนจบรัฐประศาสนศาตรมหาบัณฑิต เกียรตินิยม จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์หรือนิด้า นับเป็นความปราบปลื้มและเป็นมิ่งมงคลกับชีวิตอีกครั้งหนึ่งที่ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ แม้คราวนี้การถ่ายรูปกับเพื่อนๆและสถานที่ต่างๆในมหาวิทยาลัยไม่มากนัก อาจเป็นเพราะพื้นที่มหาวิทยาลัยไม่กว้างขวางนัก ความผูกพันกับรุ่นพี่มีไม่มากเพราะผมเรียนที่ศูนย์พิษณุโลก แต่วันนั้นก็เป็นอีกวันที่แม่มีความสุข ภรรยาและลูกๆทั้งสามคน น้องชาย น้องสะใภ้และหลานสาวไปร่วมงานด้วย
ผมได้เกียรตินิยมจึงได้อยู่แถวหน้ารับพระราชทานปริญญาบัตรก่อนเพื่อนๆในรุ่นเดียวกัน ผมเป็นคนแรกของรุ่นที่ศูนย์พิษณุโลกได้นั่งติดกับพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ท่านได้เกียรตินิยมเหมือนกัน ได้มีโอกาสพูดคุยกับท่านในช่วงซ้อม ท่านเป็นคนน่ารัก สุขุม และมีอัธยาศัยที่ดีมาก ตอนนั้นท่านเพิ่งเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีโอกาสพบและพูดคุยกับท่านอีกเลย ท่านให้นามบัตรไว้แต่ผมก็ไม่กล้าติดต่อกลับไป ยิ่งท่านได้ก้าวหน้าจนเป็นผู้บัญชาการทหารบก เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม ก็ยิ่งไม่กล้าที่จะติดต่อกับท่าน
เวลาผ่านไปอีก 3 ปี ผมก็มีโอกาสได้ทุนไปเรียนและจบการศึกษาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต ที่สถาบันเวชศาสตร์เขตร้อนเจ้าชายลีโอโปลด์ (Prince Leopold Institute of Tropical Medicine, Antwerp) หรือเรียกสั้นๆว่า ไอทีเอ็ม (ITM) แต่ตอนเขียนเว็บไซต์ใช้เป็น www.itg.be ผมเองก็ยังสงสัยว่า ITG มาจากคำว่าอะไร และก็ไม่ได้ถามใคร สถาบันกำหนดวันรับปริญญาของเราไว้วันที่ 26 มิถุนายน 2551 เวลาตั้งแต่ 4 โมงเย็นเป็นต้นไป ที่ห้องประชุมใหญ่ของสถาบันหรือห้องเอาล่า
จำได้ว่าเมื่อสักสามสัปดาห์ก่อน มาร์กาเร็ตเคยถามอาจารย์วาลลาเรียว่าจะรับปริญญา (Diploma) ต้องทำอะไรบ้าง อาจารย์ก็ตอบง่ายๆว่า ก็ไม่มีอะไร อาจารย์อ่านชื่อคุณ คุณก็เดินออกไปรับ ก็จบ ที่เบลเยียมแม้จะมีการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่ก็ไม่มีพิธีพระราชทานปริญญาบัตรเหมือนของไทยเรา การรับปริญญาที่สถาบันนี้ก็จัดเป็นครั้งๆตามแต่นักศึกษารุ่นไหนจะจบก็จัดให้เลย ไม่ได้รวมกันทุกหลักสูตรแล้วจัดครั้งเดียวต่อปี อย่างเพื่อนที่เรียนหลักสูตรควบคุมป้องกันโรค ที่จะจบทีหลังผมหนึ่งเดือนก็รับหลังจากจบเลยเช่นกัน ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าพวกเราเป็นหลักสูตรนานาชาติ ที่มีนักศึกษามาจากหลายประเทศการจะมารอรับครั้งเดียวต่อปี เป็นไปได้ยากเพราะการเดินทางมีค่าใช้จ่ายสูง ยุ่งยาก แต่กลุ่มนักศึกษาหลักสูตรปกติอาจจะรับปริญญาพร้อมกันก็ได้
กลับจากไปซื้อของฝากที่ถนนเมียร์แล้วก็รีบกลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ ผมเตรียมสูทสีกรมไปด้วย 1 ชุด เกือบสิบเดือนมานี่ไม่ได้ใส่เลย ส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อยืดกางเกงยีนส์ หรือเสื้อเชิ้ต กางเกงขายาวธรรมดา ผมใส่สูทเสื้อเชิ้ตแขนยาว ผูกเน็คไทน์ ให้คุ้มกับที่อุตส่าห์เปลืองพื้นที่กระเป๋าเอามาด้วย ภรรยาและลูกๆก็เปลี่ยนชุดใหม่เช่นกัน ประมาณสามโมงครึ่งก็เดินไปที่สถาบัน เพื่อนๆก็ทยอยมากันแล้ว ทราบคร่าวๆว่ามีคนไม่ผ่าน 2 คน ที่จะได้รับแค่ประกาศนียบัตร (Certificate) จริงๆแล้วก็ไม่รู้ว่าใครบ้าง ตัวเองก็ลุ้นเหมือนกัน
พอสี่โมงเย็นก็เข้าไปในห้องประชุม ปรากฏว่าระบบเสียงที่ห้องเอาล่าที่เคยใช้งานได้ดีกลับรวนเอาเสียดื้อๆ ช่างมาปรับแก้เกือบครึ่งชั่วโมงก็ยังใช้ไม่ได้ ผู้อำนวยการสถาบันจึงขอให้ย้ายไปที่ห้องอีกห้องหนึ่งที่ใช้เป็นห้องเรียนรวมที่ชั้นล่าง ทำให้พิธีการต่างๆล่าช้าออกไป และห้องเล็กทำให้ผู้เข้าร่วมงานอัดกันแน่น หลายท่านต้องยืน เอ้ถือกล้องถ่ายรูป ส่วนแคนถือวีดีโอเตรียมถ่ายภาพ ระบบเสียงและไมโครโฟนนี่เป็นสาเหตุทำให้งานใหญ่ๆเสียชื่อมาเยอะแล้ว
พิธีการเริ่มขึ้นจนเกือบห้าโมงเย็น ศาสตราจารย์กรีเซลส์ (Prof. Bruno Gryseels) ผู้อำนวยการสถาบันได้กล่าวต้อนรับแสดงความยินดีกับนักศึกษาทุกคนและกล่าวต้อนรับขอบคุณคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ทุกท่าน ต่อด้วยการกล่าวสุนทรพจน์ของ ดร. มาโตโมร่า (Dr. M.K.S. Matomora) ที่ทำหน้าที่ปรานคณะกรรมการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ (Chairman of the International Board of Examiners) ที่ได้กล่าวถึงกระบวนการสอบและการพิจารณาของคณะกรรมการที่ได้ทำอย่างมีหลักเกณฑ์ โปร่งใส และเป็นธรรม รวมทั้งการกล่าวแสดงความยินดีต่อนักศึกษาที่ผ่านการสอบและได้รับปริญญาบัตร และกล่าวขอบคุณทางสถาบันที่ให้เกียรติมาเป็นกรรมการ
ต่อจากนั้นศาสตราจารย์อังเกอร์ (Prof. J.P. Unger) ผู้อำนวยการหลักสูตร (Director MPH-HSMP 2007-2008) ได้กล่าวสุนทรพจน์ถึงเรื่องราวความรู้ต่างๆที่ทางหลักสูตรได้จัดให้และกระบวนการ กิจกรรมการเรียนการสอนต่างๆที่ทั้งอาจารย์และนักศึกษาได้ช่วยกันจนทำให้เกิดความสำเร็จขึ้นมาได้ และฝากให้นักศึกษาทุกคนได้พยายามนำเอาองค์ความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของประเทศตนเองและช่วยกันสร้างให้เกิดระบบสุขภาพที่ทั่วถึงและเป็นธรรมแก่ประชาชนในประเทศ อาจารย์อังเกอร์เป็นคนที่พิถีพิถัน ละเอียดและเอาจริงเอาจังมาก ทราบว่าท่านใช้เวลามากพอควรในการเตรียมสุนทรพจน์นี้
พักสลับคั่นรายการด้วยการร้องเพลงประสานเสียง (Choir of ITM) ของคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ของสถาบัน ได้มาร่วมร้องเพลงประสานเสียงเพื่อแสดงความยินดีกับนักศึกษาและเชิญชวนให้พวกเราออกไปร่วมร้องด้วย มาร์กาเร็ตได้ออกไปร่วมวงด้วย เธอเป็นคนชอบแสดงออกมาก แต่พวกเราส่วนใหญ่ร่วมแสดงความชื่นชมยินดีและรับฟังความไพเราะ ยิ่งผมด้วยแล้วหากออกไปร่วมร้องด้วยคงจะไปคนละคีย์กับวงเขาได้ เลยขอตั้งใจฟังดีกว่า
หลังเพลงประสานเสียงจบลง บูโคล่า ตัวแทนรุ่น (The Class Representative) ได้ออกไปกล่าวสุนทรพจน์ ผมคิดว่าบูโคล่ากล่าวได้ดี เนื้อหาบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นของพวกเราที่จะพยายามนำเอาองค์ความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้เพื่อพัฒนาระบบสุขภาพของบ้านเกิดเมืองนอน ในช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมานักศึกษาที่มาจากที่แตกต่างกันอาจทำให้เกิดความยุ่งยากลำบากใจแก่อาจารย์และสถาบันไปบ้างก็ต้องขออภัยและขอขอบคุณอาจารย์และสถาบัน และปิดท้ายด้วยสุนทรพจน์ของอาจารย์ทอม ผู้ประสานงานหลักสูตร (Coordinator of HSMP course) ที่ได้กล่าวติดตลกหลายเรื่องและพูดถึงความประทับใจที่มีต่อพวกเราและขออภัยในความไม่พร้อมในบางประการที่เกิดขึ้นในหลักสูตร
ถึงตอนมอบปริญญาบัตร (Presentation of the diploma) ทอมเป็นคนอ่านรายชื่อ แล้วผู้อำนวยการสถาบันเป็นผู้มอบใบปริญญาบัตรพร้อมหนังสือรุ่นและรูปถ่ายหมู่ของรุ่น โดยมีอาจารย์อังเกอร์ยืนร่วมจับมือแสดงความยินดีอยู่ข้างๆ กว่าจะได้มอบปริญญาน้องขลุ่ยก็นั่งหลับไปกับตักคุณแม่ไปแล้ว แคนจึงต้องมาทำหน้าที่ถ่ายภาพแทน เวลาในการมอบปริญญาบัตรนักศึกษา 36 คนใช้เวลาไม่นานนัก เสร็จแล้วอาจารย์กรีเซลส์ก็กล่าวปิดพิธีอย่างเป็นทางการเมื่อเวลาเกือบๆหกโมงเย็น
พอออกมาจากห้องก็มีเลี้ยงเครื่องดื่มและของขบเคี้ยวกันเล็กน้อย เพื่อเป็นน้ำจิ้มก่อนที่จะไปร่วมงานเลี้ยงฉลองแสดงความยินดีด้วยอาหารเย็นมื้อใหญ่ที่สวนสัตว์ข้างๆสถานีรถไฟกลาง ลานพักเบรกหน้าห้องประชุม ที่เราเคยใช้พักผ่อน ประชุมกลุ่มย่อย และเล่นปิงปอง จึงกลายเป็นพื้นที่สังสรรค์แสดงความยินดีกันในหมู่นักศึกษา เจ้าหน้าที่และอาจารย์ รวมทั้งได้ร่วมถ่ายรูปกันด้วย
การรับปริญญาบัตรแบบง่ายๆนี้ ไม่ต้องเตรียมการอะไรมาก แต่ผมรู้สึกว่าไม่ขลังเหมือนของเมืองไทยเรา ไม่ตื่นเต้นเท่าที่ควร อาจเป็นไปได้ว่าทีผมมาเรียนไม่ได้หวังใบปริญญาบัตรอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมรู้สึกว่ามีคุณค่าอย่างมากนั้นมันซ่อนอยู่เบื้องหลังปริญญา นั่นคือการที่ผมได้เรียนรู้กระบวนการเรียนการสอน การจัดทำหลักสูตร การทำงานของอาจารย์ การเรียนรู้จากประสบการณ์ของอาจารย์แต่ละท่านและเพื่อนนักศึกษาแต่ละคนที่มีความแตกต่างกันทั้งด้านความคิดเห็น มุมมองและภูมิหลัง การเรียนรู้ในห้องเรียนของเพื่อนๆที่มีการซักถามพูดคุยอภิปรายกับอาจารย์อย่างไม่กลัวผิด กล้าเถียง กล้าแย้ง กล้าพูดกับอาจารย์ ไม่ใช่การนั่งเรียนแบบรอฟังว่าอาจารย์จะพูดอะไรแล้วรีบจดเอาไปให้ได้มากที่สุดเพื่อเอาไปท่องจำมาตอบข้อสอบแบบที่นักเรียนไทยชอบทำกัน ไม่อ้าปากถาม ไม่ชอบอภิปราย เชื่อตามครูไปทุกอย่าง
ผมเองก็เคยวิพากษ์อาจารย์วิมจากการทำกิจกรรมกลุ่มว่าวิพากษ์อย่างลำเอียงและใช้อารมณ์มากเกินไป จนอาจารย์ต้องขอโทษและปรับความเข้าใจกันมาแล้ว ซึ่งหาได้ยากมากที่อาจารย์จะเปิดใจเช่นนี้และอีกอย่างก็คือประสบการณ์ ความรู้นอกห้องเรียนที่ได้จากการมีโอกาสใช้ชีวิตต่างแดน การใช้เวลาท่องเที่ยวไปยังประเทศต่างๆซึ่งมีคุณค่าอย่างมากต่อวิธีคิดและมุมมองชีวิตของตนเอง
พิเชฐ บัญญัติ(Phichet Banyati)
บ้านพักโรงพยาบาลบ้านตาก อ.บ้านตาก จ.ตาก
เขียนจากบันทึกลายมือประจำวันของวันที่ 26 มิถุนายน 2551
23 มีนาคม 2552
อาจารย์ขา...ดีใจด้วยนะคะ อิอิ
ยินดีด้วยครับ
ยินดีด้วยครับ หมอครับ
สวัสดีคะ
ดีใจย้อนหลังคะ รู้จักแต่คนดังๆๆ ทั้งนั้นเลยคะ น่าอิจฉาคะ
เมื่อไหร่เราจะได้มาทำงานร่วมกันอีกคะ
เรียน อาจารย์Paula ที่ปรึกษาตัวน้อย (แต่น่ารัก..มั๊ง)
สวัสดีครับ ขอบคุณมากครับ ที่แวะมาเยี่ยมและให้กำลังใจ งานที่ พ.ร.พ. ยุ่งมากหรือเปล่าครับ ดูแลสุขภาพด้วย
เรียนคุณจารุวัจน์ คุณชาครีย์ และคุณครูวรางค์ภรณ์
ขอบคุณมากคัรบ ที่เข้ามาเยี่ยมชมและร่วมแสดงความยินดี เหตุการณ์นี้ผ่านไปหลายเดือนแล้วครับ แต่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ไปเรียนว่าจะเขียนบันทึกเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ ก็เลยพยามทำตามที่ตั้งใจไว้ครับ
สวัสดีครับคุณแม่ต้อย
สบายดีนะครับ งานHA Forumที่ผ่านมา คงเหนื่อยกันมากนะครับ แต่ก็น่าสุขใจที่งานออกมาดี มีคนเข้าร่วมล้นหลาม เช่นเคย ผมได้แต่ติดตามส่งกำลังใจให้ห่างๆครับ ถ้ามีอะไรที่จะเรียกใช้ก็ยินดีครับ แต่ก็ยอมรับว่าห่างเวทีคุณภาพไปนานเหมือนกัน ไม่รู้จะตามทันหรือเปล่า
เรียนคุณหมอ
ขอบคุณคุณหมอมาก ๆ ที่ได้เขียนเรื่องราวไว้น่าอ่านมากๆ ประชุมวิชาการของกระทรวง ไมแน่ใจว่าคุณหมอได้ไปหรือเปล่าเมื่อ 20-23 มี.ค52 ที่อิมแพคเมืองทอง จากคนที่เคยฟังหมอพูดที่รพ แพร่
สวัสดีครับคุณท้องฟ้า
ขอบคุณที่ระลึกถึงกันครับ ผมไม่ได้ไปร่วมประชุมวิชาการกระทรวง บรรยากาศเป็นอย่างไรบ้างครับ