จะเลือกเรียนอย่างไรเมื่อไปศึกษาปริญญาโทวิชากฎหมายต่อในต่างประเทศเพื่อกลับมาสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา??
เชื่อว่าหลายๆ คน คงจะสับสนเกี่ยวกับการศึกษาต่อปริญญาโททางกฎหมายในต่างประเทศ เพื่อที่จะกลับมาสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา โดยเฉพาะการเข้าสอบในสนามจิ๋ว ข้อที่ว่าเราต้องเรียนปริญญาโทถึง 2 ใบนั้นคงจะไม่มีใครข้องใจ เพราะว่า ตามมาตรา ๒๘ (๒) (ข) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ ได้กำหนดคุณวุฒิ ของผู้สมัครสอบไว้ว่า ผู้สมัครสอบ จะต้องสอบไล่ได้ปริญญาจากต่างประเทศโดยมีหลักสูตรเดียวไม่น้อยกว่าสองปี หรือหลายหลักสูตรรวมกันไม่น้อยกว่าสองปี ซึ่งก.ต. เทียบไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี อย่างไรก็ตาม ตามที่ปรากฏการศึกษาปริญญาโททางกฎหมายทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา และ ประเทศอังกฤษ ต่างก็เป็นหลักสูตรที่เรียนกันราว 1 ปีเท่านั้น จึงทำให้นักศึกษาไทย ต้องไปเรียนปริญญาโท ในต่างประเทศถึง สองใบ เพื่อให้ครบคุณสมบัติที่ ก.ต.กำหนดไว้ดังกล่าว
แต่ว่าเมื่อไปศึกษาแล้วเราควรจะเรียนวิชาใดบ้างเพื่อให้กลับมามีคุณสมบัติที่จะสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ ในข้อนี้ หลายคนคงจะสับสันอย่างมาก ในการนี้ เราได้พิจารณาตาม ระเบียบระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการสมัครและการทดสอบความรู้เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา พ.ศ. ๒๕๔๕ข้อ ๗[1] ซึ่งเราสามารถเลือกเรียนวิชากฎหมายในต่างประเทศได้ 2 ทางเลือก กล่าวคือ
ทางเลือกที่ 1: ถ้าเราเลือกเรียนในหลักสูตร LL.M. ในต่างประเทศ ซึ่งมีชื่อหลักสูตรว่า LL.M. (General) or LL.M. in American Law นั้นหมายความว่าเราในการเรียนปริญญาสองใบนั้น เราต้องเลือกเรียนวิชาดังต่อไปนี้ให้ครบถ้วน รวม 6 วิชา จึงจะครบคุณสมบัติตามระเบียบ ก.ต.
1. วิชากฎหมายอาญา
2. วิชากฎหมายแพ่ง ซึ่งพอเทียบได้กับลักษณะใดลักษณะหนึ่งในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวม 4 วิชา(เช่นสัญญา, ซื้อขาย, ทรัพย์สิน, ประกันภัยเป็นต้น) หรือ วิชากฎหมายแพ่งซึ่งพอเทียบได้กับลักษณะใดลักษณะหนึ่งในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายพิเศษตามที่ระบุท้ายระเบียบนี้[2] รวมกันแล้วไม่น้อยกว่า 4 วิชา และ
3. กฎหมายลักษณะพยานหลักฐานหรือกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือกฎหมายล้มละลาย
ดังนั้นในการเรียนปริญญาโทในต่างประเทศสองใบเราจะถูกบังคับให้ต้องเลือก เรียนวิชาดังกล่าว ทั้งสิ้นให้ครบ รวม 6 วิชา ซึ่งจะทำให้เรามีคุณสมบัติที่จะสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ แต่อย่างไรก็ดี ในการศึกษากฎหมายในระดับปริญญาโท ณ ต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับนักกฎหมายต่างชาติ แล้ว การศึกษาปริญญาโทหนึ่งใบ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะบังคับให้เราเรียนอย่างน้อย ราว 20-24 หน่วยกิต นั้นหมายความว่าเทอมๆ หนึ่ง เราจะต้องเรียนประมาณ 4-5 วิชา (วิชาละ 2-3 หน่วยกิต) อย่างไรก็ดี เราในฐานะนักศึกษากฎหมายที่เป็นชาวต่างชาติจะถูกบังคับให้เรียนวิชาที่เกี่ยวกับระบบกฎหมายของประเทศนั้นๆ นิติวิธี และการทำเอกสารทางกฎหมายของประเทศที่เราศึกษานั้น ซึ่งผู้เขียนขอเรียกว่า เป็นวิชา สำหรับ LL.M. (LL.M. Courses) เช่น Introduction to the U.S. Legal System, Legal Writing, Legal Research, Topics in American Law, Contract Drafting, etc. ฉะนั้นในการศึกษาปริญญาโทใบแรก เป็นที่แน่ชัดว่าเราต้องเรียนวิชาเหล่านี้ ซึ่งทำให้เราเสียหน่วยกิตที่จะเรียนในวิชาที่ก.ต.บังคับ หรือวิชาที่เราอยากศึกษาต่อจริงๆ ไป ราว 4 วิชา เท่ากับว่า เราสามารถ เลือกเรียนวิชาทางกฎหมายจริงๆ ได้อีกแค่เพียง 4-5 วิชาเท่านั้น เพราะหากเลือกเรียนมากไปกว่านี้ก็จะหนักเกินไปสำหรับเราที่เป็นนักศึกษาต่างชาติ แน่นอนว่า เราเรียนจบใบแรกแล้ว ก็ยังไม่สามารถเก็บวิชาที่ก.ต. บังคับไม่ได้ครบเป็นแน่ (ก.ต.บังคับมี 6 วิชาตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น) ฉะนั้นเราก็ต้องเลือกเรียนต่อในการเรียนปริญญาโท ใบที่สอง จึงจะทำให้เราเรียนครบตามที่ก.ต.กำหนดไว้
?? ในการเรียนใบที่สอง เราสามารถ ขอมหาวิทยาลัยไม่เรียน วิชาสำหรับ LL.M. แล้วได้หรือไม่ เพราะเราเรียนมาในใบแรกแล้ว ??
ทางเลือกที่ 2: ถ้าเราเลือกเรียนหลักสูตร LL.M. ในต่างประเทศ สองใบ แต่ว่าเราไม่ต้องการที่จะเรียนวิชาที่ก.ต.บังคับตาม ทางเลือกที่หนึ่งทั้ง 6 วิชา เราก็ต้องเลือกเรียนในกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้ จึงจะมีคุณสมบัติครบถ้วนเพื่อที่จะสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา
1. เลือกเรียน เป็น LL.M. in …(Specialization)… เช่น LL.M. in Taxation, LL.M. in Intellectual Property Law เป็นต้น ซึ่งตามที่ ก.ต.กำหนด ไว้ ตามข้อ ๗ วรรคสอง (๑) ระเบียบฯ[3] กล่าวคือ เราต้องศึกษาตามหลักสูตรการศึกษากฎหมายที่จัดไว้เป็นหลักสูตรเฉพาะด้านในวิชา 1. กฎหมายเด็กและเยาวชน (ผู้เขียนไม่เคยเห็นหลักสูตรนี้ในประเทศอเมริกาอ่ะ) 2. กฎหมายแรงงาน (น่าจะมีที่ University of Minnesotaนะ เคยเห็น) 3. กฎหมายภาษีอากร (มีอยู่หลาย Universities ex. HLS, NYU, etc) 4. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา (มีอยู่หลาย Universities เช่นกัน) 4. กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ (มีอยู่หลายที่เช่นกัน น่าจะ โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษ) 5. กฎหมายพาณิชย์นาวี (ไม่เคยเห็นในอเมริกาอ่ะ) 6. กฎหมายล้มละลาย (ไม่เคยเห็นในอเมริกาเช่นกันจ้ะ)
การเลือกเรียนในลักษณะนี้ ขอเพียงแค่เรียนปริญญาโทในต่างประเทศในหลักสูตรเฉพาะทางดังกล่าว เพียงแค่ใบเดียว ก็น่าจะครบคุณสมบัติตามที่ ก.ต. กำหนด (จากการตีความของผู้เขียน)
2. เลือกเรียนกลุ่มวิชาเฉพาะด้านกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งได้แก่ วิชากฎหมายเด็กและเยาวชน
กฎหมายแรงงาน กฎหมายภาษีอากรกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญากฎหมายการค้าระหว่างประเทศกฎหมายพาณิชย์นาวีหรือกฎหมายล้มละลายไม่น้อยกว่า 4 วิชา และ เรียนวิชาตามทางเลือกที่ 1 ด้วยอีกไม่น้อยกว่า 2 วิชา โดยใน 2 วิชานี้ อย่างน้อย 1 วิชา จะต้องเป็น 1. วิชากฎหมายอาญา หรือ 2.วิชากฎหมายลักษณะพยานหลักฐานหรือกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือกฎหมายล้มละลายหรือ 3. วิชากฎหมายแพ่งซึ่งพอเทียบได้กับลักษณะใดลักษณะหนึ่งในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์[4]
การเลือกเรียนในกรณีนี้เท่ากับว่า เราไม่ต้อง เลือกเรียนในหลักสูตร LL.M. in Specialization ในต่างประเทศ คือเลือกเรียนเป็น LL.M. in General ทั้งสองใบเลยก็ได้ แต่ว่า เวลาเรียนเราเลือก เรียนวิชาเฉพาะทางซึ่งได้แก่ 6 วิชาที่กล่าวมาข้างต้น โดยเลือกเฉพาะทางด้านใดด้านหนึ่ง เรียนวิชาสาขานั้นๆ ให้ครบ อย่างน้อย 4 วิชา แล้วเราก็เรียนวิชาที่ก.ต.บังคับ อีก 2 วิชา แต่จะเรียนวิชากฎหมายพิเศษ[5] ทั้งสองวิชาเลยไม่ได้ เรียนได้แค่ ตัวเดียว อีกตัวต้องเรียน 1.วิชากฎหมายอาญา หรือ 2.วิชากฎหมายลักษณะพยานหลักฐานหรือกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือกฎหมายล้มละลายหรือ 3. วิชากฎหมายแพ่งซึ่งพอเทียบได้กับลักษณะใดลักษณะหนึ่งในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
สรุป เราเลือกเรียนได้สามแบบคือ
1. LL.M. in General 2 ใบ โดยต้องเรียนวิชาบังคับตามที่ก.ต.กำหนด 6 วิชา
2. LL.M. in General 1 ใบ และ LL.M. in Specialization 1 ใบ or LL.M. in Specialization ทั้ง 2 ใบ
3. LL.M. in General 2 ใบ เรียนวิชาบังคับตามที่ก.ต.กำหนดเพียง 2 วิชา ซึ่งวิชาหนึ่งต้องเป็น กฎหมายอาญา หรือ กฎหมายลักษณะพยานหลักฐานหรือกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือกฎหมายล้มละลาย หรือ กฎหมายแพ่งซึ่งพอเทียบได้กับลักษณะใดลักษณะหนึ่งในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และ เรียนวิชาเฉพาะทางสาขาใดสาขาหนึ่งอีก อย่างน้อย 4 วิชา
References
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓, Retrieved Mar. 09, 2009 from http://www.krisdika.go.th/lawHeadPDF.jsp?formatFile=pdf&hID=0
ระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการสมัครและการทดสอบความรู้เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา พ.ศ. ๒๕๔๕, Retrieved Mar. 09, 2009 from http://www.coj.go.th/ojc/www_ojc/p_toy/rule/rulesob/soblittle.pdf
ขอบคุณมาก ๆ เลยคะ
ข้อมูลดีมากจิง ๆ
แต่อยากรบกวนถามเพิ่มเติม เรื่องมหาลัยที่เรียนอะคะ
ได้ยินว่าต้องเป็นมหาลัยที่ กต รับรองใช่ไหมคะ
แต่บางคนก็บอกว่า ไม่จำเป็น แค่เป็นมหาลัยที่ได้มาตรฐาน
แล้วมาขอให้ กต รับรองก็ได้
อันนี้จิงรึป่าวคะ
ขอบคุณล่วงหน้าคะ
จริงค่ะ เรื่องมหาลัยที่ก.ต.รับรองนั้น จริงๆ ถ้าเราจะเสี่ยงเรียนที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็ได้ แต่เราก็ต้องมั่นใจว่า มหาลัยที่เราจะเรียนนั้นก.ต.จะรับรอง หมายความว่าถ้ามหาลัยดังกล่าวมีชื่อเสียงกว่า หรือเทียบเท่ากับมหาลัยที่ก.ต.เคยรับรองแล้วก็สามารถการันตีได้ในระดับหนึ่งว่าก.ต.จะรับรองมหาลัยนั้นๆ ด้วย ยังไงก็ตามขอแนะนำว่า ก่อนเรียนควรศึกษาก่อนว่า มีมหาลัยใดบ้างที่ก.ต.รับรองแล้ว เพราะขณะนี้ก.ต.ได้รับรองมหาลัยจำนวนมาก ลองดูอีกบทความหนึ่งที่เราโพสต์นะคะ ว่ามีมหาลัยใดบ้างที่ก.ต.ได้รับรองแล้วในขณะนี้