เมื่อไม่นานมานี้มีบริษัท (ร่วมทุนกับต่างชาดิ) แห่งหนึ่งมาติดต่อขอให้ผมไปบรรยายเรื่อง KM ให้กับผู้บริหารในงาน “มหกรรมนวัตกรรม” ของบริษัทที่กำลังจะจัดขึ้น ก่อนถึงวันนัดประมาณหนึ่งสัปดาห์ MD บริษัท (เป็นฝรั่ง) ได้มาพูดคุยกับผมเพื่อให้ข้อมูลว่าบริษัทมีนโยบายในเรื่องนี้อย่างไรและได้ทำไปถึงไหนแล้ว ในการสนทนาทำให้ผมได้ทราบว่าที่ผ่านมาบริษัทเคยมีคนไทยคนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนเรื่อง KM นี้ และก็ทำได้ดีซะด้วย สามารถสื่อสารได้ค่อนข้างเข้าใจง่าย จนได้รับการ Promote ให้ไปขยายผลเรื่องนี้ในสำนักงานในต่างประเทศ ผมฟังแล้วก็รู้สึกชื่นชมยินดีที่ได้เห็นคนไทยมีความสามารถเช่นนี้
ก่อนจะถึงวันงานสองวัน ผมได้เตรียมการเรื่องการบรรยายไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในวันนั้นผมได้รับไฟล์ Powerpoint ที่ทาง MD ส่งมาให้ บอกว่าเป็นสไลด์ที่แสดง Model ที่ใช้ขับเคลื่อน KM ในบริษัทที่คนไทยคนนั้นใช้ก่อนที่จะไปอยู่ต่างประเทศ ผมรีบเปิด powerpoint ดูด้วยความสนใจ พอเห็นแล้วก็ตะลึงจนถึงกับ “อึ้งกิมกี่” เพราะภาพที่ปรากฏต่อสายตาคือ “โมเดลปลาทู” ที่ผมตั้งใจจะไปบรรยายให้ฟัง ซึ่งทำให้ต้องตัดสินใจปรับเปลี่ยนสไลด์ใหม่หมด เพราะไม่ต้องการให้กระทบกระเทือนคนไทยคนนั้น เนื่องจาก MD เคยเข้าใจว่าเป็น Model ที่เขาคิดค้นขึ้นมา ผมกลัวว่าเขาจะเสียหน้า หรือว่านำความเดือดร้อนไปให้เขา จึงต้องเปลี่ยนเนื้อหาที่จะบรรยายใหม่ ไม่กล้าจะใช้แม้แต่ Model ที่คิดมา
สวัสดีครับ ท่านอาจารย์
ผมคิดว่า อย่างนี้น่าจีบ "คนไทยคนนั้น" มาร่วมขับเคลื่อน KM กับ สคส. นะครับ
ชื่นชมที่เขาสามารถนำแนวคิดของอาจารย์ มาแปรเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ขนาดฝรั่งยังยอมรับเลย
นับถือจริงๆ ครับ ทั้ง "คนคิด" และ "คนทำ"
เรียน ท่านอาจารย์ ครับ
แม้ว่าท่านอาจารย์จะไม่ยึดติดกับความเป็นความรู้ "ของใคร" เพราะว่า คนไทยคนนั้นก็ได้บรรลุวัตถุประสงค์ คือ นำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถทำจนเป็นยอมรับในต่างชาติ และแม้ว่าท่านอาจารย์จะไม่อยากหักหน้าคนไทยคนนั้น แต่ในความคิดผม ก็น่าจะมีการคุยกับคนนั้นเหมือนกันนะครับ อย่างน้อยก็น่าจะให้เค้าได้เรียนรู้เกี่ยวกับการอ้างอิงข้อมูลหน่อย เพราะการไม่อ้างถึงแหล่งที่มาของข้อมูล เป็นการทำผิดจรรยาบรรณทางวิชาการ ซึ่งคนไทยไม่ค่อยจะคำนึงถึงสักเท่าไหร่ ในขณะที่หากยังเป็นแบบนี้อยู่อาจจะยิ่งมีผลเสียมากกว่านะครับ
ทั้งนี้ นี่เป็นแค่ความคิดหนึ่งของผม ซึ่งผมเห็นว่า คล้ายๆกับการพัฒนาคนที่จะต้องพัฒนาภายในด้วย การนำความรู้ไปปฏิบัติได้ดี เกิดประโยชน์เป็นเพียงการพัฒนาภายนอก หากนำบางส่วนมาจากผู้อื่นโดยไม่ได้อ้างถึงก็เหมือนไม่ได้พัฒนาภายในครับ จึงคิดว่า ไหนๆจะพัฒนาแล้ว ถ้าได้ทั้งนอกและในก็ดีครับ
เห็นด้วยกับคุณโสรจในเรื่องการที่จะพูดคุยกับคุณคนนั้นนะคะ เชื่อว่านี่ยังเป็นจุดอ่อนอย่างยิ่งของคนไทย ตรงที่เรามักจะเกรงใจหรือเห็นแก่ความสัมพันธ์อันดีหรือเป็นมารยาทไทยที่จะพยายามมองข้ามการละเมิดลิขสิทธิ์ทางความคิดแบบนี้ ทำให้ผู้ที่ทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ (สันนิษฐานแบบมองโลกในแง่ดี) อาจจะไม่มีโอกาสได้รับทราบว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่เราควรจะช่วยกันทำให้รับรู้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันเลยทีเดียวนะคะ
ถ้าไม่รู้ล่วงหน้า ผมก็คงจะบรรยายไปตามที่ได้เตรียมไว้ ซึ่งก็อาจจะไปกระทบกระเทือนคนไทยคนนั้นก็ได้ เพราะเท่าที่ผ่านมา MD ที่เป็นฝรั่งชื่นชมเขามาก และออกปากว่าเขาสามารถสื่อสารเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายได้ หากมาทราบว่าเอามาจากที่อื่น ไม่รู้เหมือนกันว่าผลจะเป็นอย่างไร? แต่ประเด็นที่ผมสนใจ คือประเด็นที่อยู่ "ข้างใน" ตัวผม ดังได้บันทึกไว้ ในบันทึกต่อไปครับ
เรียนอาจารย์ที่นับถือครับ....
รู้สึกชอบตรงนี้มากครับ
แต่ประเด็นที่ผมสนใจ คือประเด็นที่อยู่ "ข้างใน" ตัวผม ดังได้บันทึกไว้
อาจารย์กำลังย้ำผมเช่นกันครับ...
ว่าให้สนใจและดูเข้ามาภายในกายใจ ของเราเอง
ขอบคุณครับ...
เห็นด้วยที่อาจารย์ไม่ไปสนใจ เรื่องที่ผ่านมา สิ่งดีที่เกิดขึ้นใหม่คึออาจารย์ได้คิดเรื่องใหม่ที่ใช้แล้วอาจดีกว่าเดิม เกิดเป้นหลักการอีกข้อ ใครทำอะไรใว้คนนั้นย่อมรู้แก่ใจตัวเอง ที่แน่ๆตัวดิฉันใด้ประโยชน์จากการอ่านบทความนี้มาก