คนที่ขาดความรับผิดชอบเช่นนั้น ผมเรียกว่า “คนจำพวกนั้น”…ถ้ามัวแต่เปรียบเทียบตัวเองกับเขาอยู่ร่ำไป สักวันหนึ่งก็ย่อมพาลให้ตัวเองออกอาการเป๋-เซถลา ...ขาดการตระหนักถึง “วินัย” จนสุดท้ายก็ต้องหันไปทำตัวเช่นเดียวกับคนกลุ่มนั้น ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่าตัวเองได้กลายเป็น “คนจำพวกนั้น”

เมื่อวานผมเรียกประชุมสมาชิกในกลุ่มงาน
ทั้งหมด  ทั้งในระดับหัวหน้างานและลูกทีม


เรื่องหลักๆ ที่ผมหยิบยกมาคุยกันนั้น  พุ่งประเด็นไปในเรื่องการติดตามงานเสียทั้งหมด

ผมเกริ่นบอกกับทุกคนว่า  ในช่วงปิดเทอมนี้  อย่าได้ถือว่าเป็นช่วง “ว่างงาน”  แต่ให้มองกลับกันว่าช่วงนี้เป็นช่วงแห่งการสะสางและจัดเรียงระบบคิดระบบงานกันอย่างยกใหญ่  ซึ่งหมายถึงเป็นช่วงอันดีที่ทุกคนจะได้ “ทบทวน-ปัดปุ่น-ริเริ่มงานใหม่-ต่อยอดงานเก่า”

พร้อมๆ กับการสื่อสารให้เห็นว่า  ผมจับอาการบางคนได้ว่า  พักนี้ดูแผ่วๆ …ทำงานเหมือนขาดแรงจูงใจ  จนก่อให้เกิดปัญหาบางอย่างกระทบไปทั้งระบบ  และสำคัญช่วงนี้เป็นวิกฤต เพราะอยู่ในห้วงการประเมินของแต่ละคน

ผมเกริ่นย้ำให้ทุกคนเห็นภาพว่า  หลายต่อหลายเรื่องมิใช่เพิ่งมาเกิดเอาในช่วงหลังนี้  แต่ปัญหาหลายอย่างถมทับมาอย่างเงียบๆ และเกิดขึ้นก่อนที่ผมจะกลับมาบริหารจัดการในจุดนี้เลยด้วยซ้ำไป…

ดังนั้น  สภาพของแต่ละคนจึงเหมือนปลาที่บาดเจ็บ  ปล่อยให้กระแสน้ำพัดพามาตามแรงพัด  บ้างกระทบฟาดเข้ากับกรวดหิน ขอนไม้ หรือแม้แต่คลื่นน้ำจนช้ำแล้วช้ำอีก โดยปราศจากการเยียวยา

พอมาถึงผม, ก็อยู่ในอาการปางตายกันทั้งนั้น
ซึ่งหลายเรื่องไม่มีการหยิบขึ้นมาถกคิดและแก้ปัญหาอย่างที่ควรจะเป็น  ปล่อยให้กาลเวลาสะสางของมันเอง  แต่หารู้ไม่ว่า  เรื่องบางเรื่อง เวลาก็ไม่ใช่ยาวิเศษ
และใครบางคนก็หาใช่จะมีจิตสำนึกที่ดีพอต่อการปรับแต่งตัวเอง

ครั้นถึงวาระที่ผมกลับเข้ามายังจุดนี้  ผมจึงแบกรับสภาพปางตาย หรือห้วงสุดท้ายของลมหายใจของบางคน-บางเรื่อง  แต่ผมก็เลือกที่จะให้ “โอกาส”  เปิด “พื้นที่”  ให้แต่ละคนพิสูจน์ตัวเอง  และใช้โอกาสนั่นแหละ  เป็นตัวเยียวยาตัวเองไปในตัว …

บางคนดีขึ้น
บางคนก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ …
บางคนก็ดูจะแผ่วลงเรื่อยๆ …กลายเป็นภาระคนอื่นและส่งผลต่อการเป็นภาระขององค์กรไปโดยปริยาย

ภายหลังการประชุมยุติลง 
ผมเชิญเจ้าหน้าที่ที่ตกอยู่ในสภาพดังกล่าวมาเปิดอกคุยกัน  โดยมีหัวหน้างานเป็นส่วนหนึ่งของการพูดคุยในห้องประชุมอันมิดชิดนั้นด้วย

ผมถามถึงเรื่องราวของการ “ขาดแรงจูงใจ” …ว่ามาจากอะไร  ส่วนหนึ่งมาจากการที่ผมมีเวลาให้กับองค์กรน้อยลงบ้างหรือเปล่า  เพราะระยะหลัง  ผมมีงานให้โดดไปรับผิดชอบพ่วงมาอีกหนึ่งองค์กร  ซึ่งมันมากกว่างานเดิมหลายเท่าตัวนัก

ไม่มีใครสรุปชัดว่าเป็นประเด็นนี้  แต่ผมก็เชื่อว่า  ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องนี้โดยแท้
เช่นเดียวกับอีกประเด็นที่ผมถามทักว่า  หัวหน้างานบกพร่องหรือเปล่า …กำลังคนน้อยลงหรือไม่

ซึ่งก็ได้รับคำตอบแบบคลุมเครือว่าหัวหน้างานก็ไม่ใช่ประเด็นหลัก  แต่เรื่องอัตราอีกอัตราหนึ่งที่หายไปนั้น  คือส่วนหนึ่งที่ทำให้แต่ละคนรู้สึกต้องแบกรับงานเพิ่มมากขึ้น  และผมก็ไม่ถึงกับแย้งเสียทีเดียว  เพราะอันที่จริง  งานที่ทำอยู่นั้น ก็หาใช่จะเกินศักยภาพเสียทั้งหมด...  หายไปหนึ่งอัตรา แต่งานก็ลงตัวได้  เพราะที่ผ่านมา “คนก็ดูจะล้นงาน” อยู่บ้างเหมือนกัน

แต่สิ่งหนึ่งที่สะท้อนชัดออกมาก็คือ ….
ความน้อยใจต่อระบบว่า “ทำไมคนอื่นสบาย…แต่ตัวเองเหนื่อยสายตัวแทบขาด”…”บางคนนั่ง
chat ลมๆ แล้งๆ บางคนเดินไปเดินมา …โดยไม่มีการแก้ปัญหาให้ยุติลงได้ เป็นการเลือกปฏิบัติอย่างเห็นได้ชัด

แน่นอนครับ..
ผมเข้าในสภาพการณ์เช่นนั้นดี  ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีให้พบเห็นในทุกๆ องค์กร  มีมากมีน้อยก็แตกต่างกันไป…

แต่ผมก็ยังทวนย้ำไปถึงคำพูดเดิมๆ ว่า “ผมไม่อยากให้ทีมงานของผมหันเหไปเปรียบเทียบกับภาวะภายนอกระบบของตัวเอง…เราอยู่กันคนละระบบงาน…คนที่ขาดความรับผิดชอบเช่นนั้น  ผมเรียกว่า “คนจำพวกนั้น”…ถ้ามัวแต่เปรียบเทียบตัวเองกับเขาอยู่ร่ำไป  สักวันหนึ่งก็ย่อมพาลให้ตัวเองออกอาการเป๋-เซถลา ...ขาดการตระหนักถึง “วินัย”  จนสุดท้ายก็ต้องหันไปทำตัวเช่นเดียวกับคนกลุ่มนั้น  ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่าตัวเองได้กลายเป็น “คนจำพวกนั้น” ไปโดยปริยายด้วยเหมือนกัน…”

ผมอธิบายเช่นนั้น ก็หาใช่มีเจตนาที่จะบ่งชี้ว่ามีระบบการจำแนกแบ่งชั้นวรรณะหรอกนะครับ  แต่ผมไม่อยากให้ทุกคนรู้สึกท้อจนพลอยให้ขาดขวัญกำลังใจที่จะทำเรื่องดีๆ และสร้างสรรค์  ...คิดแบบนี้ก็เข้าทำนอง “คนดีท้อแท้..สังคมก็แย่-ก็บอบช้ำ”

และสำคัญ
ผมก็ยืนยันว่า  ในระบบประเมินนั้น  ผมดูแลทุกคนเสมอ  อย่างน้อยความดีความชอบก็ได้รับกันอย่างถ้วนหน้า  กลุ่มคน “จำพวกนั้น”   ก็ถูกประเมินอยู่คนละระดับกัน จึงไม่อยากให้ตัวเอง “คิดในมุมอับ”  จนขยับถอยไปสู่หุบเหว-

นอกจากนี้…
ผมยังย้ำถึงเรื่องที่เคยพาลงมือบุกเบิกว่า “สิ่งที่ชวนคิดชวนทำนั้น..หลายเรื่องเป็นเรื่องที่องค์กรของเราไม่เคยคิดและไม่เคยทำมาก่อน  แต่เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนองค์กรได้ในฉับพลัน  บังคับให้ทั้งองค์กรคิดเหมือนเราไม่ได้  เราก็จำต้องเริ่มต้นจากเรา โดยการลงมือทำให้เขาเห็น…จนในที่สุดหลายเรื่องก็เริ่มถูกชูขึ้นมาในภาพรวมขององค์กรแล้ว …และกำลังนำสิ่งที่เราบุกเบิกนำร่องนั้นมาใช้เป็นต้นแบบขององค์กรทีละนิดๆ…”

ผมจำเป็นต้องพูดเช่นนั้นและย้ำในเรื่องเหล่านั้นกับเขาอย่างแน่นหนัก
เพราะผมถือว่า  เราทุกคนควรมี “วินัย”  ในตัวเอง  อย่างน้อยก็มีวินัยในหน้าที่ของตัวเองเป็นที่ตั้ง  ไม่ใช่งอแงไปกับสิ่งเร้าอันแปลกหลอมของภายนอก  และปล่อยตัวเองให้สิ่งแปลกปลอมนั้นๆ กัดเซาะทำลายตัวเองลงเรื่อยๆ  ขณะเดียวกันตัวเองก็ขาดจิตสำนึกที่ดีในการ “หยั่งคิด”

ครับ…
จะกลัวอะไรในเมื่อระบบไม่ “ตาบอด”  เพราะระบบก็ยังไม่ปิดตายเสียทุกทาง  ความดีความชอบก็ยังมีให้อย่างไม่กังขา ....แต่ถ้าตนเองยังขืนบกพร่องและทำงานอย่างไม่มีวินัย  ก็ควรต้องมีวินัยในการรับผิดชอบเรื่องนั้นๆ ไม่ใช่ละเลย ปล่อยวางและโยนความผิดนั้นไปยังผู้บังคับบัญชาเสียทั้งหมด  เพราะที่จริงนั้น  ต้องไม่ลืมว่า  ปัญหาหลายอย่างหมกเม็ดอยู่กับผู้ปฏิบัติอย่างเนิ่นนาน  กว่าจะเดินทางมาถึงผู้บังคับบัญชานั้น  ก็เป็นระยะจวนต้องแจกซองฌาปนกิจอยู่มะรอมมะร่อ…

ดังนั้น ..ผมจึงอยากให้เขาเปลี่ยนวิถีคิด…เพราะถ้าเปลี่ยนได้ อะไรต่อมิอะไรก็จะดีขึ้นเอง  ทั้งในโลกแห่งการงานและโลกแห่งชีวิตส่วนตัว

เช่นเดียวกันนั้น..
ผมก็ย้ำกับพวกเขาว่า…แท้ที่จริงนั้น  ทุกคนต้องยอมรับว่า  ก่อนผมกลับมายังจุดๆ นี้  ทุกคนเหมือนปลาบาดเจ็บที่แทบจะสิ้นลมอยู่แล้ว  ปล่อยให้สายน้ำพัดมาเกยฝั่งที่ผมอยู่  โดยตลอดระยะทางที่ผ่านมานั้น  ไม่มีการเยียวยาใดๆ ทั้งจากระบบและตัวของทุกคนเอง…

เมื่อมาถึงมือผม..
อาการจึงโคม่า..และผมต้อง “แบกรับ”  สภาพของทุกคนอย่างหน่วงหนัก  จะฆ่าก็ตาย จะคลายก็รอด  แต่ผมก็เลือกที่จะให้โอกาส  โดยไม่สนใจว่าระบบได้ฟันธงไปแล้วว่า “โอกาสหมดสิ้นไปแล้ว…”

แต่ก็น่าเสียใจไม่น้อยสำหรับการใช้โอกาสอย่างเปล่าเปลือง..และน่าเสียใจที่หากจะมีใครใช่ช่องว่างทางโอกาสนี้  ละเลยต่อการที่จะต้องรับผิดชอบตัวเองและรับผิดชอบต่อองค์กร- (จนบางครั้ง, ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า ผมผิดเองที่ให้โอกาสแบบไม่ลืมหูลืมตา)

ครับ,ผมพูดเช่นนั้นจริง…
พูดแบบเปิดเปลือยแต่ไม่ใช่พูดเพื่อ “ทวงบุญคุณ” ใดๆ กับใครทั้งสิ้น  แต่พูดเพื่อให้แต่ละคนรู้สึกถึงคุณค่าในตัวตนของตัวเองเป็นที่ตั้ง  มิใช่เปลี่ยนแปลงตัวเองแบบคนจำพวกนั้น

ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดีว่า  ลูกทีมท่านหนึ่งก็ตอบเปิดเปลือยฉะฉานว่า  “เขาไม่เคยได้รับโอกาสอะไรมากมายเท่ากับการอยู่ในยุคสมัยของผม” …ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น  เคยมองผมในแง่มุมไม่ดีเสมอมา แต่ไม่เคยคิดว่าผมจะให้โอกาสกับเขามากมายถึงเพียงนี้

ผมไม่รู้จะขอบคุณเขายังไงที่พูดเปิดเปลือยเช่นนั้น..และก็ไม่รู้จะบอกเล่าให้เขาเข้าใจยังไงดีว่า 
ผมไม่ใช่คนติดยึดกับลาภยศ และ “ไม่ใช่คนแค้นฝังลึก-ยึดพรรคพวก-กะซวกแทงปอดคนอื่น”   พร้อมๆ กับการปลอบโยนว่า  ให้เขาลืมความเจ็บปวดที่ผ่านมา  และอย่าเก็บกำเอามาทิ่มแทงตัวเอง  ใครจะบีบรัดยังไงก็อย่าสน แต่ต้องให้  “งาน…เป็นเกราะป้องกันตัวเอง..อย่าคิดตั้งแง่เกาะแข้งเกาะขา..ผมมาเดี๋ยวก็ไป…คนใหม่มา เดี๋ยวก็ไป…สำคัญที่ใจของเขาเอง ต้องมีวินัยต่อตัวเองและต่อองค์กร..”

นอกจากนั้น…
ผมก็ยกตัวอย่างให้ฟังแบบเปิดอกว่า  “ดูอย่างผมเถอะ…ก่อนหน้านี้ไม่น้อยกว่า
5-6 ปี  ผมโดนมรสุมอย่างหนัก  ทำงานหนักให้กับองค์กร  สร้างงานใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง  แต่ก็ไม่เคยได้รับความดีความชอบ แต่ยังถูกมอบหมายให้ทำงานใหญ่ๆ อยู่อย่างไม่ว่างเว้น…ถ้าผมคิดแบบเขา  ผมก็ต้องไม่ทำ…อยู่เฉยๆ ดื้อๆ..ลอยมาลอยไป…ตีโพยตีพาย…ทำตัวเป็น "คนจำพวกนั้น” …แต่ผมกลับมองว่า  ผมต้องเป็นคนมีคุณค่า-มีศักยภาพสิ, …ระบบถึงยังต้องมอบงานให้ทำอยู่อย่างไม่รู้จบ  ถึงแม้จะไม่เคยได้รับรางวัลใดๆ จากระบบ แต่ก็ไม่เคยเดียวดายจากมวลชน….

และในเรื่องนี้…
ลูกทีมท่านเดิมก็ตอบกลับมาอีกรอบว่า  “ผมเข้มแข็งมาก…เขาไม่เข้มแข็งเหมือนผม…”

“เปล่าหรอก….ผมไม่ได้เข้มแข็ง…ผมเพียงแต่รักและผูกพันกับองค์กรเท่านั้นเอง…และอีกอย่างที่สำคัญมากๆ เลยก็คือ  …ผมไม่ปรารถนาที่จะเป็นคนจำพวกนั้น…ผมจึงไม่ยอมที่จะถีบส่งตัวเองกลับไปยังจุดๆ นั้น…”

แต่สำหรับเขา…
ไม่ใช่ว่าเขาอ่อนแอ…
แต่เขา ไม่รักและผูกพันกับองค์กร
ไม่เชื่อในคุณค่าของตัวเองต่างหาก
และให้กลับไปคิดดูอีกทีว่า โอกาสที่ให้ไปนั้น-น้อยไปใช่ไหม
?
และอย่าลืมว่า
ผมไม่ใช่ “มือเทวดา…ตัวเขาเองคือคนชี้ชะตาตัวเอง”

ผมบอกกับเขาเช่นนั้นจริงๆ …

...

หมายเหตุ

ผมเขียนเรื่องดีด้วยความรู้สึกอันดีงาม..
เขียนจากเรื่องจริงแบบไม่ปกปิด
ดีใจที่ได้คุยกับลูกทีมอย่างเปิดเปลือย
ท่ามกลางเวลาของการบริหารที่ถูกหั่นแบ่งไปยังระบบอื่นๆ

ผมไม่อยากให้ลูกทีมท้อ..เพราะเปรียบเทียบกับคนอื่น
ผมไม่อยากให้ลูกทีม เกเร โดยอาศัยช่องว่างของโอกาสที่ได้ไปอย่างง่ายๆ

ผมทำดีที่สุดแล้ว..
และหวังแต่เพียงว่า...
เขาจะไม่ใช่ปลาที่ว่ายมาตายอยู่บนฝั่งที่ผมยืนอยู่

ไม่ใช่เพราะผมกลัวว่าสังคมจะมองว่าผมเป็นฆาตกร
แต่เพราะ...
ผมไม่อยากให้ "เขาตาย"

.....