เมื่อวานผมเรียกประชุมสมาชิกในกลุ่มงาน
ทั้งหมด ทั้งในระดับหัวหน้างานและลูกทีม
เรื่องหลักๆ ที่ผมหยิบยกมาคุยกันนั้น พุ่งประเด็นไปในเรื่องการติดตามงานเสียทั้งหมด
ผมเกริ่นบอกกับทุกคนว่า ในช่วงปิดเทอมนี้ อย่าได้ถือว่าเป็นช่วง “ว่างงาน” แต่ให้มองกลับกันว่าช่วงนี้เป็นช่วงแห่งการสะสางและจัดเรียงระบบคิดระบบงานกันอย่างยกใหญ่ ซึ่งหมายถึงเป็นช่วงอันดีที่ทุกคนจะได้ “ทบทวน-ปัดปุ่น-ริเริ่มงานใหม่-ต่อยอดงานเก่า”
พร้อมๆ กับการสื่อสารให้เห็นว่า ผมจับอาการบางคนได้ว่า พักนี้ดูแผ่วๆ …ทำงานเหมือนขาดแรงจูงใจ จนก่อให้เกิดปัญหาบางอย่างกระทบไปทั้งระบบ และสำคัญช่วงนี้เป็นวิกฤต เพราะอยู่ในห้วงการประเมินของแต่ละคน
ผมเกริ่นย้ำให้ทุกคนเห็นภาพว่า หลายต่อหลายเรื่องมิใช่เพิ่งมาเกิดเอาในช่วงหลังนี้ แต่ปัญหาหลายอย่างถมทับมาอย่างเงียบๆ และเกิดขึ้นก่อนที่ผมจะกลับมาบริหารจัดการในจุดนี้เลยด้วยซ้ำไป…
ดังนั้น สภาพของแต่ละคนจึงเหมือนปลาที่บาดเจ็บ ปล่อยให้กระแสน้ำพัดพามาตามแรงพัด บ้างกระทบฟาดเข้ากับกรวดหิน ขอนไม้ หรือแม้แต่คลื่นน้ำจนช้ำแล้วช้ำอีก โดยปราศจากการเยียวยา
พอมาถึงผม, ก็อยู่ในอาการปางตายกันทั้งนั้น
ซึ่งหลายเรื่องไม่มีการหยิบขึ้นมาถกคิดและแก้ปัญหาอย่างที่ควรจะเป็น ปล่อยให้กาลเวลาสะสางของมันเอง แต่หารู้ไม่ว่า เรื่องบางเรื่อง เวลาก็ไม่ใช่ยาวิเศษ
และใครบางคนก็หาใช่จะมีจิตสำนึกที่ดีพอต่อการปรับแต่งตัวเอง
ครั้นถึงวาระที่ผมกลับเข้ามายังจุดนี้ ผมจึงแบกรับสภาพปางตาย หรือห้วงสุดท้ายของลมหายใจของบางคน-บางเรื่อง แต่ผมก็เลือกที่จะให้ “โอกาส” เปิด “พื้นที่” ให้แต่ละคนพิสูจน์ตัวเอง และใช้โอกาสนั่นแหละ เป็นตัวเยียวยาตัวเองไปในตัว …
บางคนดีขึ้น
บางคนก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ …
บางคนก็ดูจะแผ่วลงเรื่อยๆ …กลายเป็นภาระคนอื่นและส่งผลต่อการเป็นภาระขององค์กรไปโดยปริยาย
ภายหลังการประชุมยุติลง
ผมเชิญเจ้าหน้าที่ที่ตกอยู่ในสภาพดังกล่าวมาเปิดอกคุยกัน โดยมีหัวหน้างานเป็นส่วนหนึ่งของการพูดคุยในห้องประชุมอันมิดชิดนั้นด้วย
ผมถามถึงเรื่องราวของการ “ขาดแรงจูงใจ” …ว่ามาจากอะไร ส่วนหนึ่งมาจากการที่ผมมีเวลาให้กับองค์กรน้อยลงบ้างหรือเปล่า เพราะระยะหลัง ผมมีงานให้โดดไปรับผิดชอบพ่วงมาอีกหนึ่งองค์กร ซึ่งมันมากกว่างานเดิมหลายเท่าตัวนัก
ไม่มีใครสรุปชัดว่าเป็นประเด็นนี้ แต่ผมก็เชื่อว่า ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องนี้โดยแท้
เช่นเดียวกับอีกประเด็นที่ผมถามทักว่า หัวหน้างานบกพร่องหรือเปล่า …กำลังคนน้อยลงหรือไม่
ซึ่งก็ได้รับคำตอบแบบคลุมเครือว่าหัวหน้างานก็ไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่เรื่องอัตราอีกอัตราหนึ่งที่หายไปนั้น คือส่วนหนึ่งที่ทำให้แต่ละคนรู้สึกต้องแบกรับงานเพิ่มมากขึ้น และผมก็ไม่ถึงกับแย้งเสียทีเดียว เพราะอันที่จริง งานที่ทำอยู่นั้น ก็หาใช่จะเกินศักยภาพเสียทั้งหมด... หายไปหนึ่งอัตรา แต่งานก็ลงตัวได้ เพราะที่ผ่านมา “คนก็ดูจะล้นงาน” อยู่บ้างเหมือนกัน
แต่สิ่งหนึ่งที่สะท้อนชัดออกมาก็คือ ….
ความน้อยใจต่อระบบว่า “ทำไมคนอื่นสบาย…แต่ตัวเองเหนื่อยสายตัวแทบขาด”…”บางคนนั่ง chat ลมๆ แล้งๆ บางคนเดินไปเดินมา …โดยไม่มีการแก้ปัญหาให้ยุติลงได้ เป็นการเลือกปฏิบัติอย่างเห็นได้ชัด
แน่นอนครับ..
ผมเข้าในสภาพการณ์เช่นนั้นดี ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีให้พบเห็นในทุกๆ องค์กร มีมากมีน้อยก็แตกต่างกันไป…
แต่ผมก็ยังทวนย้ำไปถึงคำพูดเดิมๆ ว่า “ผมไม่อยากให้ทีมงานของผมหันเหไปเปรียบเทียบกับภาวะภายนอกระบบของตัวเอง…เราอยู่กันคนละระบบงาน…คนที่ขาดความรับผิดชอบเช่นนั้น ผมเรียกว่า “คนจำพวกนั้น”…ถ้ามัวแต่เปรียบเทียบตัวเองกับเขาอยู่ร่ำไป สักวันหนึ่งก็ย่อมพาลให้ตัวเองออกอาการเป๋-เซถลา ...ขาดการตระหนักถึง “วินัย” จนสุดท้ายก็ต้องหันไปทำตัวเช่นเดียวกับคนกลุ่มนั้น ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่าตัวเองได้กลายเป็น “คนจำพวกนั้น” ไปโดยปริยายด้วยเหมือนกัน…”
ผมอธิบายเช่นนั้น ก็หาใช่มีเจตนาที่จะบ่งชี้ว่ามีระบบการจำแนกแบ่งชั้นวรรณะหรอกนะครับ แต่ผมไม่อยากให้ทุกคนรู้สึกท้อจนพลอยให้ขาดขวัญกำลังใจที่จะทำเรื่องดีๆ และสร้างสรรค์ ...คิดแบบนี้ก็เข้าทำนอง “คนดีท้อแท้..สังคมก็แย่-ก็บอบช้ำ” …
และสำคัญ
ผมก็ยืนยันว่า ในระบบประเมินนั้น ผมดูแลทุกคนเสมอ อย่างน้อยความดีความชอบก็ได้รับกันอย่างถ้วนหน้า กลุ่มคน “จำพวกนั้น” ก็ถูกประเมินอยู่คนละระดับกัน จึงไม่อยากให้ตัวเอง “คิดในมุมอับ” จนขยับถอยไปสู่หุบเหว-
นอกจากนี้…
ผมยังย้ำถึงเรื่องที่เคยพาลงมือบุกเบิกว่า “สิ่งที่ชวนคิดชวนทำนั้น..หลายเรื่องเป็นเรื่องที่องค์กรของเราไม่เคยคิดและไม่เคยทำมาก่อน แต่เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนองค์กรได้ในฉับพลัน บังคับให้ทั้งองค์กรคิดเหมือนเราไม่ได้ เราก็จำต้องเริ่มต้นจากเรา โดยการลงมือทำให้เขาเห็น…จนในที่สุดหลายเรื่องก็เริ่มถูกชูขึ้นมาในภาพรวมขององค์กรแล้ว …และกำลังนำสิ่งที่เราบุกเบิกนำร่องนั้นมาใช้เป็นต้นแบบขององค์กรทีละนิดๆ…”
ผมจำเป็นต้องพูดเช่นนั้นและย้ำในเรื่องเหล่านั้นกับเขาอย่างแน่นหนัก
เพราะผมถือว่า เราทุกคนควรมี “วินัย” ในตัวเอง อย่างน้อยก็มีวินัยในหน้าที่ของตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่งอแงไปกับสิ่งเร้าอันแปลกหลอมของภายนอก และปล่อยตัวเองให้สิ่งแปลกปลอมนั้นๆ กัดเซาะทำลายตัวเองลงเรื่อยๆ ขณะเดียวกันตัวเองก็ขาดจิตสำนึกที่ดีในการ “หยั่งคิด”
ครับ…
จะกลัวอะไรในเมื่อระบบไม่ “ตาบอด” เพราะระบบก็ยังไม่ปิดตายเสียทุกทาง ความดีความชอบก็ยังมีให้อย่างไม่กังขา ....แต่ถ้าตนเองยังขืนบกพร่องและทำงานอย่างไม่มีวินัย ก็ควรต้องมีวินัยในการรับผิดชอบเรื่องนั้นๆ ไม่ใช่ละเลย ปล่อยวางและโยนความผิดนั้นไปยังผู้บังคับบัญชาเสียทั้งหมด เพราะที่จริงนั้น ต้องไม่ลืมว่า ปัญหาหลายอย่างหมกเม็ดอยู่กับผู้ปฏิบัติอย่างเนิ่นนาน กว่าจะเดินทางมาถึงผู้บังคับบัญชานั้น ก็เป็นระยะจวนต้องแจกซองฌาปนกิจอยู่มะรอมมะร่อ…
ดังนั้น ..ผมจึงอยากให้เขาเปลี่ยนวิถีคิด…เพราะถ้าเปลี่ยนได้ อะไรต่อมิอะไรก็จะดีขึ้นเอง ทั้งในโลกแห่งการงานและโลกแห่งชีวิตส่วนตัว…
เช่นเดียวกันนั้น..
ผมก็ย้ำกับพวกเขาว่า…แท้ที่จริงนั้น ทุกคนต้องยอมรับว่า ก่อนผมกลับมายังจุดๆ นี้ ทุกคนเหมือนปลาบาดเจ็บที่แทบจะสิ้นลมอยู่แล้ว ปล่อยให้สายน้ำพัดมาเกยฝั่งที่ผมอยู่ โดยตลอดระยะทางที่ผ่านมานั้น ไม่มีการเยียวยาใดๆ ทั้งจากระบบและตัวของทุกคนเอง…
เมื่อมาถึงมือผม..
อาการจึงโคม่า..และผมต้อง “แบกรับ” สภาพของทุกคนอย่างหน่วงหนัก จะฆ่าก็ตาย จะคลายก็รอด แต่ผมก็เลือกที่จะให้โอกาส โดยไม่สนใจว่าระบบได้ฟันธงไปแล้วว่า “โอกาสหมดสิ้นไปแล้ว…”
แต่ก็น่าเสียใจไม่น้อยสำหรับการใช้โอกาสอย่างเปล่าเปลือง..และน่าเสียใจที่หากจะมีใครใช่ช่องว่างทางโอกาสนี้ ละเลยต่อการที่จะต้องรับผิดชอบตัวเองและรับผิดชอบต่อองค์กร- (จนบางครั้ง, ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า ผมผิดเองที่ให้โอกาสแบบไม่ลืมหูลืมตา)
ครับ,ผมพูดเช่นนั้นจริง…
พูดแบบเปิดเปลือยแต่ไม่ใช่พูดเพื่อ “ทวงบุญคุณ” ใดๆ กับใครทั้งสิ้น แต่พูดเพื่อให้แต่ละคนรู้สึกถึงคุณค่าในตัวตนของตัวเองเป็นที่ตั้ง มิใช่เปลี่ยนแปลงตัวเองแบบคนจำพวกนั้น
ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดีว่า ลูกทีมท่านหนึ่งก็ตอบเปิดเปลือยฉะฉานว่า “เขาไม่เคยได้รับโอกาสอะไรมากมายเท่ากับการอยู่ในยุคสมัยของผม” …ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น เคยมองผมในแง่มุมไม่ดีเสมอมา แต่ไม่เคยคิดว่าผมจะให้โอกาสกับเขามากมายถึงเพียงนี้
ผมไม่รู้จะขอบคุณเขายังไงที่พูดเปิดเปลือยเช่นนั้น..และก็ไม่รู้จะบอกเล่าให้เขาเข้าใจยังไงดีว่า
ผมไม่ใช่คนติดยึดกับลาภยศ และ “ไม่ใช่คนแค้นฝังลึก-ยึดพรรคพวก-กะซวกแทงปอดคนอื่น” พร้อมๆ กับการปลอบโยนว่า ให้เขาลืมความเจ็บปวดที่ผ่านมา และอย่าเก็บกำเอามาทิ่มแทงตัวเอง ใครจะบีบรัดยังไงก็อย่าสน แต่ต้องให้ “งาน…เป็นเกราะป้องกันตัวเอง..อย่าคิดตั้งแง่เกาะแข้งเกาะขา..ผมมาเดี๋ยวก็ไป…คนใหม่มา เดี๋ยวก็ไป…สำคัญที่ใจของเขาเอง ต้องมีวินัยต่อตัวเองและต่อองค์กร..”
นอกจากนั้น…
ผมก็ยกตัวอย่างให้ฟังแบบเปิดอกว่า “ดูอย่างผมเถอะ…ก่อนหน้านี้ไม่น้อยกว่า 5-6 ปี ผมโดนมรสุมอย่างหนัก ทำงานหนักให้กับองค์กร สร้างงานใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่เคยได้รับความดีความชอบ แต่ยังถูกมอบหมายให้ทำงานใหญ่ๆ อยู่อย่างไม่ว่างเว้น…ถ้าผมคิดแบบเขา ผมก็ต้องไม่ทำ…อยู่เฉยๆ ดื้อๆ..ลอยมาลอยไป…ตีโพยตีพาย…ทำตัวเป็น "คนจำพวกนั้น” …แต่ผมกลับมองว่า ผมต้องเป็นคนมีคุณค่า-มีศักยภาพสิ, …ระบบถึงยังต้องมอบงานให้ทำอยู่อย่างไม่รู้จบ ถึงแม้จะไม่เคยได้รับรางวัลใดๆ จากระบบ แต่ก็ไม่เคยเดียวดายจากมวลชน….
และในเรื่องนี้…
ลูกทีมท่านเดิมก็ตอบกลับมาอีกรอบว่า “ผมเข้มแข็งมาก…เขาไม่เข้มแข็งเหมือนผม…”
“เปล่าหรอก….ผมไม่ได้เข้มแข็ง…ผมเพียงแต่รักและผูกพันกับองค์กรเท่านั้นเอง…และอีกอย่างที่สำคัญมากๆ เลยก็คือ …ผมไม่ปรารถนาที่จะเป็นคนจำพวกนั้น…ผมจึงไม่ยอมที่จะถีบส่งตัวเองกลับไปยังจุดๆ นั้น…”
แต่สำหรับเขา…
ไม่ใช่ว่าเขาอ่อนแอ…
แต่เขา ไม่รักและผูกพันกับองค์กร
ไม่เชื่อในคุณค่าของตัวเองต่างหาก
และให้กลับไปคิดดูอีกทีว่า โอกาสที่ให้ไปนั้น-น้อยไปใช่ไหม ?
และอย่าลืมว่า
ผมไม่ใช่ “มือเทวดา…ตัวเขาเองคือคนชี้ชะตาตัวเอง”
ผมบอกกับเขาเช่นนั้นจริงๆ …
...
หมายเหตุ
ผมเขียนเรื่องดีด้วยความรู้สึกอันดีงาม..
เขียนจากเรื่องจริงแบบไม่ปกปิด
ดีใจที่ได้คุยกับลูกทีมอย่างเปิดเปลือย
ท่ามกลางเวลาของการบริหารที่ถูกหั่นแบ่งไปยังระบบอื่นๆ
ผมไม่อยากให้ลูกทีมท้อ..เพราะเปรียบเทียบกับคนอื่น
ผมไม่อยากให้ลูกทีม เกเร โดยอาศัยช่องว่างของโอกาสที่ได้ไปอย่างง่ายๆ
ผมทำดีที่สุดแล้ว..
และหวังแต่เพียงว่า...
เขาจะไม่ใช่ปลาที่ว่ายมาตายอยู่บนฝั่งที่ผมยืนอยู่
ไม่ใช่เพราะผมกลัวว่าสังคมจะมองว่าผมเป็นฆาตกร
แต่เพราะ...
ผมไม่อยากให้ "เขาตาย"
.....
สวัสดีคะ คุณแผ่นดิน
เอาใจช่วยนะคะ
การคุยแบบเปิดใจ ใจเปิด งานก็เปิดตามด้วยคะ
หวังว่าคงสบายดีนะคะ
---^.^---
สวัสดีครับ.... พิมพ์ดีด
ผมสบายดีนะครับ หวังเช่นกันว่า คงสบายดีเหมือนกัน
พักนี้ยังต้องเดินทางอยู่เรื่อยแหละครับ...
ในงานบริหารนั้น หลายอย่างสั่งสมมานานมาก บังเอิญหล่นมาในช่วงผมรับช่วงต่อ-เลยจำต้องขบคิดและใส่ใจให้มากกว่าปกติ
แต่เชื่อว่า หลังการพูดคุยนี้ อะไรๆ จะดีขึ้น
และเชื่อว่า...
ลูกทีม จะเปลี่ยนมุมคิดใหม่ ด้วยเช่นกัน ครับ
ผมเองก็รู้สึกแย่ไม่แพ้เขา เพราะเวลาส่วนหนึ่ง ถูกแบ่งไปให้องค์กรอื่นๆ ...จนพวกเขาเองก็รู้สึกขาดหายในบางสิ่งไปเหมือนกัน
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับพี่พนัส
เอาใจช่วยอีกแรงครับ ถ้าทุกคนในองค์กร คิดได้ ปัจจุบัน องค์กรคงพัฒนาก้าวไกลไปมาก ก็อย่างที่พี่พนัสบอกแหล่ะครับ สังคมมีทั้งลบและบวก ยังไงสู้ๆๆ ครับ
แวะมาเป็นกำลังใจให้นะคะ..สู้สู้..
เราต้องไม่เอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับ "คนจำพวกนั้น" ครับ...
ขอบคุณครับผม...
สวัสดีครับ..น้อมเอ็ม Mr.M
ขอบคุณสำหรับกำลังใจในยามที่การงานบีบรัดเช่นนี้นะครับ..
เชื่อว่า น้องที่พี่พูดถึงนั้น คงเปลี่ยนมุมมองได้ในเร็ววันนี้ ซึ่งนั่นก็หมายถึง สิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้นกับเขาเอง
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ...add
ตอนแรกก็คิดว่าเตรียมลาพักยกครับ.. จะได้ขยับให้คนอื่นมาสู่ตำแหน่งนี้อีกรอบ แต่คิดไปคิดมา ยังคงจะเดินหน้าต่อไปครับ การบริหารจัดการคนเป็นเรื่องท้าทายมากๆ เลยในตอนนี้...
ขอบคุณสำหรับกำลังใจ นะครับ
สวัสดีครับ...Mr.Direct
เห็นด้วยมากๆ ครับ..กับคำๆ นี้ เราต้องไม่เอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับ "คนจำพวกนั้น"
แต่ทำไม..ตอนที่ผมเขียน ถึงเขียนไม่ได้ นึกไม่ออก..กับกระบวนคำเหล่านี้ น้อ..
เยี่ยมจริงๆ
แวะมาให้กำลังใจค่ะ ...
หลายๆ ครั้งที่ปัญหาเข้ามา พยายามปลอบใจตนเองว่า
ปัญหาคือ โอกาส นะ .. แต่ บางครา ใจก็ปวด มิน้อย :)
ไงก็ สู้ ๆ นะคะ ... ช่วงนี้ ปูก็ยุ่ง ยิ่ง เช่นกันค่ะ :)
เรารู้ว่า คุณทำได้ ค่ะ คุณแผ่นดิน คิดถึงค่ะ
แวะมาเป็นกำลังใจค่ะ ความคิดคนห้ามไม่ได้ เช่นเดียวกับความตั้งใจของเราก็ไม่มีวันหยุดเหมือนกันค่ะอาจารย์
ติดตามอ่านมาหลายครั้ง ท่านขยันมากนะคะขอชม คนที่ไม่ชอบท่านอาจหาว่าบ้างาน แต่ท่านอุทิศตนเพื่องานจริงๆ ขอชมอีกครั้งนะคะ
ขอแนะนำนิดหนึ่ง ท่านเขียนบล็อคยาวเกินไปคะ คิดว่าหลายคนเวลาอ่านจะโดดข้ามไปคะ
ควรจะกระชับในเนื้อหา นำเสนอ main idea เชื่อในความสามารถนักบริหารอย่างท่านนะคะ
สวัสดีครับ..KRUPOM
ได้รับแล้วนะครับความคิดถึงที่ส่งมาให้..
และขออนุญาตส่งกลับไปด้วยเช่นกัน..เพราะ ในพื้นที่คุณภาพของโกทูโนนี้ สอนให้ผมรู้ว่า
โลกไม่เงียบเหงา..เพราะมีคนให้เราได้คิดถึง..
สวัสดีครับ... poo
ปัญหามีทางออก...ผมเชื่อเช่นนั้นครับ..สำคัญอยู่ที่ว่าเราจะเปลี่ยนมุมคิดได้หรือไม่..
ผมเจออะไรมาเยอะมา แต่ผมไม่เคยเลือกที่จะอยู่นิ่ง..ซึ่งหมายถึง ไม่ทำงาน งอมืองอเท้าแบบคนไร้แรงคิด...
การทำงานสอนให้เราเห็นอนาคต..และคุณค่าของเราเสมอ อย่างน้อยก็สำหรับคนใกล้ตัวของเรา..
ส่วนสังคมนั้น,...เราอาจไม่สำคัญมากนัก แต่เราก็เป็นส่วหนนึ่งอันน้อยนิดที่เป็นองค์ประกอบได้เหมือนกัน ดังนั้น ผมจึงเลือกที่จะขยับอยู่อย่างเนืองๆ ..ทำอะไรได้ก็ทำ และไม่พยายามเอาตัวเองไปเปรียบกับสิ่งที่ถือเป็นปัญหาของการใช้ชีวิต-ครับ
สวัสดีค่ะ อาจารย์ ไม่มีคนจำพวกนั้น ก้จะไม่มีคนจำพวกนี้นะคะ
ให้กำลังใจค่ะ
สวัสดีครับ ทรายชล
วันนี้ไปเป็นประธานการมอบค่ายของชมรมอาสาพัฒนาที่จังหวัดอุบลราชธานี.. ปีนี้มีคนไปค่ายน้อยกว่าทุกปี ส่วนหนึ่งกระจายไปกับชมรมต่างๆ เพราะรูปแบบกิจกรรมมีให้เลือกหลายหลายขึ้นกว่าเดิม
ก่อนพิธีส่งมอบค่าย..ผมคุยกับนิสิตหลายเรื่องมาก แลกเปลี่ยนความคิดกันและกัน ตั้งประเด็นไว้ แต่ไม่มีการหักล้างกันและกัน ..แต่ก็สัญญากันไว้ว่า จะกลับมาดูอีกครั้งว่าความคิดที่เราแลกเปลี่ยนกันนั้น เป็นจริง หรือไม่เป็นจริง...
เป็นความสุขของการแลกเปลี่ยนครับ...ไม่บังคับ..แต่ให้อิสระต่อการคิดและนำเสนอ
สวัสดีครับ... รัศมี จันทรรัตน์
ก่อนอื่นต้องขอบคุณในคำแนะนำอันดีต่อแนวทางการเขียนบันทุกของผมนะครับ..
เรื่องความยาว-เรื่อยเปื่อยตามสไตล์ของผมนั้น เป็นมานานมากแล้วครับ นานจนเป็นแบบฉบับ หรือสไตล์ติดตัวของผมเอง ในหลายเวที ผมจะบอกเล่าให้คนฟังเสมอว่า ผมเป็นประเภทเขียน "เรื่อยๆ" ...วิชาการ 3 บรรทัด ...ที่เหลือร่ายยืดร่ายราวไปแบบเปิดเปลือย
เคยพยายามปรับแต่งครับ แต่ยังไม่เป็นผลนัก แต่ก็เชื่อว่า จะดีขึ้น..แต่บางเรื่องก็บอกตามตรงว่า "เจตนา" ให้เป็นแบบนั้นจริงๆ ..
ขอบคุณในคำแนะนำดีๆ นี้นะครับ..ผมน้อมรับมาด้วยใจ
ขอบคุณจริงๆ
สวัสดีครับ..♥.paula ที่ปรึกษาตัวน้อย✿
เราคาดหวังให้คนรอบกายเป็นอย่างที่ใจหวังไม่ได้ทั้งหมดแน่ แต่ผมคิดว่า เราก็ไม่จำเป็นต้องแย่ไปกับเรื่องที่แย่นั้นๆ ...
ผมเองก็บกพร่องมากโขกับวิถีการงาน แต่เป็นธรรมดากระมังครับ คนทำงานก็ย่อมบกพร่อง ซึ่งตรงกันข้าม กับการอยู่เฉยๆ ก็คงหาความบกพร่องได้ยากแสนเข็ญ
ผมประเภทบู๊...และชอบถูกวางให้ไปอยู่ในจุดที่ต้องบุกเบิก-สะสาง-พอนิ่งแล้วก็จะมีคนมารับช่วงต่อเสมอ...
เป็นมานานแล้วครับ,...ผมจึงมักตกในชะตากรรมที่ปลาว่ายมาตาย หรือเกยฝั่งตาย ณ จุดที่ผมยืนอยู่พอดิบพอดี, ครับ..