ชาวทิเบตมีความศรัทธามาก ถือว่าเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ที่ได้มาบูชาแม้สักครั้งหนึ่งในชีวิต

 

       หมู่นี้ได้อ่านข่าวเกี่ยวกับประเทศทิเบตค่อนข้างบ่อย อันเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจนบานปลายไปสู่ความรุนแรง ทำให้นึกถึงในช่วงเวลาหนึ่งที่โชคดี ได้มีโอกาสได้ไปเยือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และวัฒนธรรมที่ยาวนาน เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ไม่เคยลืม

       หลายต่อหลายคนที่ได้ไปเยือนทิเบต มักจะมาเล่าถึงความงดงามแปลกตา ที่สำคัญที่สุดคือเป็นเมืองแห่งพระธรรม น่าที่จะมีโอกาสสักครั้งหนึ่งที่ได้ไปเยือน แต่ว่าในการที่จะไปทิเบตนั้นมีเรื่องที่ควรระวังอย่างยิ่งคือความแข็งแรงของร่างกาย และปัญหาด้านสุขภาพซึ่งควรมีการเตรียมตัวให้พร้อม เนื่องจากทิเบตนั้นตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย และเป็นที่ราบที่สูงที่สุดในโลก หรือที่เรียกว่า หลังคาโลกดังนั้นมวลอากาศบนพื้นที่ราบสูงจะมีออกซิเจนน้อย คนที่ไปจึงมักมีอาการไม่สบาย เวียนศรีษะ มึนงงฯลฯ

       เมื่อแม่ต้อยได้ทราบว่าจะมีโอกาสติดสอยห้อยตามไปที่ประเทศนี้ ก็ออกอาการดีใจจนตัวสั่น แต่ก็มีความวิตกกังวลใจตลอดเวลา เนื่องด้วยโรคประจำตัวที่แม้จะอยู่ในพื้นที่ปกติ ก็ยังเวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียนอยู่บ่อยๆ แต่ด้วยความตั้งใจที่แรงกล้า จึงฮึดสู้ ไปหารือกับคนที่เคยไป หนังสือ ตำราต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมร่างกาย รวมทั้งไปพบหมอประจำตัว เพื่อเตรียมยาให้

พร้อม  ทำให้เกิดความอุ่นใจขึ้นมาบ้างว่า คงไม่เป็นไรน่า...พระคุ้มครอง..

       เราเดินทางไปทิเบต โดยบินจาก เฉินตูประเทศจีน ไปยังเมืองลาซา เมืองหลวงของทิเบต ระหว่างทาง แม่ต้อยนั่งมองเส้นทางบินตลอด เทือกเขาหิมาลัยอยู่ไหนนะ และพยายามสูดหายใจเข้าออกช้าๆให้เต็มปอด

       เมื่อถึงสนามบิน ไม่เห็นเป็นอะไรเลย แม่ต้อยรู้สึกลิงโลดใจ..แบบนี้สบายมาก มีคนเอาผ้าสีขาวมาคล้องคอเป็นการต้อนรับตามแบบของธรรมเนียมทิเบต ..แม่ต้อยยิ้มแป้น.. ไม่เป็นไรแล้วเรา..

ยิ้มแฉ่ง..ไม่เป็นไรแล้ว..

       จากสนามบินถึงในตัวเมืองลาซา เราต้องนั่งรถยนต์ไปประมาณ หนึ่งชั่วโมง ทิวทัศน์ ระหว่างทาง งามสงบ เยือกเย็นตลอดทางที่รถวิ่งมีแม่น้ำไหลเอื่อยๆเลาะตามทางไปคู่กับถนน

บางครั้งก็เห็นนักปั่นจักรยาน  ปั่นเกาะกันมา เป็นกลุ่มๆ

นักท่องเที่ยวปั่นจักรยานเป็นกล่มๆ

บ้านเมือง ก่อนที่เข้าถึงเมืองลาซา ภาพถ่ายบนรถขณะวิ่ง ไม่ค่อยชัดคะ

       เมื่อถึงที่พัก โรงแรมที่ได้พักนี้( จำชื่อไม่ได้คะ แย่จริงๆ) เขาตบแต่งสวยงามมาก ทุกอย่างเป็นสีทองราวกับราชวัง มีนักดนตรีและนักร้องเพลงพื้นเมืองเล่นเพลงด้วยเครื่องดนตรีพื้นเมืองให้แขกได้รับความเพลิดเพลิน

นักดนตรีพื้นเมือง

รงแรมสวยมากคะ  ภาพนี้ก่อนอาการวิงเวียนสักครึ่งชั่วโมง

      

 อาหารมื้อแรกของเราเป็นอาหารพื้นเมืองทั้งชุด กลิ่นเครื่องเทศคละคลุ้ง มีทั้งเนื้อจามรี เนื้อม้า เนื้อแพะ แปลกดีคะ

       แม่ต้อยจำได้จนถึงเดี๋ยวนี้ว่า เมื่อไปถึงโรงแรม เขาจะมี ออกซิเจนกระป๋องแจกให้ทุกคนเลย และแม่ต้อยก็ถือติดตัวไว้ไม่ยอมห่างกายเลยทีเดียว แต่ว่า... คงไม่เพียงพอ

       เริ่มมีอาการเบลอๆ เวียนศรีษะ และคลื่นไส้อย่างบอกไม่ถูก เพลียมากๆ แม่ต้อยจึงขอตัวไปนอนพัก และได้รับคำแนะนำว่าให้พยายามทำทุกอย่างให้ช้ากว่าเดิมมากๆ อย่าเดินเร็ว อย่าทำอะไรเร็วๆ ดังนั้นแม่ต้อยจึงตัดสินใจไม่ทำอะไรเลยขอนอนอย่างเดียวเท่านั้นก็พอ คนที่ไปด้วยก็สรรหายาสารพัดชนิดมาให้ทานแต่ก็ไม่ดีขึ้น  อาเจียนออกมาทั้งหมด

       คืนนั้น แม่ต้อยจำได้ว่านอนหลับไปแบบไม่รู้สึกตัวจริงๆ ไม่รู้ว่าเป็นอะไร และจะทำอย่างไรต่อไป แวบหนึ่งคิดมาว่า นี่เราจะกลับบ้านได้ไหมนะ..ไม่ไหวแล้ว

       ตอนเช้ามีคนไปเรียกหมอมาดูอาการ แม่ต้อยจึงทราบว่ามีน้องอีกคนที่ไปด้วยมีอาการเหมือนกัน จึงชวนมานอนที่ห้อง หมอได้ให้น้ำเกลือ และเพิ่ม ออกซิเจนให้แบบเต็มที่ และบอกว่าเมื่อคืนนี้ทั้งคืนมีคนเรียกให้ไปรักษาอาการขาดออกซิเจนนี้เกือบ หกสิบคน และส่วนใหญ่เป็นคนที่มาเที่ยวครั้งแรก เหมือนแม่ต้อยนี่แหละคะ

       ต้องขอชมคุณหมอชาวทิเบตนี่สักนิดนะคะ คุณหมอเป็นคนสุภาพ นุ่มนวล นั่งเฝ้าอาการที่หน้าเตียง(นั่งบนพรมหน้าเตียงคะ )ตลอดระยะเวลาการให้น้าเกลือจนหมด แม้ว่าจะคะยั้นคะยอให้ไปนั่งที่เก้าอี้โซฟาก็ไม่ยอม

หมดสภาพ..

       ..หลังจากให้น้าเกลือเสร็จ คุณหมอก็ให้ยาประเภทสมุนไพรทานต่ออีกระยะหนึ่ง แปลกแต่จริง มีความรู้สึกว่าร่างกายกลับสู่สภาวะปกติคะ ร่างกายสดชื่น ราวกับว่าไม่เคยมีอาการเบลอๆ  หรือวิงเวียน อ่อนเพลียมาก่อนเลย  และพร้อมที่จะออกไปเที่ยวดูสถานที่ต่างๆ( ต้องรีบทำเวลาอย่างเร่งด่วน เพราะว่า เมื่อวานนี้ตอนบ่าย และเช้าวันนี้ ไม่ได้ไปไหนเลยคะ  ขาดทุนน่าดู)

       สถานที่แรกที่แม่ต้อยไปคือ วัดโจคัง เป็นวัดที่ตั้งใจกลางเมือง เป็นสถานที่ทุกๆคนที่ไปทิเบตจะต้องไปบูชาเพื่อความ

เป็น ศิริมงคลสักครั้งหนึ่งในชีวิต ถือกันว่าเป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดมีอายุราว ๑๔๐๐ ปี มีหลังคาสีทองเหลืองอร่าม มีเอกลักษณ์ที่สำคัญคือบนหลังคาจะมีรูป พระธรรมจักรกับปวัฒนสูตร และรูปปั้นกวางสองตัวนอนหมอบหันหน้าเข้าหากัน

ด้านหน้าของวัดโคจัง

       ชาวทิเบตมีความศรัทธามาก ถือว่าเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ที่ได้มาบูชาแม้สักครั้งหนึ่งในชีวิต โชคดีในวันที่แม่ต้อยไปบูชานั้น อีกวันรุ่งขึ้น จะเป็นวันออกพรรษา จึงมีพระภิกษุสงฆ์มาสวดมนต์ ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา น่าเลื่อมใสยิ่งนัก ได้เห็นผู้คนมากราบไหว้ ด้วยความศรัทธาสูงสุด โดยการกราบแบบแปดจุด หรือ อัษฎางคประดิษฐิ์   บ้าง ก็นั่งสวดมนต์ ภาวนา โดยการหมุนกงล้อมนต์

การกราบพระจะลุกขึ้นยืนแล้วนอนราบลงหน้าผากติดพื้นให้ร่างกายสัมผัสแปดจุด

นั่งหมุนล้อมนต์

เล่ากันว่าวัดนี้รอดพ้นจากการโจมตีของทหารเรดการ์ดกองทัพประชาชนยุคปฏิวัฒวัฒนธรรมของจีน วึ่งวัดอื่นๆถุกทำลายอย่างย่อยยับ คงเหลือที่นี่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น

       รอบๆวัดนี้จะล้อมรอบด้วยถนนแปดเหลี่ยม ซึ่งเป็นถนนสายแรกของทิเบต ถนนสายนี้มีของขายมากมาย ประเภทหินทิเบตที่พวกเราชื่นชอบ หยก ปะการัง หินสีต่างๆที่ขึ้นชื่อ ( อยู่แถวนี้นานเป็นพิเศษ โดยเฉพาะรายการดูหินทิเบต หนึ่งตา สามตา เก้าตา)

       หลังจากนั้นแม่ต้อยก็ไปที่พระราชวังโปตาลา ที่เป็นแหล่งมรดกโลกด้านวัฒนธรรม แม่ต้อยมีวาสนาแค่ถ่ายรูปที่หน้าพระราชวังเท่านั้น เพราะว่าตอนที่เขาเข้าไปเยี่ยมชมภายในพระราชวัง  แม่ต้อยยังนอนให้น้ำเกลืออยู่เลย.

ยังดีที่ได้มาเห็นแม้เพียงหน้าพระราชวังโปตาลา มรดกโลกทางวัฒนธรรม

.

คืนที่สองแม่ต้อยหลับสบาย พร้อมด้วยกระป๋องออกซิเจนในมือ และเดินทางอำลาทิเบตในช่วงตอนสายๆ

       นับว่าเป็นความโชคดีที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสได้ไปเยือนแหล่งพระธรรม เมืองที่มีวัฒนธรรมประเพณีที่เก่าแก่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง

ทิเบต...ดินแดนแห่งพระธรรม...

สวัสดีคะ