ในช่วงชีวิตของการทำงาน ณ สถานที่แห่งนี้นั้น มากมาย หลายครั้งที่เราต้องทำงานกันจน "หามรุ่ง หามค่ำ" โดยมีท่านพระอาจารย์ได้เมตตาเป็นผู้นำ นำเราพวกเราให้รู้ให้ระลึกไว้เสมอว่า "ไม่มีใครรู้ความตายแม้นพรุ่งนี้"

ในหลากหลายค่ำคืน ท่านพระอาจารย์ได้เมตตานั่งดูงาน คุมงาน จนถึงครึ่งคืน ค่อนคืน

และในหลาย ๆ ครั้งที่เราต้องเริ่มงานกันในครั้นอาทิตย์อัสดง

เวลาที่คนทั่วไปได้พักผ่อน แต่เราต้องไม่ประมาทนำชีวิตนี้ไปพักผ่อน ลุ่มหลง มัวเมาในการหลับการนอน เพราะอีกไม่นานร่างกายนี้ย่อมได้นอนลงแน่แท้เหนือแผ่นดิน...

ด้วยเหตุนี้ เราเองจึงไม่มีโอกาสที่จะได้ผลัดวันประกันพรุ่ง ถึงแม้นว่าจะมืดแล้ว เหนื่อยแล้ว หรือแม้นในบางครั้ง "ไม่ไหวแล้ว..."

หากเราพักในวันนี้ใครจะรู้และรับประกันได้เล่าว่าพรุ่งนี้เราจะได้ตื่นมาทำงานที่ค้างคาไว้

หากวันนี้เรายังมีลมหายใจ

หากวันนี้ร่างกายเรายังมีกำลังอยู่แล้วไซร้ควรจะรีบเร่ง ขวนขวาย ในการงาน

เวลาอันแท้จริงที่เรามีอยู่นี้คือ "เวลาปัจจุบัน" ส่วนพรุ่งนี้นั้นยังไม่แน่ว่าจะมีหรือเปล่า...

การทำงาน การปฏิบัติงาน การปฏิบัติธรรม ณ ช่วงชีวิตนี้ จึงเป็นการก้าวล่วงเส้นแบ่งแห่งเวลา

ไม่ว่าจะเป็นพักเที่ยง ช่วงเย็นหลังเลิกงาน หรือว่าเส้นแบ่งระหว่างกลางวันและกลางคืน ไม่ว่าจะเป็นเวลาใด ดึกเท่าใด หรือเช้าเท่าใด เราก็เพียงรู้เวลาไว้ให้เป็น "สิ่งสมมติ"

สิ่งสมมติที่ขีดเส้นชีวิตเราว่าเวลานี้ต้องทำสิ่งนั้น เวลานั้นต้องทำสิ่งนี้

แต่ทว่าหากเราตั้งใจจะกระทำความดีนั้นย่อมไม่มีคำที่ว่า "หมดเวลา..."