พอได้ยินเสียงก็จะแยกออกทันทีว่า เป็นเสียงเกราะที่คล้องคอควายตัวใด
ผมแบกปืนแก๊ปด้วยบ่าซ้ายมือซ้ายจับพานท้าย ส่วนมือขวาหิ้วเนื้อเก้งที่ใช้เถาวัลย์ร้อยเป็นพวงจากส่วนแบ่งการโห่ ถึงบ้านพักมองเห็นเหรียญอยู่ใต้ถุนบ้าน กำลังดึงอะไรบางอย่างที่สอดไว้บนคานพื้นบ้าน
"ทำอะไรน่ะ" ผมถาม
"เอากะลอควาย นี่ไง" เหรียญบอก พร้อมทั้งดึงเกราะออกมา "พรุ่งนี้จะไปต้อนควายจากเขากลับมาบ้าน ไปด้วยกันไหม" เหรียญพูดต่อ ผมไม่ได้ตอบเพราะเมื่อเหรียญพูดจบ ผมก็ขึ้นบันไดไปบนบ้านแล้ว
เหรียญตามขึ้นมาสองมือหิ้วเกราะข้างละอัน ผมไม่ได้สนใจเพราะเหนื่อยมาก หลังจากที่เอาเนื้อเก้งไปแขวนไว้ในครัว ก็เก็บปืนแก๊ป แล้วคว้าผ้าเช็ดตัว ลงไปอาบน้ำที่ตุ่มหลังบ้าน พอขึ้นมาบนบ้านอีกที ก็เห็นเหรียญนั่งสูบบุหรี่พ่นควันออกช้าๆ ส่วนเกราะทั้งสองอันถูกเช็ดและแขวนไว้ที่เสาข้างบันได
"ว่าไง พรุ่งนี้วันอาทิตย์ไปด้วยกันไหม" เหรียญขอคำตอบ ผมปฎิเสธเพราะวันนี้เหนื่อยมากขอพักผ่อนเพื่อสู้กับเด็กในวันจันทร์
ผมถามเหรียญว่า ทำไมควายถึงไปอยู่บนเขา ตอนนี้ควายจะยอมลงมาเหรอ และที่สำคัญควายคล้ายกันมาก จะรู้ได้อย่างไรว่า ควายตัวไหนเป็นของใคร
เหรียญเล่าให้ฟังว่า หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ย่างเข้าฤดูหนาว บ้านคำบากหนาวมาก ที่สำคัญต้นหญ้าจะแห้งตาย ชาวบ้านจะปล่อยควายให้ไปหากินหญ้าที่บริเวณเชิงเขาหรือบนเขาที่เป็นแหล่งน้ำซับ อากาศยังคงชุ่มชื้น มีหญ้าอยู่บ้าง พอฤดูฝน พื้นดินได้น้ำหญ้าก็เกิดขึ้น ชาวบ้านก็จะขึ้นไปต้อนควายกลับลงมา ส่วนจะรู้ได้อย่างไรว่าควายตัวไหนเป็นของใครนั้น ไม่มีปัญหา เพราะชาวบ้านอยู่ใกล้ชิดกับควาย มองแว็บเดียวก็รู้ว่าเป็นควายของตน และจะรู้ว่า ควายที่เห็นใครเป็นเจ้าของ
เช้าวันใหม่เป็นวันอาทิตย์ ผมตื่นตั้งแต่ยังไม่สว่างดีตามปกตินิสัย แต่ก็ไม่ทันเหรียญกับพ่อเหรียญที่ไปต้อนควายกลับคอก ชินน้องเหรียญบอกผมว่าสองคนนั้นออกเดินจากบ้านตอนไก่ขันค่อนแจ้ง
บ่ายคล้อยขณะที่ผมกำลังนอนเล่นอยู่ระเบียงบ้าน ก็ได้ยินเสียงชินที่เล่นอยู่กับเด็กหน้าบ้านร้องขึ้นด้วยความดีใจว่า
"ควายเฮามาแล้ว" ผมมองไปตามถนน ไม่เห็นควายกำลังจะตะโกนถาม ก็ได้ยินเสียงเกราะดัง "โกร่ง กร่างๆ" เป็นจังหวะ แล้วทันใดก็เห็นควายตัวใหญ่เขาโง้ง สองตัว และควายตัวไม่ใหญ่นักเขาเพิ่งขึ้นหนึ่งตัวเดินตามกันมา ถัดไปเห็นพ่อเหรียญและเหรียญเดินอยู่ท้ายอย่างสบายๆ ไม่มีลักษณะต้อนควายแต่อย่างใด
"ชิน รู้ได้อย่างไรว่าควายมาแล้ว ทั้งๆ ที่ยังไม่เห็นตัว" ผมตะโกนถามด้วยความสงสัย
"เสียงกะลอครู ฟังเสียงกะลอก็รู้ว่าเป็นควายเรา" ชินบอก
เออ..จริงสินะ ผมคิด คนอื่นอาจได้ยินเสียงเกราะดัง เพียงรู้ว่าเป็นเสียงเกราะควาย แต่สำหรับเด็กที่เกิดและโตมากับควาย พอได้ยินเสียงจะแยกออกทันทีว่า เป็นเสียงเกราะที่คล้องคอควายตัวใด
พอควายใกล้จะถึงบ้าน ชินรีบวิ่งขึ้นไปบนบ้านเข้าไปในห้อง พักเดียวก็ออกมาในมือมีเชือกขดใหญ่ ชินส่งเชือกให้พ่อเหรียญ แกเลือกได้เชือกเส้นหนึ่งไม่ยาวนัก เดินถือเชือกเข้าไปหาควายตัวใหญ่ ผมมองแกไม่วางตา แกเข้าด้านข้างซ้ายของควายลูบหลังและสีข้าง แล้วลูบคอ ควายยืนนิ่ง แกเอาปลายเชือกสอดเข้าไปในรูจมูกควายตัวนั้น ผ่านสองแก้มซ้ายขวา พันรอบลำคอหลวมๆ แล้วผูกที่ท้ายทอยด้านหลังหูอย่างรวดเร็ว ถึงตอนนี้ผมก็นึกออกว่า พ่อเหรียญสนตะพายควายนั่นเอง
พ่อเหรียญสนตะพายควายตัวใหญ่อีกหนึ่งตัว แล้วให้ชินใช้เชือกที่เหลือผูกกับเชือกสนตะพายแล้วจูงไปผูกต้นเสาใต้ถุนบ้าน ทั้งสองตัวเดินตามชินอย่างว่าง่าย ส่วนควายหนุ่มไม่ได้สนตะพาย แต่ก็เดินตามด้วยดี
"อีกตัวไม่สนตะพายเหรอครับ" ผมถาม
"มันยังไม่ได้เจาะจมูกนี่ สนไม่ได้หรอก" เหรียญเป็นคนตอบ ส่วนพ่อเหรียญได้แต่หัวเราะในความไม่รู้ของผม
"พรุ่งนี้ก่อน คงต้องเจาะจมูก สนเคามัน เพราะมันโตแล้ว เดี๋ยวจะเอาไม่อยู่" พ่อเหรียญบอกหลังหยุดหัวเราะ คำว่า "สนเคา" ก็หมายถึง สนตะพาย นั่นเอง
ควายดื้อจะต้องโดนสนตะพาย เหมือนคนที่ต้องมีกฎหมายไว้คอยบังคับ "ควายกับคน" ก็ไม่แตกต่างกัน
สวัสดีค่ะ
มาเรียนรู้วิถีชีวิต การ ควายจากภูเขา.....คืนสู่ผืนนา
กฎเกณฑ์ทุกอย่างมีข้อยกเว้นนะเจ้าคะ
สวัสดีครับ "MSU-KM"
ขอบคุณที่แวะมาครับ เดี๋ยวผมก็จะไปเยี่ยมเรียนรู้จิตวิทยาเช่นกันครับ
ถูกต้อง เพราะออกกฎเกณฑ์ได้ ก็ยกเว้นได้ ฮิฮิ
หรือ เพราะความแน่นอนคือความไม่แน่นอน หุหุ
ขอบคุณที่แวะมา
อ่านแล้วทำให้นึกถึงวัวควายที่บ้านค่ะ พ่อจะสนเคาเหมือนกันค่ะ เคยยืนดูเวลาพ่อสนค่ะ เค้าจะใช้เหล็กแทงทะลุตรงรูจมูก เลือดออกเลยค่ะ วัวควายน่าสงสารแต่ต้องทำค่ะเพราะถ้ามันโตแล้วไม่สนเคามัน จะไม่สามารถทำให้มันอยู่กะที่ได้ จะเข้าไปกินสวนคนอื่นค่ะ
แต่ว่าหมู่บ้านนี้เค้าเลี้ยงควายสบายจัง ต้อนไปอยู่บนภูเขา ไม่ต้องเฝ้าควาย อยากเลี้ยงบ้างจังสมัยนี้มีไหมคะอาจารย์
เออ...น่าจะไม่มีแล้ว จะเหลือควายรึเปล่ายังสงสัยอยู่ เพราะควายเหล็กอาละวาดหนัก
การสนเคา เขาจะใช้ไม้ไผ่ตรงโคนเหลาให้แหลมแล้วเผาไฟให้เหนียว (ฆ่าเชื้อด้วย) แทงให้จมูกทะลุุหากัน แล้วปล่อยให้แผลมันหายดี จึงใช้เชือกสนเคาครับ ที่คุณดุจดาวว่าใช้เหล็กแทง เสี่ยงต่อการติดเชื้อมาก
การสนเคามีประโยชน์มากจริงๆ อย่าลืมแวะไปบล็อก เขียนไปเรื่อยเฉื่อยนะครับ
อาจารย์คะ ลองไปบล็อกของดิฉันบ้างมีอะไรจะให้อ่านค่ะ ไม่ซึ้งกินใจเท่าบะหมี่หนึ่งซามก็อย่าว่ากันนะคะ
ไปมาแล้วครับ ดีๆ ทั้งนั้น (เขียนดีขึ้นเยอะ)
สู้ต่อไปครับ
แวะเข้ามาดูบล็อกค่ะแล้วจะติดตามต่อไปนะคะ
ขอบคุณที่แวะมาครับ ตอนนี้เมืองเลยคงหายหนาวแล้วนะครับ
และขอบคุณที่จะติดตามต่อไปครับ
(¯`°.•°•.★* ตลาดนัดอาหาร *★ .•°•.°´¯)
สวัสดีค่ะ ครูเปลว
แวะมาเยี่ยมค่ะ
สบายดีไหมค่ะ
สวัสดีค่ะ ได้ยินอ.ขจิตพูดถึงแต่หาตัวไม่เจอ วันนี้โชคดี ได้อ่านเรื่องของควาย (ผู้น่าสงสาร)
เคยขี่ควายเมื่อครั้งไปเที่ยวสุพรรณบุรี โอ้โฮ..ตื่นเต้นไม่หาย เขาน่ารักมาก
สวัสดี ปลายฟ้า
น่ากินจังเลย กำลังหิวมาพอดี ขอกินก่อนละ อย่างนี้ต้องมีข้าวเหนียวด้วย
ขอบคุณครับ
สวัสดี berger
สบายดีจ้า แต่ตอนนี้ยังเหนื่อยจากการเดินทางกลับจากเมืองกรุงนะครับ
เดี๋ยวจะไปเยี่ยม berger นะ
สวัสดีครับ krutoi
โอ้โฮ.....เก่งจังเลยครับ ผมเองตอนหนุ่มๆ ยังกล้าๆ กลัวๆ เลย
ที่ว่า เขาน่ารักมาก เขาที่ว่า หมายถึง เขาควาย หรือว่า คนที่นั่งข้างๆ ครับ ฮ่า ฮ่า
สวัสดีครับ Sila Phu-Chaya
เห็นด้วยครับ ธรรมชาติสอนเราทุกเรื่อง เราจึงควรรักธรรมชาติ และอยู่กับธรรมชาติครับ
ขอบคุณที่มาเยี่ยมครับ
เช่นกันครับ สบายดีนะครับ เบดูอิน