เมื่อครู่ก่อนหน้า ผมได้โทรหาคุณศักดา คุณสุเรียน โดย 2 ท่านที่กล่าวผมมีเบอร์โทร เพื่อเตือนความจำว่า ท่านเคยมีส่วนร่วมในการคลี่คลายปัญหาจากการบริโภคหน่อไม้ปี๋บ ที่เกิดความโกลาหล เกือบต้องสูญเสียญาติมิตรอันเป็นที่รัก
ค่ำวันนี้อันที่จริงผมไม่รู้เรื่องอะไรมากนัก เพียงแต่แวะไปที่บ้านพัก นพ.ชาตรี เจริญศิริ วันนั้นไม่พบท่าน คงพบแต่ภรรยา เมื่อทราบว่า มีผู้บริโภคหน่อไม้ปี๋บถูกลำเลียงมาจาก อ.บ้านหลวง ด้วยความเป็นคนอยากรู้ อยากเห็น ถือโอกาสไปเรียนรู้
ที่ตึกซึ่งทาง รพ.น่าน ปล่อยว่างถูกใช้เป็นสถานที่พักญาติ ผมได้สอบถามเรื่องทั่ว ๆ ไปว่า เป็นมาอย่างไรชาวบ้านถึงต้องเจ็บป่วย และต้องพากันรักษาตัวที่ รพ.น่าน พวกญาติอยู่กินกันอย่างไร เพราะทราบว่า ญาติพากันเดินทางมาจำนวนมาก
น่าสนใจว่า ทาง รพ.น่าน จัดที่พัก ที่นอน อำนวยความสะดวกเบื้องต้นแก่คณะญาติเป็นอย่างดี ประการสำคัญ มีการประสานโรงครัววัดพระเนตร อยู่ไม่ไกลจาก รพ.น่าน เป็นสถานที่ทำครัวให้บรรดาญาติ จะได้ประหยัดเรื่องอาหารการกิน ทราบเช่นนี้ มองว่าชาว รพ.น่าน ทำงานกันด้วยน้ำใสใจจริง
ผมได้จดบันทึไว้ในสมุด มีรายนามบุคคลว่ามีผู้ป่วยเข้ามารักษาตัวที่ รพ.น่าน เช่น นายอิทธิพล ศรีเทพ นายก อบต.ป่าคาหลวง รองนายก อบต.อีก 2 คน สมาชิก อบต.วังยาว ชื่อ นายนิยม อายุยืน และมีปลัดอาวุโส ชื่อ นายอนันต์ คำวัง อบต.ป่าคาหลวง นายเดช คำมุง นายป่วน อายุยืน เป็นต้น
ที่น่าสนใจ ท้องที่ ท้องถิ่น หลายภาคส่วน อ.บ้านหลวง ได้ระดมทุนเปิดบัญชี ชื่อ ศูนย์ขอรับความช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไดรับสารพิษ อ.บ้านหลวง จ.น่าน เลขบัญชี 054-2-01123-2 มีนายรังสรรค์ เชื้อหมอ เป็นผู้ให้ข้อมูลในค่ำวันนั้น โดยทราบว่าได้รวบรวมตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2549
ค่ำวันนี้ ขอบันทึกช่วยจำไว้เพียงเท่านี้ก่อน ท่านที่สนใจคลิ๊กอ่านเนื้อหาสาระได้ที่เว็ปไซด์ หมอชาวน่าน ตามลิ๊งต่อไปนี้ได้นะครับ http://www.doctor.or.th/node/1439 แล้วจะมาเขียนต่ออีกในโอกาสต่อไป สวัสดีครับ เหตุการณ์แบบนี้สำหรับผมแล้วไม่เคยลืม เพราะได้เรียนรู้เรื่องราวตามอัธยาศัยมากมายเลยทีเดียว ได้เห็นคนดีมีน้ำใจทำงานแบบปิดทองหลังพระมากมายครับ
http://www.thaioctober.com/smf/index.php?topic=2905.0
กรุงเทพฯ--7 เม.ย.--กระทรวงสาธารณสุข
วงการแพทย์ไทยประสบผลสำเร็จ ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากหน่อไม้ปี๊บอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วย 209 รายรอดชีวิตได้ทั้งหมด องค์การอนามัยโลกได้แสดงความชื่นชม และยกย่องให้เป็นตัวอย่างนานาประเทศ โดยวันนี้ผู้ป่วยหนักที่เข้ามารักษาในกทม.อาการเป็นปกติ กลับบ้านได้อีก 4 รายคาดว่าอีก 10-20 วันกลับบ้านได้หมด
เช้าวันที่ 5 เมษายน 2549 ที่ผ่านมา ที่กระทรวงสาธารณสุข นนทบุรี นายแพทย์ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงสาธารณสุข และคณะ ร่วมกันแถลงข่าว "ความสำเร็จจากการช่วยเหลือผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากเชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostidlum Botulinum) จากการกินหน่อไม้ปี๊บที่จังหวัดน่าน โดยไม่ต้มให้เดือดก่อน เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2549 " ว่า การป่วยครั้งนี้ นับว่าเป็นครั้งร้ายแรงและใหญ่ที่สุดของไทยและของโลก มีผู้ป่วยมากถึง 209 ราย ในจำนวนนี้มีอาการรุนแรง เนื่องจากกล้ามเนื้อระบบหายใจชา ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล 137 ราย และอาการหนักต้องใช้เครื่องช่วยหายใจถึง 42 ราย กระทรวงสาธารณสุขได้ประสานขอสนับสนุนสารต้านพิษ (Antitoxin) จากประเทศอังกฤษ แคนาดา สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น รวม 103 โดส ฉีดให้ผู้ที่มีอาการหนักอย่างเร่งด่วน และให้การดูแลผู้ป่วยทุกรายอย่างใกล้ชิด การรักษาได้ผลดีมาก ทุกรายอาการฟื้นตัว
นายแพทย์ปราชญ์ กล่าวว่า ในวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่ 22 หลังเกิดเหตุ ยังเหลือผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาลเพียง 34 ราย ผู้ป่วยหนักที่ส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาล 7 แห่งในกทม. จำนวน 17 ราย สามารถกลับบ้านได้ 4 ราย เป็นผู้ป่วยที่โรงพยาบาลราชวิถี 2 ราย ได้แก่ นางวนิดา พอใจ และนางสุริยะกานต์ พอใจ และจากโรงพยาบาลจุฬาฯ 2 ราย คือ นายบุญยก แสนทะนะ และนางสุพรรณบัฎ จันทร์เขียว โรงพยาบาลน่านได้ส่งรถตู้ปรับอากาศารับกลับบ้านในวันนี้ส่วนผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากเชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินัมรอดชีวิตทุกราย ซึ่งในทางวิชาการโรคดังกล่าวมีความรุนแรงมาก หากดูแลไม่ถูกวิธี ผู้ป่วย 5-10 %จะมีโอกาสเสียชีวิตได้ แต่ประเทศไทยทำได้สำเร็จ
"องค์การอนามัยโลกได้แสดงความชื่นชม และให้ใช้การดำเนินงานของไทยเป็นแนวทางสำหรับประเทศอื่นต่อไปด้วย นอกจากนี้ ยังได้ชื่นชมโครงการอาหารปลอดภัย ซึ่งประเทศไทยแทบจะเป็นประเทศเดียวในโลกที่ให้ความสำคัญเรื่องนี้ ทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งหลายประเทศได้ส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาศึกษาการเกิดพิษที่จังหวัดน่าน เพื่อนำไปพัฒนาการรักษาและวางแนวทางป้องกัน"นายแพทย์ปราชญ์กล่าว
นายแพทย์ปราชญ์ กล่าวอีกว่า พิษของเชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินัม เป็นหนึ่งในอาวุธชีวภาพร้ายแรง มีอาณุภาพการทำลายมากกว่าเชื้อแอนแทรกซ์ ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ จากวิเคราะห์อาการผู้ป่วย ส่วนใหญ่จะปรากฎมากในวันที่ 15 มีนาคม โดยส่วนาใหญ่ 77 % มีอาการปวดท้อง รองลงมาคือ ปากแห้ง คลื่นไส้อาเจียน พบ 50 % กลืนลำบากพบ 38 % และอาการมวนท้องพบ 38 %
โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้นำตัวอย่างหน่อไม้ปี๊บจากจังหวัดน่าน ไปตรวจเพาะเชื้อ ยืนยันเป็นเชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินัม ซึ่งเกิดจากการผลิตหน่อไม้ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ และเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวมีอยู่ทั่วไปในดินอาจมีโอกาสเกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก เนื่องจากชาวบ้านมีความคุ้นเคยการบริโภคหน่อไม้ ในการป้องกันปัญหา อย. ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในภาคเหนือ และภาคอื่น ๆ ที่มีการแปรรูปหน่อไม้ทำเป็นหน่อไม้อัดปี๊บ ให้ความรู้และเทคนิคการผลิตที่ถูกต้อง แก่เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบ ผู้ประกอบการขนาดเล็ก กลุ่มแม่บ้านผลิตหน่อไม้ปี๊บ เพื่อให้ทันฤดูกาลผลิตในเดือนกรกฎาคมนี้
ขณะเดียวกัน ได้เตรียมออกประกาศฯ กำหนดวิธีการผลิตหน่อไม้ปี๊บเพิ่มเติมจากหลักเกณฑ์สุขลักษณะที่ดีในการผลิต โดยต้องมีการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนตามอุณหภูมิและเวลาที่กำหนด คือวัดอุณหภูมิหน่อไม้ชิ้นบนสุด ให้ได้อย่างน้อย 75 องศาเชลเซียส นาน 5 นาที ซึ่งเพียงพอในการทำลายสปอร์ของเชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินัม ที่อาจจะมีการปนเปื้อนในวัตถุดิบได้ และขอแนะนำให้ผู้บริโภคสังเกตฉลากอาหารกระป๋อง ที่สำคัญคือ ต้องมีเครื่องหมาย อย. สภาพกระป๋องต้องอยู่ในสภาพดี ไม่มีรอยบุบ หรือมีสนิมรอบตะเข็บ และเมื่อจะรับประทานอาหารกระป๋องทุกครั้งต้องเทออกจากกระป๋องแล้วนำมาอุ่นไฟให้ร้อน โดยเฉพ่ะหน่อไม้ปี๊บ ขอให้ต้มนาน 20-30 นาที และเทน้ำทิ้งประมาณ 2 ครั้งก่อนรับประทาน หากรับประทานแล้วมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ คอห้ง ปากแข็ง หรือปวดท้อง ให้รีบพบแพทย์โดยด่วน
สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
http://www.moph.go.th/opa/iprg
Back to April 8, 2006 Headlines
http://www.newswit.com/news/2006-04-07/c5771dec835dba619067ef6dc9ca9d23/
สธ.ใช้ ซี 130 เร่งย้าย 20 ผู้ป่วยหน่อไม้ปี๊บ! รักษาอาการในกรุง [23 มี.ค. 49 - 10:24]
กรณีชาวบ้าน ต.ป่าคาหลวง และ ต.สวด อ.บ้านหลวง จ.น่าน กินหน่อไม้ปี๊บและติดเชื้อ “คลอสตริเดียม โบทูลินั่ม” นอนรักษาอยู่ รพ.น่าน รพ.บ้านหลวง และ รพ.เวียงสา กว่า 100 ราย โดยเฉพาะที่ รพ.น่าน มีผู้ป่วยอาการหนักใช้เครื่องช่วยหายใจหลายสิบราย การรักษาผู้ป่วยที่อาการหนักเบื้องต้นแพทย์ได้ใช้ยาแอนตี้ท็อกซิน ซึ่งเป็นยาที่ต้องสั่งจากต่างประเทศแล้วจำนวน 70 ราย และให้การดูแลอย่างใกล้ชิด ในขณะที่หลายฝ่ายได้ออกมาให้คำแนะนำในการผลิตหน่อไม้ปี๊บ ให้ถูกวิธีเพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อระยะยาวนั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานคืบหน้าตอนเช้าวันที่ 22 มี.ค. นายปริญญา ปานทอง ผวจ.น่าน พร้อมนางนฤมล ปานทอง นายกเหล่ากาชาด จ.น่าน ได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ป่วยที่ รพ.น่าน พบล่าสุดมีผู้ป่วยรักษาตัวใน รพ.น่าน จำนวน 82 ราย แยกเป็นผู้ป่วยหนักรักษาตัวในห้องไอซียู จำนวน 27 ราย ส่วนใหญ่อาการยังทรงตัว และมีผู้ป่วย 4 ราย อาการอยู่ในขั้นน่าวิตก แพทย์ได้ส่งตัวไปรักษาต่อที่ รพ. เชียงใหม่ราม จ.เชียงใหม่ 2 ราย ชื่อนายนาวิน ปะละวุธ อายุ 27 ปี และนางวี เชื้อหมอ อายุ 42 ปี และ รพ.ศูนย์ ลำปาง 2 ราย ชื่อนางใบสอน เชื้อหมอ อายุ 26 ปี และนายเงิน เขียวดี อายุ 62 ปี ขณะเดียวกัน ได้มีผู้ป่วยจาก รพ.บ้านหลวง อีก 2 ราย อาการหนักถูกส่งมารักษาที่ รพ.น่าน แพทย์นำเข้าห้องไอซียู และมีผู้ป่วยอาการดีขึ้น แพทย์ได้อนุญาตให้กลับบ้านอีก 2 ราย คือนายบุญเรียน เชื้อหมอ และนายทนงศักดิ์ มังคละ ส่วนผู้ป่วยที่ รพ.บ้านหลวง มีจำนวน 42 ราย และ รพ.เวียงสา 1 ราย
ต่อมาเวลา 15.00 น. วันเดียวกัน นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงวิทย์ ได้เดินทางมาที่ รพ.บ้านหลวง อ.น่าน เพื่อให้ความรู้และคำแนะนำแก่ผู้ป่วยและชาวบ้านทั่วไป เกี่ยวกับการป้องกันเชื้อโรคดังกล่าว รวมทั้งวิธีการทำหน่อไม้ปี๊บที่ถูกวิธี เพื่อเป็นการป้องกันระยะยาวด้วย ด้าน น.พ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า ขณะนี้อาการของผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังทรงตัว ได้จัดทีมแพทย์คอยดูแลอย่างใกล้ชิด
วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมช. สาธารณสุข เผยว่า ได้สั่งการให้กรมการแพทย์วางแผนเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจาก จ.น่าน เข้ามารักษาในโรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ที่ กทม. เนื่องจาก รพ.น่านมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งจำนวนบุคลากรและเครื่องมือแพทย์ หากต้องดูแลเฉพาะผู้ป่วยอาหารเป็นพิษจากหน่อไม้มากกว่า 100 ราย และหลายรายยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งจะต้องใช้เวลารักษานาน 2-3 เดือน อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการผู้ป่วยโรคอื่นๆ
รมช.สาธารณสุขกล่าวต่อว่า ในวันที่ 23 มี.ค. นี้ ได้ประสานงานไปยังกองทัพอากาศจัดเครื่องบิน ซี 130 พร้อมทีมแพทย์และพยาบาลไปรับตัวผู้ป่วยต้องการดูแลอย่างใกล้ชิดมาดูแลรักษาที่ รพ.เลิดสิน รพ.นพรัตนราชธานี รพ.ราชวิถี รพ.ศิริราช รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ. รามาธิบดี วชิรพยาบาล รพ.ภูมิพล รพ.พระมงกุฎเกล้า สถาบันโรคทรวงอก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี โดยมี รพ.ราชวิถี เป็นศูนย์กลาง
ด้าน น.พ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ก่อนจะรับตัวผู้ป่วยมาในวันนี้ กรมการแพทย์ได้ส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบหายใจ ด้านพิษวิทยา และระบบประสาท จาก รพ.ราชวิถี และประสานทีมผู้เชี่ยวชาญจาก รพ.ศิริราช รพ.รามาธิบดี รวม 5 คน เดินทางล่วงหน้าไปประเมินอาการผู้ป่วยที่ รพ.น่าน เพื่อวางแผนส่งตัวมารักษาโดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอยู่เดิม เช่น ความดันโลหิตสูง โรคปอด จะต้องให้การดูแลเป็นกรณีพิเศษเพราะอาจมีผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย เท่าที่ได้รับรายงานผลการประเมินเบื้องต้นน่าจะย้ายได้จำนวน 20 ราย ในจำนวนนี้จะต้องเข้าห้องไอซียู 11 ราย คือ รพ. ศิริราช 5 ราย รพ.ภูมิพล 3 ราย และ รพ.พระมงกุฎเกล้า 3 ราย ส่วนที่เหลือจะกระจายไปโรงพยาบาลอื่นๆ
http://www.thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=562
อนุมัติ 33ล.ซื้อซีรั่มช่วยเหยื่อหน่อไม้ปี๊บ
วันที่ : 22 มีนาคม 2549
ครม.กำชับ สธ. ยอดผู้ป่วยหนักพุ่งเป็น 42ราย
ยอดผู้ป่วยหนักจาก “โรคโบทูลิซึ่ม” จากหน่อไม้อัดปี๊บที่น่านเพิ่มขึ้นเป็น 42 ราย อาการทรุดเพราะเจอโรคแทรกซ้อน คาดต้องเจาะคอเพื่อช่วยหายใจ ขณะที่ครม.อนุมัติงบ 33 ล้าน รับมือโรคโบทูลิซึ่มจากหน่อไม้อัดปี๊บ ใช้ซื้อซีรั่มต้านพิษจากต่างประเทศมาใช้รักษา และซื้อเครื่องช่วยหายใจเพิ่มเติม “แม้ว” สั่งกำชับ สธ.เร่งแก้ปัญหาด่วน ทำแผนประชาสัมพันธ์เรื่องการกินหน่อไม้ ด้าน สธ.เน้นประชาสัมพันธ์ผู้บริโภคหน่อไม้อย่างปลอดภัย แนะก่อนกินต้องต้มสุก อย.สั่งอายัดหน่อไม้ปี๊บเจ้าปัญหาไปตรวจพิสูจน์และทำลายแล้ว เผยเชื้อโรคร้ายแรงมาก มีอัตราการตายสูงถึงร้อยละ 60 ส่วน สปสช.แจงให้ความช่วยเหลือผู้ถือบัตรทองรักษาฟรีจนกว่าจะหาย ศูนย์พิษวิทยาเปิดสายด่วน 1330 ขี้แจงข้อสงสัย
กรณีชาวบ้าน ต.ป่าคาหลวง และ ต.สวด อ.บ้านหลวง จ.น่าน จำนวน 143 ราย ถูกหามส่งโรงพยาบาล หลังไปร่วมงานพระธาตุเมล็ดข้าว ที่บ้านนาหวายใหม่ หมู่ 5 ต.ป่าคาหลวง แล้วเกิดคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หลังรับประทานหน่อไม้อัดปี๊บที่นำมาทำอาหารเลี้ยง บางรายอาการสาหัสถึงขั้นระบบทางเดินหายใจล้มเหลว โดยสาเหตุเกิดจากหน่อไม้ปี๊บมีเชื้อแบคทีเรียคลอสติเดียม บอทูลินั่ม หรือเชื้อโรค "โบทูลิซึ่ม" ปนเปื้อน ซึ่งสร้างสารพิษรุนแรง โดยปริมาณ 1 มิลลิกรัม สามารถคร่าชีวิตคนได้ถึง 5 แสนคน ซึ่งเมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยอาการหนักต้องส่งตัวเข้าห้องไอซียูถึง 35 รายนั้น
ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 21 มี.ค. นพ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน ได้ประชุมทีมแพทย์รักษาและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องด่วน เพื่อวางแผนการรักษาผู้ป่วยโรคโบทูลิซึ่ม หลังมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น และตรวจพบผู้ป่วยมีโรคแทรกซ้อน หลังจากนั้น นพ.พิศิษฐ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ล่าสุด ผู้ป่วยหนักหลังได้รับยาต้านพิษ "แอนตี้ ท็อกซิน" แล้ว โดยรวมมีอาการดีขึ้น แต่ก็ไม่มาก ยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ โดยขณะนี้มียอดผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจากเดิมเมื่อวันที่ 20 มี.ค. ที่ผ่านมา จำนวน 150 ราย เป็น 161 ราย โดยเข้ารักษาตัว 118 ราย แยกรักษาที่ รพ.น่าน 86 ราย รพ.บ้านหลวง 31 ราย และ รพ.เวียงสา 1 ราย โดยจำนวนผู้ป่วยหนักเพิ่มขึ้น ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเป็น 42 ราย จากเดิม 39 ราย
ทั้งนี้เนื่องจากทีมแพทย์ต้องนำยาต้าน พิษมารักษาให้กับผู้ป่วยหนักก่อน ทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการในระดับปานกลางมีอาการทรุดลง นอกจากนี้ตรวจพบว่าผู้ป่วยบางรายมีโรคแทรกซ้อนทางปอดและระบบทางเดินหายใจ ซึ่งอาจจะต้องเจาะคอผู้ป่วยประมาณ 4-5 คน เพื่อดูดเสมหะและช่วยหายใจ โดยในวันนี้ได้ประชุมทีมแพทย์รักษาเพื่อวางแผนการรักษา ซึ่งหากต้องใช้เครื่องหายใจเป็นเวลานาน ก็จะต้องวางแผนด้านโภชนาการ โดยให้อาหารทางเส้นเลือดในผู้ป่วยที่ทานอาหารไม่ได้ประมาณ 20 กว่าคน
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ในการประชุม ครม.เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์มาจากศาลากลาง จ.เชียงราย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รมช.สาธารณสุข ได้รายงานสถานการณ์ของผู้ป่วยติดเชื้อจากการบริโภคหน่อไม้ปี๊บที่ จ.น่าน ให้ ครม.ทราบ โดยระบุว่าขณะนี้มีผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาพักอยู่ในโรงพยาบาล 143 ราย ส่วนใหญ่ยังคงมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดมวนท้อง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้จัดส่งเครื่องช่วยหายใจไปแล้ว โดยขนส่งทางเครื่องบินซี 130 ทั้งนี้ครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ป่วยมีอาการหนัก ต้องใช้แอนตี้ท็อกซิน ซึ่งเราไม่สามารถผลิตเองได้ ต้องติดต่อหน่วยงานในต่างประเทศช่วยจัดส่งมาให้
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้เรียกเก็บหน่อไม้ปี๊บที่ จ.น่าน และจังหวัดใกล้เคียง เพื่อทำการตรวจพิสูจน์และทำลายแล้ว ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเน้นย้ำให้กระทรวงสาธารณสุขไปเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว และให้กระทรวงเร่งจัดทำแผนประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ในเรื่องการทานหน่อไม้
ส่วนนายพินิจ จารุสมบัติ รมว. สาธารณสุข กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ได้อนุมัติงบ กลางจำนวน 33 ล้านบาท ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ เพื่อนำมาแก้ปัญหาประชาชนได้รับพิษจากเชื้อคลอสติเดียม บอทูลินั่ม ทั้งการจัดซื้อซีรั่มต้านพิษโบทูลิซึ่มเพิ่มเติมจากประเทศญี่ปุ่นจัดซื้อเครื่องช่วยหายใจเป็นกองกลาง สำหรับส่งช่วยเหลือพื้นที่ที่มีปัญหา ส่วนผู้ป่วยที่ได้รับซีรั่มพบว่าอาการฟื้นดีขึ้นตามลำดับ ไม่น่าเป็นห่วง แต่มีผู้ป่วยแสดงอาการเพิ่มขึ้นภายหลังการรับประทานหน่อไม้เป็นไปตามที่แพทย์คาดการณ์ไว้ จึงต้องสั่งซื้อซีรั่มและเครื่องช่วยหายใจเพิ่ม
ขณะที่ ศ.ดร.ภักดี โพธิศิริ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เปิดเผยว่า ได้สั่งให้สาธารณสุขจังหวัดน่าน สั่งให้ชาวบ้านใน อ.บ้านหลวง หยุดผลิตหน่อไม้ปี๊บ และสั่งอายัดหน่อไม้ที่ผลิตในรุ่นเดียวกันกับที่ทำให้ชาวบ้าน กว่า 200 คนเจ็บป่วย เพราะหน่อไม้ปี๊บที่ชาวบ้านผลิตกันเองในหมู่บ้านเป็นวิธีที่อันตรายมาก มีโอกาสปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียคลอสติเดียมบอทูลินั่ม ได้สูง
ขณะเดียวกัน นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยด้วยว่า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้เตรียมขอข้อมูลเพิ่มเติมจากนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน เพื่อให้การช่วยเหลือทางด้านงบประมาณเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากเป็นกรณีไม่ปกติที่มีผู้เจ็บป่วยคราวเดียวกันเป็นจำนวนมากในลักษณะโรคระบาด
"สปสช. มีความห่วงใยประชาชนที่ได้ บริโภคหน่อไม้ทุกคน ทั้งนี้ผู้ถือบัตรทองหากจำเป็นต้องส่งตัวผู้ป่วยไปรักษาในหน่วยบริการที่มีอุปกรณ์ที่มีศักยภาพสูงกว่า สปสช. ก็พร้อม จะให้การช่วยเหลือและดูแล จนกว่าผู้ป่วยที่ ได้รับสารพิษจะหายเป็นปกติ โดย สปสช. จะนำเรื่องนี้ของบประมาณฉุกเฉินเพิ่มเติมจาก คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติใน วันที่ 27 มี.ค. นี้" เลขาธิการ สปสช.กล่าวและว่า ขณะนี้ สปสช. ร่วมกับศูนย์พิษวิทยา รพ.รามาธิบดี เปิดสายด่วนให้บริการเรื่องสารพิษ หากประชาชนสงสัยเกี่ยวกับการได้รับสารพิษภายในบ้าน สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 1330 กด 5 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป.
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/popup_news_print.aspx?newsid=83226&NewsType=1&Template=2
ปี 2008 ที่ อ.บ้านหลวง มีเหตุการณ์ตามข่าวที่สำเนามาแบ่งปันต่อไปนี้อีกครับ
ข่าวล้านนา » หามชาวบ้านเกือบ300ส่งรพ.หลังกินลูกชิ้นปลางานศพ
หามชาวบ้านเกือบ300ส่งรพ.หลังกินลูกชิ้นปลางานศพ
เมื่อวันที่ 19 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีโรงพยาบาลบ้านหลวง อ.บ้านหลวง จ.น่าน ทะยอยส่งผู้ป่วยหนักเข้ารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลน่าน หลายราย นับตั้งแต่คืนวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา กรณีจากกลุ่มชาวบ้าน บ้านเป้า ต.บ้านฟ้า อ.บ้านหลวง จำนวนกว่า 300 คน มีอาการชาตามปาก แขนขา แน่นหน้าอก วิงเวียนศีรษะและอาเจียน และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล หลังได้รับประทานแกงจืด ผสมลูกชิ้นปลา แครอท ผักกาดขาวและเห็ดหอม เป็นอาหารมื้อเช้าและกลางวันในงานทำบุญศพ ที่บ้านของ นางดาวลอย มงคล อายุ 37 ปี บ้านเป้า หมู่ที่ 1 ต.บ้านฟ้า อ.บ้านหลวง แล้วเกิดอาการอาหารเป็นพิษ
จากการสอบถาม ชาวบ้าน บ้านเป้า ต.บ้านฟ้า อ.บ้านหลวง ทราบว่า มีชาวบ้าน จำนวน 300คน ได้รับประทานอาหารมื้อกลางวัน คือ ต้มจืดลูกชิ้นปลาในงานศพของนายคำ สุดสม แล้วเกิดอาการอาหารเป็นพิษ อาเจียน ท้องเสีย ชาลิ้น ชาปาก แน่นหน้าอก หายใจติดขัด จนต้องนำส่งรักษาตัวที่รพ.บ้านหลวงจำนวน 50 ราย อาการหนักถึงขนาดอ่อนเพลียเดินไม่ได้ต้องนำส่งรพ.น่านจำนวน 7 ราย
นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านและเด็กๆ พระเณร ที่ยังไม่ออกอาการมารอตรวจรักษาที่รพ.บ้านหลวงอีกกว่า100ราย นอกจากนี้ยังได้ประกาศเสียงตามสายในหมู่บ้านให้คนที่ไปกินอาหารทั้งหมดเดินทางมาตรวจอาการที่รพ.ทั้งหมด ซึ่งยังทยอยกันมาเรื่อยๆ ขณะที่รายงานเมื่อเวลา 02.50 ของวันที่ 19 เม.ย.มีคนไข้ทั้งเด็กหญิง,ชาย ผู้ใหญ่ ชายหญิง และมีสามเณร 1 องค์ มี จำนวนกว่า 60 รายแล้ว คาดน่าจะถึง 300 ราย
ทางด้านนายแพทย์พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า ล่าสุดมีผู้ป่วยรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลน่าน 65 รายและที่โรงพยาบาลบ้านหลวง 24 ราย อาการดีขึ้นตามลำดับจึงอนุญาตให้ทะยอยกลับบ้านได้แล้ว ที่ยังเหลือแม้รู้สึกตัวแต่ต้องรอดูอาการอย่างใกล้ชิดอีก 4 รายและจำนวนนี้อยู่ในห้องไอซียู 2 ราย จากการสอบสวนโรคและสันนิษฐานอาหารที่กลุ่มเสี่ยงรับประทานอาจรับพิษจาก “เตโตรโดทอกซิน” ซึ่งอยู่ในปลาปักเป้าน้ำจืด หรือพิษจาก “แซ็กซิทอกซิน” ในเนื้อปลาปักเป้าน้ำเค็มซึ่งมีฤทธิ์คล้ายกัน และได้เก็บตัวอย่างจากที่เกิดเหตุพบถุงบรรจุลูกชิ้นปลาที่ซื้อมาจากร้านค้าใกล้ อ.บ้านหลวง ในตลาดบ้านปง อ.เชียงม่วน จ.พะเยา ระบุข้อความ “เปิบพิสดาร ท้าพิสูจน์ ลูกชิ้นปลากรายของแท้ แม่ศจี นครสวรรค์” ซึ่งได้แจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบความเป็นมาแล้ว พร้อมทั้งประกาศเตือนประชาชนทั่วไปให้งดอาหารทะเลทุกประเภทเนื่องจากเป็นสารพิษที่สามารถปนเปื้อนได้กับอาหารทุกประเภทและไม่สามารถใช้ความร้อนทำลายพิษให้สลายได้
“เราใช้วิธีรักษาไปตามอาการที่เกิดขึ้น พิษดังกล่าวมีฤทธ์คล้ายกับบูทูลินั่มในหน่อไม้ปี๊บที่อ.บ้านหลวงเมื่อหลายปีก่อน คือเข้าไปจับหัวใจไม่ให้ทำงานและหากส่งรักษาช้าก็จะเสียชีวิตในที่สุด แต่แซ๊กซิทอกซินและเตโตโดทอกซินจะรุนแรงน้อยกว่า เพราะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 24 ชั่วโมงถึง 48 ชั่วโมง หลังจากนั้นร่างกายก็จะขับล้างพิษออกมาเอง” นายแพทย์พิศิษฐ์กล่าว และว่า หลังเกิดเหตุพิษโบทูลินัมในหน่อไม้ปี๊บเมื่อปีที่ผ่านมาแล้ว ชาวบ้านหลวงตื่นกลัวเรื่องนี้มาก ประกอบอาหารเลี้ยงในงานต่างๆ อย่างสุขลักษณะทุกประการ สวมเสื้อผ้ามิดชิดและห้ามบุคคลภายนอกเข้า-ออกบริเวณครัว ไม่มีอาหารดิบหรือสุกๆดิบๆ เลย แต่ครั้งนี้แม้จะปรุงสุกด้วยความร้อนอุณหภูมิสูงแล้วก็ยังเกิดเหตุขึ้นมาอีกจนได้
ส่วนที่มาของพิษนั้นยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าปนเปื้อนอยู่ในส่วนผสมของอะไร สำหรับที่ปักใจสงสัยลูกชิ้นปลาก็เพราะพิษดังกล่าวเป็นแบคทีเรียซึ่งมักพบอยู่ในเนื้อปลาปักเป้า พิษเริ่มมาจากสาหร่ายชนิดหนึ่งซึ่งเมื่อพืชหรือสัตว์น้ำกินเข้าไปก็จะสะสมอยู่ในร่างกายนั้น มักแทรกซึมอยู่ได้ทั้งในกุ้ง หอยและปู ปลาทุกชนิดอีกด้วย ทั้งนี้ส่วนใหญ่มักมีชาวบ้านเข้ามารักษาตัวเพราะรับประทานอาหารทะเล ซึ่งก็ถนอมอาหารจากสารเคมีที่เป็นอันตรายอีกเช่นเดียวกั
อย่างไรก็ตาม นายแพทย์พิศิษฐ์ กล่าวว่า นอกจากสั่งการให้ทีมสอบสวนโรคลงไปพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อหาข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติมมาวิเคราะห์แล้ว ยังได้แจ้งให้สาธารณสุขจ.พะเยาไปเก็บตัวอย่างลูกชิ้นปลาที่ชาวบ้านไปซื้อมาประกอบอาหารเพื่อตรวจสอบ ส่วนถุงบรรจุลูกชิ้นปลาที่ระบุมาจาก จ.นครสวรรค์ก็ยังไม่แน่นอน แหล่งที่มาของเนื้อปลาอาจมาจากสถานที่ทั่วไปก็ได้ จึงต้องใช้ความรอบคอบเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามกรณีชาวบ้านพากันล้มป่วยที่อ.บ้านหลวงครั้งนี้ โชคดีที่ช่วยกันส่งโรงพยาบาลเพื่อบำบัดรักษาได้ทันการณ์ เพราะหากล่าช้าพิษจะเข้าไปจับหัวใจทำให้หายใจไม่ออกและเสียชีวิตในที่สุด ล่าสุดผู้ป่วยต่างอาการดีขึ้นตามลำดับเพราะพิษอยู่ได้ไม่นาน แต่กต่างจากโบทูลินั่มในหน่อไม้ปี๊บที่ฝังตัวอยู่นานและค่อยๆออกฤทธิ์ หากไม่มีวัคซีนมาช่วยก็จะเสียชีวิตกันหลายราย
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=27654&catid=19]http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=27654&catid=19
2008-4-19 15:51
หลังจากเหตุกาณ์วันนั้น เป็นวิกฤติที่น่านได้สร้างฌอกาส ภูมิคุ้มกันมให้น่าน ทุกน้ำใจหลั่งไหล มาช่วยเหลือ จำได้ว่าอยู่ต่างจังหวัดเห็นโทรทัศน์ออกข่าวมีเครื่องบินมาขนย้ายผู้ป่วยมารับการรักษาที่กรุงเทพ ซึ้งใจ ขอบคุณคนไทย ทุกทั่วแห่ง ที่มีน้ำใจช่วยเหลือ
เหตุการณ์ครั้งต่อมา ลูกชิ้นปลา ดิฉันเลิกจากประชุมวิจัยเชิงคุณภาพที่รพร.ปัว 21.00 น. กลับถึงบ้านที่ท่าวังผา 21.30 น. ขณะเปิดประตูบ้าน ได้ยินวิทยุของอาสากู้ภัยที่อยู่ข้างบ้านถึงเหตุการณ์ดังกล่าว พอเปิดเข้าบ้านแล้วรับโทรศัพท์ จากโรงพยาบาลท่าวังผา ว่าต้องนำรถ refer ไปช่วยอ.บ้านหลวงพร้อมวิสัญยีพยาบาลด่วน (ยังไม่ได้ทานข้าว) รีบตอบรับเพราะตนเองเป็นวิสัญญีพยาบาล คิดว่าต้องช่วยเหลือได้แน่นอน เรารีบไปตามทางลัดย้านปางค่า ออกไปเห็นตำรวจ ศูนย์นรินทร รพ.น่าน วิทยุประสานเส้นทางตลอด บอกว่า มีลมแรง มีรถพ่วงจอดเสียตรงทางโค้ง ให้ระวัง ตรวจสอบจำนวนรถพยาบาล ระยะเวลารถพยาบาลตลอด เมื่อไปถึงรับผู้ป่วย 3 ราย มากับอาสากู้ชีพ 1 คน คิดว่าผู้ป่วยไม่เป็นอะไรมาก มาถึงกลางทาง ผู้ป่วยรายหนึ่งมีหนังตาตก แน่นอก หายใจฝืด จึงหันไปถามน้องอาสาสมัครช่วยเหลือที่มาด้วยว่า เคยช่วยใส่ท่อทางเดินหายใจไหม ได้รับคำตอบว่าเคยแต่ปั๊มหัวใจ จึงโทรศัพท์หาทีมแต่ติดต่อไม่ได้ พยายามให้ออกซิเจนผู้ป่วย คิดว่าถ้าจำเป็นจะจอดรถ และรอคันที่ตามมาเพื่อช่วยเหลือในการใส่ท่อช่วยหายใจ โชคดีที่ให้ผู้ป่วยสูดดมออกซิเจน ให้กำลังใจ สอนหายใจ ผู้ป่วยก็มีอาการดีจนถึงรพ.น่านอย่างปลอดภัย ขณะนำส่งรายทางทหาร ได้เคลียร์ เส้นทางให้รถพยาบาลเดินทางสะดวก ให้ตรงมาที่ถนนมหายศ น่าประทับใจมาก มาถึงรพ.น่าน มีบุคลากรทั้ง โรงพยาบาล ทหาร ตำรวจ อาสามัคร มารับถึงที่รถ อำนวยความสะดวก จัดหาข้าวต้ม น้ำเย็น ที่สำคัญ มีผลไม้รถเปรี้ยวไว้บริการแน่นอน...ดิฉันอยากบอกว่ามีอาการเมารถตั้งแต่ออกจากบ้านหลวงแล้ว แต่อดทนปฏิบัติภาระให้สำเร็จ... กลับถึงท่าวังผา 03.30 น. เช้ารุ่งขึ้น อบรมต่อ 08.00 น. ค่ะ รู้สึกดีใจ ภูมิใจ ที่มีโอกาสช่วยเหลือ และขอบคุณทุกภาคส่วนที่แบ่งปัน อยากให้สังคมน่านเป็นสังคมที่น่าอยู่ มีความสุขค่ะ
คุณน้อยหน่าครับ
ผมได้อ่านเรื่องราวตามบันทึกรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง ที่น่านเรามีผู้คนเช่นนี้อยู่มากพอสมควร ดูเหมือนคุณไก่ รพ.สมเด็จพระยุพราช ปัว และพยาบาลหลายท่านเป็นเช่นนี้ยิ่งซาบซึ้ง
คนใกล้ชิดผม เท่าที่เคยเห็นเมื่อเกิดอุบัตเหตุ โดยที่ไม่ต้องให้ใครมาชี้นำ เธอคิดเองได้ไม่รีรอเลยในการออกไปใช้ความรู้ความสามารถที่เธอร่ำเรียนมา ให้ความช่วยเหลืออาการบาดเจ็บผู้คน
ห้วงเวลาวิกฤต เดือน มีนาคม 2549 ผมได้วิเคราะห์จาก วิดิทัศน์ที่ได้รับจาก พท.พยอม ได้เห็นร่องรอยการทำงาน ตัวเองไปรับรู้ เรียนรู้ความเสียสละ การแบ่งหน้าที่กันทำ การทำงานเชื่อมประสานระดับนานาชาติ ประเทศ ภาคและอีกหลายภาคส่วน
การอ่านเอกสารอย่างเดียว จะได้ความรู้บ้าง แต่จะไม่เหมือนลงพื้นที่ทำงาน คนที่มีโอกาสทำงานในครั้งนั้น ถือว่า ได้สั่งสมประสบการณ์ทำงานอย่างมากครับ และขอขอบพระคุณทุกน้ำใจ ทุกความเสียสละเพื่อชาวนานในห้วงเวลานั้นครับ