จิตบริสุทธิ์

ต้นไฟ

%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%8902

                เคยสังเกตบ้างหรือไม่ว่า มีแรงผลักพุ่งขึ้นมาในในเรา ผลักให้เราเดินไปโทรศัพท์หาเพื่อนเวลาเหงา ไปเปิดทีวีดู ออกไปข้างนอก เจ้าความรู้สึกโหยๆ กระวนกระวายลึกๆ ความเร่าร้อนเบาบางในใจที่มีอยู่ตลอดเวลานี้เองเป็นแรงผลักที่ทำให้เราพูด ทำ คิดอะไรอยู่ตลอดเวลา
                ตอนเราเป็นเด็กเล็กๆ แรงผลักในใจก็ดันให้เราหาขวดนม หาคนกอด หาตุ๊กตาหรือของเล่น เพื่อให้รู้สึกมั่นคงและอบอุ่น พอโตขึ้นแรงผลักเหล่านี้ก็ยังอยู่เหมือนเดิม แต่รายละเอียดเปลี่ยนแปลงไปตามวัย   ของเล่นอันเล็กอาจกลายเป็นรถยนต์คันสวย เป็นโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ หรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ เราวิ่งหาเงิน สร้างบ้าน ซื้อรถ สะสมอำนาจเกียรติยศ ไขว่คว้าหาความรักและหาคนแวดล้อม ด้วยความหวังว่าใจเราจะอิ่มเต็มเมื่อได้สิ่งที่ถูกใจมาครอบครอง
แต่ความสุขทั้งหลาย ไม่เคยอยู่กับเราได้นาน มีความสุขอยู่ได้ไม่นาน ความทุกข์ ความขุ่นมัว ความเครียด กังวลใจ ความวุ่นวายต่างๆ ก็วกกลับมาอีก
                ไม่ว่าจะหาอะไรๆ มามากมายสักเพียงไหน หลุมในใจทั้งหลายดูเหมือนจะไม่มีวันเต็ม เราไม่เคยอิ่ม จนกว่าเราจะสังเกตเห็นว่าต้นเหตุไฟที่ลุกไหม้ท่วมใจ มาจากไฟกองเล็กๆในใจเรานั่นเอง

 เข็มทิศ
                ลองสังเกตแรงผลักในใจของเรา ทันทีที่มีความคิดเกิดขึ้นว่ามันจะจูงเราไปทำอะไร เพื่ออะไร
ทุกวันนี้เราเห็นตำราของชาวตะวันตกมากมายที่สอนให้เรา be proactive บ้าง be in the present บ้าง หรือมี EQ บ้าง
                ความหมายของสิ่งเหล่านี้ก็คือ ให้เรามีสติ ระลึกรู้สิ่งต่างๆที่มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้มีสติต่อทุกการรับสัมผัส มีช่องว่างที่จะใช้ตัดสินใจเลือกปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งต่างๆเหล่านั้น ที่น่าเศร้าก็คือ หนังสือดีๆ เหล่านั้น ไม่เคยช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา
                ข้อคิดดีๆ เป็นเพียงความรู้ที่จบอยู่แค่สมอง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเราได้ เพราะมันเข้าไม่ถึงใจ จนกว่าเราจะยอมหยุด แล้วเริ่มต้นเข้าใจจิตใจตัวเอง

เด็กอ้วนกินอุจจาระ
                ครั้งหนึ่งท่านชยสาโร พระภิกษุชาวอังกฤษ อดีตท่านเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติและเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ชา สุภัทโท ได้เคยเล่าให้ฟังถึงภาพภาพหนึ่งว่า เป็นภาพของเด็กผู้ชายตัวอ้วนน่ารักกำลังทำท่าตักอาหาร และรัปประทานอาหารตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย หากแต่อาหารที่อยู่ในจานนั้น เป็นกองอุจจาระขนาดใหญ่ที่มีแมลงวันตอมอยู่เต็ม คำบรรยายใต้ภาพนั้นกล่าวว่า "แมลงวันหลายล้านตัวบนโลกนี้ จะหลงผิดทั้งหมดได้อย่างไร (ถ้าอุจจาระไม่อร่อยจริง) "


ความจริงก็คือ การที่แมลงวันหรือคนมากมายทำตามๆกันไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดีเสมอไป วินาทีนี้ลองหยุดทบทวนการดำเนินชีวิตของพวกเราดูเราแน่ใจแล้วหรือว่า การที่เราทำเหมือนคนอื่นทำกันนั้น จะทำให้ชีวิตถึงจุดมุ่งหมายมีความสุขได้อย่างที่เราใฝ่ฝัน เราจะหยุดพัฒนาตัวเองเพียงเพื่อให้หาเงินได้ เข้าสังคมได้ เป็นที่ยอมรับ ทั้งที่เรารู้ว่า ไม่ว่าจะทุ่มเทมากแค่ไหน ทุกอย่างในชีวิตสามารถผกผันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ภายในพริบตาเดียว ครอบครัว การงาน ทรัพย์สมบัติ หรือแม้แต่คนรัก อาจไม่อยู่กับเราดีๆ อย่างนี้ตลอดไป

ชีวิตเป็นของเรา เราควรมีโอกาสเลือกวิถีทางเดินชีวิตของเราด้วยความรู้สึกตัวอย่างเต็มเปี่ยม ให้มั่นใจว่าเราอยากทำอย่างนี้ และสิ่งที่เรากำลังทำนี้จะพาเราไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการจริงๆ

About the time one learns to make the most of life, most of it gone .Anonymous
.

 อ้างอิง:  เข็มทิศชีวิต (ฐิตินาถ ณ พัทลุง) จาก http://www.dhammajak.net/book-other/-2-4.html